Movie / April 29, 2015

รีวิว Avengers 2 : Age of Ultron

หลังจากที่ The Avengers ได้รับการตอบรับและรายได้ถล่มทลายไปเมื่อปี 2012 วันนี้ ปีนี้ ปี 2015 ก็ถือเป็นสิ้นสุดการรอคอยกันแล้วสำหรับของสาวก Marvel ที่รอคอยหนังซุปเปอร์ฮีโร่ภาคต่อ Avengers 2 หรือ Avengers: Age of Ultron

โดยในภาคนี้ ทีม Avengers ยังอยู่กันครบทีมเช่นเดิม ได้แก่

นอกจากนี้ Avengers: Age of Ultron ยังเอาใจแฟนๆ Marvel โดยการใส่ฮีโร่ใหม่สุดพิเศษมาเสริมทัพอีกสองตัว น่าสนใจอย่างมาก นั่นก็คือ “แฝดมหัศจรรย์กลายพันธุ์มหาบรรลัย”

หรือแม้แต่ Ultron (พากย์เสียงโดย James Spaderทีมตัวร้าย ก็ดูน่าเกรงขามจริงจังและทรงพลังกว่าภาคก่อน (ตัวร้ายภาคแรกคือเทพกระจอก Loki น้องชายสุดเกรียนของ Thor) ดังนั้น บอกได้เลยว่า หนังมีอะไรที่เราคาดไม่ถึงจากเทรลเลอร์มาเซอร์ไพรส์ด้วยอย่างแน่นอน

เรื่องย่อ Avengers: Age of Ultron

Tony Stark กับ Dr. Bruce Banner แอบร่วมมือกันสร้างหุ่นยนต์ AI จากคฑาของ Loki โดยหวังว่ามันจะช่วยปกป้องมนุษย์และสร้างความสันติได้ แต่ผลกลับได้เป็นหุ่นยนต์ Ultron ตัวร้าย ที่ขโมยหินอัญมณีอินฟินิตี้ในคฑาของ Loki นั้นไป เพื่อมุ่งหวังว่าจะทำลายโลกให้สิ้นซาก ทีม Avengers จึงต้องผนึกกำลังไปเก็บกวาดปัญหาล้างเมืองกันอีกครั้ง

ฝ่าย Ultron ก็ไปเสี้ยมมนุษย์กลายพันธุ์ Quicksilver กับ Scarlet Witch หรือฝาแฝด Maximoff มาเป็นสมุนซ้ายขวาของตน เพราะพี่น้องคู่นี้มีพลังพิเศษที่ล้ำมาก คนพี่ไวเป็นปรอท คนน้องก็มีพลังจิตและสะกดจิตคนได้ ที่สำคัญทั้งคู่ต่างเกลียด Tony Stark ฝังใจอยู่เป็นทุนเดิมมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้วด้วย

แต่ต่อมาไม่นาน Scarlet Witch อ่านใจของ Ultron และรู้ว่า Ultron ต้องการจะทำลายโลก ไม่ใช่แค่ต้องการกำจัด Tony Stark แอนด์เดอะแก๊ง Quicksilver กับ Scarlet Witch จึงพากันแปรพรรคมาช่วยทีม Avengers กำจัดเหล่ากองทัพ Ultron วายร้าย ทำให้ทีม Avengers แข็งแกร่งยิ่งขึ้น!


ช่วงงานเลี้ยงคือช่วงคาเฟ่พาเพลิน = =

รีวิว วิเคราะห์ วิจารณ์ Avengers: Age of Ultron

ก่อนไปดู เราไม่ได้คาดหวังอะไรมากมายจาก Avengers: Age of Ultron เลย นอกจากความบันเทิงเล็กๆ น้อยๆ กลางสัปดาห์เท่านั้น เพราะเราเห็นว่าที่ผ่านมาหนังภาคต่อหลายเรื่องมักจะดร็อปกว่าภาคแรกของมัน เราจึงคิดว่า Avengers 2 ก็คงเข้าอีหรอบนั้นเช่นกัน แต่ปรากฏ Avengers: Age of Ultron กลับสนุกกว่าที่เราคาดไว้มากเลยทีเดียว

ยอมรับว่า ตัวเราเองก็ไม่ได้เป็นแฟน Marvel กับเขาสักเท่าไหร่ คือชอบดูหนังเขานะ แต่ไม่ได้ตามไปอ่านการ์ตูน เล่นเกม หรือสะสมของของเขา อะไรทำนองนั้น อย่างไรก็ตาม Avengers: Age of Ultron ก็ยังเป็นหนังที่เราไม่คิดจะพลาดอยู่ดี เพราะอย่างน้อยที่สุด แค่เข้าไปดูดาราหล่อล่ำมีสำเนียง (และสวยเซ็กซี่) ที่เราชื่นชอบ และ/หรือฮีโร่ในดวงใจของเรานั้น มันก็คุ้มค่าพออยู่แล้ว

