ถ้าพูดถึงหนังเกาหลียุคหลังที่ดังมาก ๆ ในบ้านเรา เรานึกถึง Train to Busan และอีกหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งส่วนใหญ่หนังจะมีความจิกกัดทุนนิยมและเรื่องชนชั้น แต่ในขณะเดียวกันหนังก็ขายความไซไฟ แอ็คชั่นทริลเลอร์ หรือสัตว์ประหลาดต่าง ๆ เช่น ซอมบี้ เข้ามาด้วย หนังเกาหลีที่แฝงประเด็นหนักของสังคมเหล่านั้น จึงมีความแมส ดูสนุก และย่อยง่าย ใคร ๆ ก็สามารถเข้าถึงได้

Parasite (ชื่อไทย: ชนชั้นปรสิต) เป็นหนังสอดแทรกประเด็นชนชั้นเรื่องล่าสุดของเกาหลี ใช้ทุนสร้างสูงถึง 11 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับหนังเอเชีย แต่เรื่องนี้เล่าประเด็นชนชั้น โดยไม่มีอมนุษย์อยู่ในเรื่อง (ไม่ใช่หนังมนุษย์ต่างดาวแน่นอน) เพราะมอนสเตอร์แท้ ๆ ในเรื่องนี้ก็คือมนุษย์และระบบชนชั้นของมันเองนี่น่ะแหละ

อย่างไรก็ดี สำหรับคนทำหนัง ก็ถือเป็นการทุ่มทุนที่คุ้มค่านัก เพราะตอนนี้ เพียงแค่ฉายในประเทศตนเอง หนังก็ทำรายได้เกินทุนสร้างนั้น (พูดง่าย ๆ ก็คือ ได้กำไร) ไปหลายเท่าแล้ว ยังไม่นับที่กำลังจะโกอินเตอร์ไปอีกหลายประเทศทั่วโลกนั่นอีก

ยิ่งหนังอยู่ภายใต้การกำกับของ Bong Joon-ho (จาก Snowpiercer และ Okja) และการกำกับภาพของ Kyung-pyo Hong ด้วยแล้ว คุณภาพจึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลสำหรับหนังเรื่องนี้อย่างแน่นอน อีกทั้งยังรับบทนำโดยเจ้าแห่งหนังรางวัลอย่าง Song Kang-ho (จาก Snowpiercer) ด้วยแล้วอีก ยังไงก็ปัง

ด้วยทุกองค์ประกอบหลักข้างต้นนั้นมารวมตัวกัน หนัง Parasite จึงก้าวเข้ามาเป็นหนังสายรางวัลได้อย่างไม่มีใครเซอร์ไพรส์ และล่าสุด Parasite ก็ได้รับการขึ้นชื่อว่า เป็นหนังรางวัลที่เป็นมิตรกับคนดู (คือดูง่าย) ที่สุด เท่าที่ปาล์มทองคำหรือคานส์เคยมอบรางวัลมาอีกด้วย

Parasite เล่าความแตกต่างทางชนชั้นและฐานะของคนเกาหลีสองครอบครัว ระหว่างครอบครัวที่จนมากกับครอบครัวที่รวยมาก โดย Song Kang-ho รับบทเป็น Ki-taek หัวหน้าครอบครัว Kim ที่จนมาก ๆ อยู่กับภรรยาที่ตกงานเช่นกันคือ Chung-sook (Jang Hye-jin จาก Mothers) และลูก ๆ ที่ไม่มีงานทำและไม่ได้เรียนมหา’ลัยอีกสองคน ได้แก่ ลูกชาย Ki-woo (Choi Woo-sik จาก Train to Busan) กับลูกสาว Ki-jung (Park So-dam จาก The Priests)

ชะตาชีวิตพลิกผัน เมื่อเพื่อนของ Ki-woo (รับบทโดย Park See-Joon จาก What’s Wrong with Secretary Kim) มาชักชวนให้ Ki-woo ไปเป็นติวเตอร์สอนเด็กสาว Da-hye (Jung Ziso) ที่บ้านของไฮโซ Mr. & Mrs. Park (Lee Sun-kyun จาก A Hard Day และ Jo Yeo-jeong จาก The Servant ตามลำดับ)

ซึ่งต่อมา Ki-woo ก็โน้มน้าวจน Mrs. Park ตกลงจ้าง Ki-jung น้องสาวของเขา มาเป็นติวเตอร์ให้ Da-song (Jung Hyeon-jun) ลูกชายคนเล็กด้วยอีกคน โดยสองพี่น้องหัวใสนี้ได้ชุบ identity ตัวเองใหม่ ให้ดูมีการศึกษาและฐานะมากขึ้น พร้อมตั้งชื่อใหม่ให้ตนเองว่า Kevin และ Jessica ตามลำดับ

