ถ้าเมื่อเดือนก่อนใครเจอไวรัสซอมบี้ Cell ของ Stephen King เข้าไป เดือนนี้เราขอแนะนำให้มาล้างตากับหนังซอมบี้เกาหลีเรื่อง Train to Busan ซึ่งสนุกกว่าและดีกว่าร้อยเท่าพันเท่า เพราะนี่คือหนังซอมบี้และหนังเอเชียที่ดีที่สุดแห่งปี!!!

 

เรื่องย่อ Train to Busan

ผู้จัดการกองทุน Seok-woo (Gong Yoo จาก Coffee Prince) ปกติไม่ค่อยมีเวลาให้ลูกสาว Su-an (Kim Su-ran) แต่เนื่องในวันคล้ายวันเกิดของลูก เขาจึงจำต้องพาเธอไปเยี่ยมแม่ของเธอหรือภรรยาเก่าของเขาที่ปูซาน

แต่เช้าวันดังกล่าวเกิดโรคระบาดทั้งเมืองและมีผู้หญิงที่ติดเชื้อดังกล่าวลอบขึ้นรถไฟ KTX 406 มาและแพร่เชื้อซอมบี้ให้คนบนขบวน นี่จึงเป็นครั้งแรกที่ Seok-woo จะต้องทำหน้าที่พ่อ ปกป้องลูกสาวและตัวเองให้รอด

นอกจากสองพ่อลูก ผู้ร่วมขบวนยังมี สองสามีภรรยาซึ่งตั้งครรภ์ Sang-hwa (Ma Dong-suk) กับ Sung-kyung (Jung Yu-mi), นักเบสบอลไฮสคูลและเชียร์ลีดเดอร์สาว Young-guk (Choi Woo-sik) กับ Jin-hee (นักร้องสาว So-hee Wonder Girls), ผู้บริหาร Yong-suk (Kim Eui-sung), คุณยายสองพี่น้อง, และชายจรจัดที่แอบขึ้นมาหนีซอมบี้บนรถไฟ

 

 

รีวิว วิเคราะห์ วิจารณ์ Train to Busan

 

เราชอบหนังซอมบี้และดูมาหลายเรื่อง กล้าพูดเลยว่า Train to Busan สนุกมาก ดีงามทุกวินาที สำหรับเรา นี่เป็นหนึ่งในหนังซอมบี้ที่ดีที่สุด ทั้งในแง่ความดราม่าสไตล์เกาหลีที่เรียกน้ำตาคนดูได้ชนิดไม่รู้เนื้อรู้ตัว หรือความบู๊ระห่ำที่ทำคนดูลุ้นจิกเบาะแทบลืมหายใจ จนถึงความน่าเกลียดน่ากลัวของซอมบี้ฉบับวิ่งไวทะลุนรก (fast & fierce) แบบซอมบี้ใน World War Z ที่ Brad Pitt สู้รบปรบมือเมื่อสามปีก่อน

จะว่าไป คอนเซ็ปต์ของ Train to Busan อาจจะคล้าย World War Z ที่มาผสมกับ Snowpiercer (หนังเกาหลีที่ใช้นักแสดงนำฮอลลีวูด ซึ่งนำทีมโดย Chris Evans หรือ Captain America) คือเป็นรถไฟที่บรรจุผู้รอดชีวิตจากหายนะของโลกไว้ เนื้อเรื่องแอบสะท้อนการแบ่งแยกชนชั้นและเสียดสีจิกกัดพวกทุนนิยม แต่เพิ่มเติมคือ Train to Busan มีซอมบี้เป็นหายนะ และบนขบวนก็มีหายนะนั้นอยู่ด้วย

 

 

จะเห็นได้ว่า ในขณะที่หนังหลายเรื่อง โดยเฉพาะหนังฝั่งฮอลลีวูดกำลังขมีขมันกับการสร้างหนังเกี่ยวกับ racial หรือ gender discrimination แต่หนังกิมจิของฝั่งเอเชียเราโฟกัสที่ economic discrimination อย่างมีนัยสำคัญ

