เราเกิดไม่ทัน แต่ก็เคยดู Predator (1987) แบบผ่าน ๆ ทางช่อง UBC สมัยเราเด็ก ๆ (เด็กขนาดไหน— ก็ตั้งแต่สมัยยังมี UBC…) ภาพ Arnold Schwarzenegger คลุกโคลนและไล่ล่ากับเอเลี่ยนยังคงจำได้ติดตาติดใจ แต่ภาคอื่น ๆ ต่อ ๆ มา เราไม่ได้ดู (จริง ๆ มีภาคนึง ซื้อแผ่นมาผิด เปิดดูมานิดหน่อย แต่ไม่สนุกเลย ก็เลยปิด ดูไม่จบ) ภาคปัจจุบัน 2018 เนื้อเรื่องอ้างอิงเชื่อมต่อจากภาคก่อน ๆ นิดหน่อยว่า เอเลี่ยนนี้ไม่ได้มาโลกครั้งแรก แต่เคยมาเยือนโลกของเรามาแล้วเมื่อหลายปีก่อน แต่เนื้อเรื่องไม่ได้ต่อเนื่องกันซะทีเดียว ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องเคยดูภาคก่อน ๆ มาก่อน ก็ดูภาคนี้ได้รู้เรื่อง

ภาคนี้ตัวเอกคือ สไนเปอร์ Quinn McKenna (Boyd Holbrook จาก Logan) ที่บังเอิญไปเจอ Predator ในป่าเม็กซิโกพอดี ทางการควบคุมตัวเขาและส่งไปอยู่ในกลุ่มอดีตทหารผ่านศึกที่มีปัญหาทางจิตและ PTSD ได้แก่ Nebraska (Trevante Rhodes จาก Moonlight), Coyle (Keegan-Michael Key จาก Tomorrowland), Baxley (Thomas Jane จาก The Mist), Lynch (Alfie Allen จาก Game of Thrones), และ Nettles (Augusto Aguilera) ซึ่งต่อมามี Dr. Casey Bracket (Olivia Munn จาก X-Men: Apocalypse) ผู้เป็นนักชีววิทยาเชี่ยวชาญด้านนี้ เข้ามาร่วมทีมด้วย ทีนี้ Rory (Jacob Tremblay จาก Room) ลูกชายของ Quinn McKenna ดันมีของที่ Predator ต้องการอยู่ ทีมพระเอกจึงต้องไปตามช่วย Rory ก่อนที่ Predator จะตามไปเจอ

ภาคนี้มีความทันสมัยขึ้นกว่าเดิมตามยุคสมัย และสไตล์ของหนังก็ดูแตกต่างจากเดิมอยู่เหมือนกัน โทนมันไม่ได้ตึงเครียดหรือชวนลุ้นมากมายเท่าไหร่ เพราะภาคนี้กำกับโดย Shane Black (จาก Iron Man 3 และ The Nice Guys) มันก็เลยกลายเป็นหนัง แอ็คชั่น-ไซไฟ ที่มีความคอเมดี้ ทีมพระเอกนี่ยังกับคณะตลก บางฉากนี่จังหวะโคตรซิตคอม ไม่คิดว่าจะกล้าเล่นก็เล่น ก็ถือว่าหนังเซอร์ไพร์สเราเบา ๆ เพราะจากที่เราเห็นในเทรลเลอร์ เราไม่คาดหวังว่ามันจะมาสายฮาขนาดนี้เลยจริง ๆ

เนื้อเรื่องดำเนินฉับไว ฉากบู๊ก็เยอะและจัดเต็ม ทั้งยิง ทั้งระเบิด ทั้งเลือดสาด ทั้งแขนขาขาด-ตัวขาด แต่เราว่า ตัวเพรดเดเตอร์ยังไม่โหดเท่ากับภาคแรกทั้งที่ตัวใหญ่กว่า อย่างไรก็ตาม มันก็ยังตื่นเต้นอยู่ เพราะสกอร์กับซาวนด์ถือว่าทำได้ดีทีเดียว ชอบ ยิ่งดูในโรง IMAX แล้วยิ่งรู้สึกถูกบิลด์และรู้สึกว่าหนังมันสนุกยิ่งขึ้น

สิ่งที่ชอบที่สุดในเรื่องก็คือ แก๊งคนบ้า (แก๊งพระเอก) กับเจ้าหนู Jacob Tremblay ที่เรื่องนี้เป็นแค่ตัวสมทบ แต่ก็เล่นดีได้ใจป้าอีกแล้ว

ภาคนี้ดูมีสตอรี่มากขึ้น มีการอธิบายว่าทำไมชื่อ Predator, มันมาทำอะไรที่นี่ ฯลฯ แต่เอาตามตรง เราว่ามันมั่ว ๆ งง ๆ ไปหน่อย เช่น สรุปนางเอกต้องไปทำอะไรที่แล็บ แล้วทำไมนักวิทยาศาสตร์คนนี้ถึงได้บู๊เก่งราวกับเป็นทหารหญิงผ่านศึก ฯลฯ แต่โดยรวมไดอะล็อกเขาก็เขียนมาสนุกดีนะ เอาเป็นว่า นี่แนะนำว่า ถ้าจะดูก็ไม่ควรไปคิดตามอะไรกับมันมากนัก ไหลไปตามน้ำ ก็จะพบว่า เออ… สนุกดี

โดยสรุป The Predator 2018 อาจไม่สามารถเทียบชั้นภาคแรกที่ขึ้นหิ้งไปแล้วได้ แต่เป็นภาคที่ถือว่าน่าจะช่วยให้แฟรนไชส์นี้เกิดใหม่ได้แน่ ๆ เพราะทำออกมาดี สนุก แอ็คชั่นผ่าน แถมมีฮาสามช่า เรียกว่าตอบโจทย์เรื่องความบันเทิงครบครัน (แค่ไปดูแก๊งคนบ้าทะเลาะกันเอง หรือดูคนบ้าปะทะเอเลี่ยน ก็สนุกแล้ว ไม่มีคำว่าเสียดายค่าตั๋ว) และมีการผสมผสานระหว่างหนังแอ็คชั่น-ไซไฟ ยุค ’80 กับความทันสมัยในยุคปัจจุบันได้อย่างดี

คะแนนตามความชอบส่วนตัว 7.5/10

รีวิว The Predator: เดอะ เพรดเดเทอร์ 2018
Plot & Story7.2
Acting Performance7.5
Production8
7.6Overall Score

Comments

comments