นอกจากนี้ ปกติเวลาดูหนังบู๊ เรารู้สึกว่ามันไม่มีอะไรให้เราต้องใช้สมองคิดตามมากอยู่แล้ว เราจึงเข้าโรงไปแบบชิลๆ เลย กะดูเขาบู๊ล้างผลาญทำลายมหานครนิวยอร์กเต็มที่ แต่ปรากฏว่า ผิดคาดอีกแล้วไง หนังมันไม่ได้มาบู๊เอามันหรือพังตึกเอาสะใจเหมือนที่เคยดู คือถ้าตั้งใจดูดีๆ เอาจริงๆ Avengers: Age of Ultron มีประเด็นที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย

เรื่องแรกที่ต้องขอชมคือ คอนเซ็ปต์ของหนัง ซึ่งจริงๆ ก็อยากจะชมตั้งแต่ภาค 1 ละ แต่ตอนนั้นยังไม่ได้สร้างบล็อก kwanmanie.com อีกอย่างความรู้สึกตอนดูภาคนั้นจบก็ไม่ได้รู้สึกพีคหรือมีอะไรน่าจดจำเท่าภาคนี้ (ภาคนั้นจำได้แต่ตอนที่พี่บิ๊กเบิ้มตัวเขียวจับ Loki ฟาดไปฟาดมากับพื้นหลายตุ้บจนจมซีเมนต์ แล้วด่าว่าไอ้เทพกระจอก แล้วจากไป จบ.)

ถ้าพูดถึงคอนเซ็ปต์ “หนังเอาฮีโร่หรือตัวประหลาดหลายๆ ตัวมารวมกัน” ดูผิวๆ ดูเผินๆ ก็ฟังดูเหมือนจะเล่นง่าย อย่าง X-Men เขาก็เล่นคอนเซ็ปต์นี้กัน (คือเอามนุษย์กลายพันธุ์เยอะๆ มาฝึกและฟอร์มทีม) แต่จริงๆ โจทย์นี้นี่ยากนะ ยากตรงที่ต้องทำให้ฮีโร่แต่ละตัวเขามีคาแรกเตอร์แตกต่างชัดเจน และยังต้องกระจายบทให้เท่าๆ กันอีกด้วย ซึ่ง Avengers: Age of Ultron เค้าทำได้ และทำได้ดีด้วย เป็นทีมเวิร์คกันมากๆ ด้วย

อาจจะมีบ้าง ที่มีการโอนเอียงความเด่นไปที่ Iron Man มากกว่าเพื่อนนิดหน่อย แต่ก็ไม่รู้สึกเยอะจนน่าเกลียด โดยภาพรวมแล้วยังพอหยวนๆ และเข้าใจได้ เพราะ Robert Downey Jr. เขาเป็นพี่ใหญ่ ประกอบกับที่สำคัญ หนังโซโล่เดี่ยวของเขาก็ทำเงินได้สูงสุดและมีภาคต่อเยอะสุดในบรรดาเพื่อนๆ ในทีม

โดยใน Avengers: Age of Ultron ภาคนี้ มหาเศรษฐีอัจฉริยะ Tony Stark ก็ยังคงเป็น Tony Stark คนเดิม ไม่ค่อยมีพัฒนาการทาง EQ, SQ, และ MQ มากขึ้นจากเดิมเท่าไหร่ (ส่วน IQ กับ PQ ดีจนไม่รู้จะดียังไงอยู่ละ คงไม่ต้องพูดถึง) แต่พวกเราก็ยังหลงรักและอยากมีชีวิตแบบเขาอยู่ดีไม่เปลี่ยนใจ

นอกจาก Iron Man แล้ว, Thor กับ Captain America คือฮีโร่ในทีมที่เคยมีหนังโซโล่เดี่ยวเป็นของตัวเองกันมาแล้วอย่างน้อยคนละ 2 ภาคเหนาะๆ คนดูที่เคยดูหนังเหล่านั้นของเขามาก่อนแล้ว ก็จะรู้จักมักคุ้นกับชีวิตส่วนตัว ลักษณะนิสัย และวีรกรรมของพวกเขาอยู่แล้วอย่างลึกซึ้ง ใน Avengers: Age of Ultron จึงไม่จำเป็นต้องปูแบคกราวนด์อะไรของพวกเขาอีก จนบางทีเราก็แอบรู้สึกว่า Thor กับ Captain America แอบดร็อปบทบาทไปเหมือนกันเมื่อเทียบกับตัวละครตัวอื่น

เราจะได้เห็นและส่วนที่ลึกที่สุดในตัวพวกเขาเพิ่มเติมนิดๆ หน่อยๆ ก็ตอนที่ถูก Scarlet Witch สะกดจิต โดยช่วงภาพหลอนหรือการสะกดจิตของ Scarlet Witch เป็นเส้นเรื่องเล็กๆ ที่มีความสำคัญของเรื่อง เพราะเราจะได้เห็นว่าซุปเปอร์ฮีโร่ที่ดูแข็งแกร่ง ทรงพลัง และพิทักษ์โลกทั้งใบได้ แท้จริงแล้วข้างในเขาก็เป็นมนุษย์ธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่มีความกลัวและความเจ็บปวด

