ทั้งที่ Jack Reacher 2: Never Go Back ห่างจาก Jack Reacher ภาคแรกเพียงแค่ 4 ปี แต่เราแทบจำอะไรจากภาคแรกไม่ได้เลย นอกจากความรู้ที่ว่า Tom Cruise เป็น Jack Reacher อย่างไรก็ดี ยังดีที่เรายังสามารถดูหนังภาคสองนี้ได้อย่างรู้เรื่อง 100% แม้จะจำภาคแรกไม่ได้เลยก็ตาม

 

เรื่องย่อ Jack Reacher 2: Never Go Back

อดีตผู้พัน Jack Reacher (Tom Cruise จาก Mission: Impossible) ไปช่วย Major Susan Turner (Cobie Smulders จาก The Avengers) ที่ถูกจับกุมด้วยข้อกล่าวหาร้ายแรง ทั้งสองต้องพยายามต่อสู้เพื่อทวงคืนความบริสุทธิ์ให้ตัวเอง

General Harkness (Robert Knepper จาก Prison Break) จ้างนักฆ่าอดีตนายทหาร (Patrick Heusinger จาก Black Swan) ให้ไปไล่ล่าอดีตผู้พันทั้งสอง และตามจับ Samantha (Danika Yarosh) เด็กสาววัยรุ่นซึ่งต้องสงสัยว่าเป็นทายาทของ Reacher มาเป็นตัวประกัน

 

รีวิว วิเคราะห์ วิจารณ์ Jack Reacher 2: Never Go Back

Jack Reacher 2: Never Go Back ไม่ใช่หนังบู๊แอ็คชั่นไล่ล่าที่แย่ แต่โดยส่วนตัวคิดว่านี่เป็นหนังป๊อปคอร์นดูเพลินทั่วไป ดูสนุก ๆ ฆ่าเวลาได้ ไม่รู้สึกเสียดายเงินเสียดายเวลา แต่แค่ดูจบแล้วมันก็จบไป เช่นเดียวกับภาคแรก… ไม่มีอะไรน่าจดจำ หรือคาดหวังว่าต้องดูภาคต่อไป อย่างซีนไฟนอลที่พาเหรดฮัลโลวีนก็เชยแล้ว และถึงแม้หนังจะเพิ่มดราม่าปูมหลังชีวิตพระเอกขึ้นมา ออกมาก็ยังรู้สึกเฉย ๆ อยู่ดี ไม่เนียนเท่าไหร่

พูดตรง ๆ ก็คือ ถ้าพระเอกไม่ใช่ Tom Cruise แล้วล่ะก็ เราอาจจะจำอะไรเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ไม่ได้เลย

 

 

แต่พูดถึง Tom Cruise แล้วเนี่ย บางทีเราก็เบื่อนะ ถ้าไม่ติดว่าหน้าหล่อนี่คงโคตรเบื่อยิ่งกว่านี้ อย่างที่ทราบกันดีว่า Tom Cruise อายุมากแล้ว แต่ยังมารับบททหารตำรวจ (ในเรื่องโกงอายุเหลือแค่ 40 กว่า ๆ จากที่อายุจริง 54 ปี) ฉายเดี่ยวเตะต่อยหนัก ๆ และกระโดดข้ามตึกโหยงเหยงอยู่ ซึ่งดูแล้วก็ปวดกระดูกแทน คือต้องพูดตามตรงว่าคิวบู๊ของเขาค่อนไปทางเฉย ๆ แล้ว เมื่อเทียบกับคิวบู๊ของนางเอก มิหนำซ้ำตัวร้ายยังหล่อขโมยซีนหน้าบวม ๆ ของ Tom Cruise ด้วยอีกต่างหาก

อาจจะด้วยความชอบส่วนตัวหรือความสูงส่วนตัว ทำให้ระยะหลังมานี้ Tom Cruise ชอบบินเดี่ยวมากกว่ามีทีมเวิร์ค แม้แต่ใน Mission: Impossible ที่เหมือนจะมีทีม ก็ยังคงเหมือนพี่ทอมลุยเดี่ยวอยู่ดีในพาร์ทแอ็คชั่น (ทั้งนี้ไม่นับเคสที่มีนางเอกหรือผู้หญิงเป็นคู่หู) ซึ่งไม่ว่า Tom Cruise จะไปอยู่ใน OblivionEdge of Tomorrow, หรือใน Jack Reacher นี้ก็ตาม เราก็มิอาจลบภาพจำหรือความเป็น Ethan Hunt ออกจากตัวเขาได้เลย

 

 

สิ่งที่ชอบคือ ความพยายามในการใส่พลังหญิงเข้ามา โดยให้นางเอกวัยสามสิบกว่า ๆ เป็นทหารตำรวจยศสูงระดับ Major (คือมาแทนที่ตำแหน่งของพระเอกที่ลาออกไป) บ่งบอกให้เห็นว่า อเมริกาสมัยนี้ดูคนที่ความรู้ความสามารถ โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องเพศหรือเรื่องอายุ และในขณะเดียวกัน ก็พูดถึง gender roles หรือ gender stereotype เวลาคนมองทหารที่เป็นผู้หญิงด้วย บวกกับชี้ให้เห็นธรรมชาติของเด็กวัยรุ่นที่เติบโตมาในสังคมหนึ่งด้วยนิดหน่อย แต่โดยรวมก็ไม่ได้เน้นเล่าอย่างมีชั้นเชิงอะไร

สิ่งที่ไม่ชอบคือ หนังชอบใช้มุกซ้ำ ทั้งนี้ไม่ได้พูดถึงซ้ำกับภาคเก่านะ เพราะเราจำภาคเก่าไม่ได้แต่แรกละ แต่แค่ในหนังภาคนี้ภาคเดียวก็ใช้หลายมุกซ้ำกันบ่อยมาก เช่น เวลาคนเรียกพระเอกว่า “Major Reacher” พระเอกก็จะแย้งว่า  “ex-major” เป็นต้น ซึ่งตอนฟังครั้งแรกมันก็ขำดี ฉลาดดี แต่พอใช้ซ้ำก็เริ่มเบื่อแล้ว ไม่อิน

 

 

โดยสรุป Jack Reacher 2 ดูฉากบู๊ไล่ล่าได้เพลิน ๆ แต่ก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษกว่านั้น ถ้าไม่ได้ดูก็ไม่ถือว่าพลาดอะไรไป ส่วนที่ภาคนี้ตั้งชื่อภาคว่า Never Go Back อาจเป็นการบอก Tom Cruise เป็นนัย ๆ ว่า พอเถอะ อย่ากลับมาเล่นเรื่องนี้อีกเลย ประมาณนั้น

คะแนนตามความชอบส่วนตัว 7/10

เข้าฉาย 19 ต.ค. 2016

 

Comments

comments