โดยบ้าน Kim เปรียบเป็นคนในคลาสปรสิต ซึ่งนิยามตาม Google ได้ว่า เป็น “สิ่งมีชีวิตที่ไปอาศัยอยู่กับสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นแล้วเป็นฝ่ายได้รับประโยชน์ ในขณะที่อีกฝ่ายเสียประโยชน์” เช่น เห็บ หมัด ฯลฯ ดังนั้น ในหนังเราจะเห็นว่า บ้าน Kim ตั้งใจมาเป็นเห็บหมัด กัดกิน และกอบโกยเอาผลประโยชน์จากโฮสต์ หรือทำให้คนอื่นต้องเสียประโยชน์แทบตลอดเรื่อง

ตอนดู เราก็ เออ ไม่แปลกใจเลยที่อีคนบ้านนี้มันไม่มีอันจะกิน เพราะนิสัย ความคิด ทัศนคติ และการกระทำหลาย ๆ อย่างของพวกเค้ามันตลาดล่างจริง ๆ ช่วงต้นเรื่องมีซีนที่มีโอกาสได้ทำมาหากิน แต่ก็ทำแบบสุกเอาเผากิน (พูดตรง ๆ ก็คือ เพราะมึงเป็นแบบนี้ไงถึงไม่รวย / สมควรแล้วล่ะที่จน) ต่อให้ปรุงแต่งหรือเปลี่ยนแปลงเปลือกนอกตัวเองอย่างไร (เช่น โปรไฟล์ เสื้อผ้า) ถ้าไส้มันเน่าหรือมีเคยคลุกโคลนตมมาตลอดชีวิต สุดท้ายกลิ่นตุ ๆ มันก็โชยออกมาอยู่ดี ไม่มีทางกลบกลิ่นหรือเปลี่ยนแปลงกันได้ง่าย ๆ

อย่างไรก็ตาม หนังยังใจดี ใส่ข้อดีมาให้คนจนเขามีด้วยนิดหน่อยคือ 1. ลูกหน้าตาดี 2. ลูกฉลาด และก็มีซีนให้เห็นมุมสว่างอื่น ๆ อีกนิดหน่อย แต่สุดท้ายมันก็จะมีสถานการณ์บีบบังคับให้พวกเขาต้องเข้าสู่ด้านมืด ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองได้อยู่ในที่ที่สูงขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ มันก็พอเข้าใจได้แหละ ก็พวกเขาเติบโตมากับสภาพแวดล้อมข้างล่างมันเป็นอย่างนั้น อืม มันก็คงอย่างนี้แหละ ชีวิตของคนจน… ทางเลือกมันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบสักทาง… ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงรู้สึกว่า ตัวละครของเรื่องนี้มีความเรียลและมีมิติ

ส่วนบ้าน Park คือบ้านที่ถูกปรสิตอย่างบ้าน Kim มาเกาะกิน จนเป็นหนึ่งในฝ่ายที่เสียประโยชน์นั้น โดยรวม พวกเขาดูเป็นคนดีมากกว่าบ้าน Kim โดยเฉพาะคุณนายหญิงของบ้านเนี่ย ดูใสสุด ดีสุด ง่ายสุด (และหลอกง่ายสุด)

สำหรับเรา เราคิดว่า พวกเขาเป็นคนรวยที่ปฏิบัติต่อคนอื่นหรือคนที่อยู่คนละชนชั้นได้ดีระดับหนึ่งเลยแหละ หลายครั้งเราก็เถียงกับตัวเองอยู่ในใจว่า “พวกเขาดีเพราะรวย” หรือ “พวกเขารวยเพราะดี” (มันต่างกันเล็กน้อย) แต่อย่างไรก็ตาม มันก็จะมีบ้างที่พวกเขาจะมองตัวเองสูงกว่าคนอื่นหรือลูกจ้างของเขา ซึ่งนี่ก็อีกเช่นกัน ที่เรารู้สึกว่าตัวละครเหล่านี้มันมีความเป็นมนุษย์จริง ๆ คือมันเทา ๆ

ทั้งนี้ทั้งนั้น เรื่องย่อที่เราเล่าไปข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหนังองก์แรกเท่านั้น แน่นอนว่าองก์ที่สองกับองก์ที่สามของหนังเป็นองก์ที่เราคิดว่าสำคัญมากที่ผู้ชมจะรับรู้เรื่องราวของหนังส่วนนี้ให้น้อยที่สุดก่อนที่จะเข้าไปดูด้วยตัวเอง ห้ามให้ใครสปอยล์โดยเด็ดขาด เพราะมันมีอะไรเหนือความคาดหมายเยอะมาก คาดเดาได้ยาก หลายฉากนี่ก็เอามือป้องปาก บ้างก็เอามือทาบอก และจิกเบาะบ่อยจริง