แล้วประเด็นคือ Train to Busan เขาทำถึง เขานำพาคนดูไปสำรวจความเป็นมนุษย์ในตัวเราได้อย่างดี หลายคำพูดและการกระทำของตัวละครมันช่างทิ่มแทงเหลือเกิน กล่าวคือ หนังเอาตัวละครต่างชนชั้นมาอยู่ด้วยกันในสถานการณ์ที่คับขัน ซึ่งจะเค้นสัญชาตญาณดิบหรือด้านมืดของมนุษย์กันออกมา (แล้วยิ่งสเกลของหนังมันแคบและไปไหนไม่ค่อยได้นอกจากบนรถไฟ ก็ยิ่งรู้สึกกดดัน)

 

 

ตัวละครเด่นในเรื่องหลายตัวเป็นคนชายขอบหรือคนที่สังคมมักมองว่าเป็นภาระ ตั้งแต่เด็ก สตรีมีครรภ์ คนสูงอายุ และคนจนจรจัด (ณ ที่นี้ เห็นขาดก็แต่เพศที่สาม) ซึ่งแน่นอน หนังเลือกวางคนเหล่านี้เป็นตัวละครฝ่ายขาว โอบอ้อมอารี เสียสละ ชอบช่วยเหลือคนอื่น ในขณะเดียวกัน หนังก็วางตัวละครชนชั้นกลางหรือคนรวย ๆ เช่น ผู้บริหารต้องเห็นแก่ตัว เอาตัวรอด ถึงแม้ต้องเหยียบหัวคนอื่นเพื่อให้ตัวเองรอดมันก็ทำ

ซึ่งอีตาผู้บริหารที่เป็นคนไม่ดีที่สุดในเรื่องนี้อาจจะเสมือนกระจกสะท้อนอนาคตอีก 20 ปีข้างหน้าของพระเอกของเราก็ว่าได้ (ซึ่งปัจจุบันก็เป็นผู้จัดการกองทุน เป็นปลิงดูดเลือดอยู่แล้ว) แต่โชคดี พระเอกก็คือพระเอก ย่อมมีพัฒนาการ และ #พ่อก็คือพ่อ

 

 

อย่างไรก็ตาม ด้วยความเอเชีย ก็จะไม่แปลกที่เราจะไม่เห็นสตรีเพศเป็นฮีโร่ ในเรื่องนี้พวกเธอก็จะเป็นบุคคลแสนดีที่น่ารักที่ต้องให้คุณพ่อหรือคุณแฟนมาช่วยเหลือ ปกป้อง และดูแลไปนั่นแหละ

หน้าที่ฮีโร่ผู้เสียสละก็เป็นของทีมพระเอก อย่างทีมคุณพ่อโอปป้า Coffee Princeว่าที่คุณพ่อบึกบึน, และนักเบสบอลหน้าหล่อที่ละม้ายคล้าย เจมส์ มาร์ แต่คิวบู๊ของพวกเขาก็เท่ มัน(ส์) และแมนมาก ยอมรับ

 

 

โดยสรุป ประทับใจมาก เนื้อเรื่องดี โปรดักชันดี แสดงดี เลอค่า บันเทิง สนุก งดงาม ไร้ที่ติ แต่ถ้าอยากให้ติก็คงติเรื่องเดียวคือ CG บางฉากก็เท่านั้น (แต่ก็ไม่ได้ติอะไรมาก เพราะปกติเห็นของหนังไทยมาเยอะ และอันนี้โดยรวมมันก็ออกมาค่อนข้างเนียน) เอาเป็นว่าให้ 9.5/10 ก็แล้วกัน (แต่ในใจ นี่พูดเลย 10! 10! 10!)

เข้าฉาย sneak preview ตั้งแต่ 4-10 ส.ค. (รอบหลังสองทุ่มเป็นต้นไป) และฉายจริง 11 ส.ค. 2016 นี้ แนะนำ! แนะนำ! แนะนำ!

 

 

ป.ล. ดูแล้วก็อยากให้ประเทศไทยสร้างรถไฟความเร็วสูงสักทีค่ะ เพราะถ้าใช้รถไฟไทยเวอร์ชั่นรัชกาลที่ 5 หนีซอมบี้ล่ะก็ อย่าว่าแต่ปูซานเลยค่า เอาให้พ้นหัวลำโพง ก็ไม่รู้จะไปรอดหรือเปล่าค่าาาา