ในช่วงองก์แรก มีฟีลลิ่งชิลล์ ๆ ค่อนไปทางขายขำ ผสมกับตลกร้าย (black comedy) โดยหนังจะนำเราไปทำความรู้จักกับสองครอบครัว ซึ่งมีจำนวนสมาชิกเท่ากัน (พ่อ 1 แม่ 1 ลูกชาย 1 ลูกสาว 1) แต่มีชีวิตและคุณภาพชีวิตที่ช่าง contrast กันสุดขั้ว อาทิ…

  • สมาชิกในบ้านของตระกูล Kim ต้องอาศัยอยู่ใต้ถุนของตึกซอมซ่อในย่านชุมชนแออัด มองออกไปนอกหน้าต่างก็เห็นแต่กองขยะ คนเมาอ้วก คนเมาเยี่ยว ฯลฯ ในขณะที่บ้านของตระกูล Park อยู่อีกด้านของเมือง ที่อยู่ระดับสูงขึ้นไป (ณ ที่นี้ หมายถึงเชิงกายภาพหรือ physical) บ้านใหญ่โตสวยหรูชนิดที่ว่าห้องเก็บของใต้ดินยังใหญ่กว่ารูหนูที่พวก Kim อาศัยอยู่ อีกทั้งห้องนั่งเล่นมีผนังเป็นกระจกใสบานใหญ่ทั้งบาน นั่งชมวิวสวน-วิวธรรมชาติได้อย่างสวยงามเต็มตา
  • บ้าน Kim ตกงานทั้งบ้าน ไม่มีงาน ไม่มีเงิน ลูกก็ไม่ได้เรียนสูง ๆ ส่วนบ้าน Park คนที่ทำงานจริง ๆ มีคนเดียวคือ Mr. Park ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทใหญ่โต Mrs. Park อยู่บ้านสวย ๆ ดูแลบ้านทั่วไป แต่ถ้าเป็นพวกงานบ้านจริง ๆ ก็มีแม่บ้านทำให้ ลูก ๆ ทั้งสองคนก็มีโอกาสได้เรียนพิเศษกับติวเตอร์ส่วนตัวแบบไม่อั้น อีกทั้งยังมีเงินเหลือสำหรับของฟุ้งเฟ้อได้อีกมากมาย เช่น ของเล่นแพง ๆ หรืองานปาร์ตี้ในสวน ฯลฯ

ส่วนองก์หลัง ๆ จะเริ่มเป็นคนละแนวกับองก์แรก คือเริ่มมีอะไรให้ลุ้น ให้ตื่นเต้นระทึกขวัญมากขึ้น แต่ดูสนุกทั้งเรื่อง และกราฟความพีคก็ทะยานขึ้นเรื่อย ๆ มีช่วงบทสรุปของหนังที่ดูแผ่วลงเล็กน้อย แต่ก็จบลงได้อย่างสวยงามจนได้ บางจุดของเรื่องก็มีจุดที่เราตะหงิด ๆ อยู่บ้าง เช่น ง่ายจัง / แบบนี้ก็ได้หรอ ฯลฯ

แต่โดยรวมก็ยังเป็นหนังที่ยอดเยี่ยมสุด ๆ และบทดีมากอยู่่ดี เพราะหนังเค้าเอาประเด็นหนัก ๆ เช่น ประเด็นชนชั้นและความเหลื่อมล้ำทางสังคม มาทำเป็นหนังที่ไม่หนักมาก บันเทิงและสนุกมาก ๆ ด้วย ที่สำคัญ overall เค้ามันดีเกิินมาตรฐานหนังเอเชียหมดทุกทุกด้านเลย ชอบมาก ๆ เชียร์สุด ๆ

คะแนนตามความชอบส่วนตัว 9/10
เข้าฉาย 25 ก.ค. 2019 ในโรงภาพยนตร์

ป.ล. สาบานว่า ปกติไม่ใช่คอหนังหรือซีรีส์เกาหลีแต่อย่างใด จนดูเรื่องนี้จบแล้ว จำชื่อตัวละครและชื่อนักแสดงไม่ได้เลยสักตัว แต่ที่ให้คะแนนสูงขนาดนี้ เพราะมันดีจริง ๆ ชอบจริง ๆ สนุกจริง ๆ บางทีก็รู้สึกเหมือนได้ดูหนังฟอร์มฮอลลีวู้ดเลย เอาจริง