และกว่าจะมาเป็นฮีโร่อย่างทุกวันนี้ หรือกระทั่งตอนนี้ที่เป็นฮีโร่แล้ว (หรือกระทั่งวันข้างหน้าในอนาคตซึ่งจะเป็นยังไงกันต่อไปในวัยเกษียณ) เขาต้องต่อสู้รับมือกับอะไรบ้าง

ตัวละครที่ดูมีเส้นเรื่องในภาคนี้กลายเป็นคนที่เหมือนจะเป็นแค่ตัวกำลังสมทบของทีมจากภาคที่แล้ว คนแรกเลยคือ The Hulk ที่ภาคนี้แอบสปาร์คกับ Black Widow ฮีโร่ที่สวยและเซ็กซี่ที่สุดในทีม (จาก The Avengers ภาคก่อนนี่คิดว่า Black Widow กิ๊กกับ Hawkeye และใน Captain America 2 นี่ก็แอบคิดว่านางกิ๊กกับกัปตันของเรา โอ๊ย งงค่ะ 555)

และหนังภาคนี้ก็พยายามถ่ายทอดให้เราเข้าใจหัวอกของ The Hulk มากขึ้น กับการที่เขาต้องเป็นตัวประหลาดที่อัปลักษณ์และเป็นภัยอันตรายของสังคม อีกทั้งยังเป็นฮีโร่ที่คอนโทรลไม่ได้ที่สุดของทีมอีกต่างหาก

อ้อ ความลับของ Black Widow ก็มีเหมือนกันนะ เรียกว่าภาคนี้ถูกแฉปูมหลังกันครบเลยก็ว่าได้

แต่คนที่จู่ๆ ก็มีบทบาทป๊อปอัพขึ้นมาจากภาคก่อนมากที่สุดก็คงเป็น Hawkeye หรือ Clint Barton ที่ผ่านมาเขาไม่ค่อยมีคนดูพูดถึงเขามากสักเท่าไหร่ อาจจะเพราะบทบาทที่ไม่ได้เยอะเท่าเพื่อน ความสามารถที่ไม่ได้หวือหวาโดดเด่นมีสไตล์เท่าของเพื่อน อาวุธอุปกรณ์คู่กายที่ไม่ไฮเทคหรือทรงอานุภาพเท่าของเพื่อน หรือด้วยรูปร่างหน้าตากับอายุวัยของตัวเขาเองที่ไม่ดึงดูดเท่าเด็กๆ รุ่นน้องในทีม โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับ Thor หรือ Captain America

อย่างไรก็ตาม ใน Avengers: Age of Ultron นี้ คุณน้า Hawkeye เขามีบทบาทมากขึ้นมาก สำคัญเสียด้วย เขาไม่ได้แค่เป็นแบ็คอัพยิงธนูอย่างเดียว แต่ยังช่วยดึงสติและดึงศักยภาพของคนอื่นในทีมให้กลับมาเป็นผู้เป็นคนได้ดีที่สุด (ทุกทีมต้องการคนแบบนี้ที่สุด!) จะว่าไปแล้ว ก็อย่างที่เราเห็นนั่นแหละ เขาเป็นฮีโร่ที่ดูปกติและมีสติมากที่สุดคนหนึ่งในทีม หน้าที่ดึงสติก็เหมาะกับเขาที่สุดแล้วล่ะ

ทั้งนี้ทั้งนั้น ในภาคนี้เราจะได้รู้จักและเห็นอีกด้านหนึ่งของชีวิต Hawkeye ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนด้วย รับรองว่าเซอร์ไพรส์คนดูแน่นอน แม้แต่พวกฮีโร่ด้วยกันยังเซอร์ไพรส์กับความลับนี้เลย ซึ่งเราเองก็คงต้องอุบเอาไว้แค่นี้ ไม่งั้นจะเป็นการสปอยล์ ผู้อ่านต้องไปดูและรับรู้ความลับของ Hawkeye กันเอง เราเชื่อว่าแล้วคุณจะหลงรักเขากันมากขึ้น และจะไม่คิดว่าเขาเป็นแค่ตัวประกอบตัวหนึ่งของทีมอีกต่อไป

ตัวละครใหม่อย่างแฝด Quicksilver กับ Scarlet Witch ก็มีที่มาที่มาหรือปมชีวิตเช่นเดียวกับคนอื่น โดยหนังได้พยายามเล่าบรีฟๆ ให้คนดูได้รู้อย่างกระชับพร้อมๆ กับการดำเนินเรื่องที่ฉับไวไปด้วย (แต่เราก็ request อยากให้สร้างหนังภาคเดี่ยวๆ ของแฝดคู่นี้สักภาคเหมือนกันนะ ชอบคู่นี้มาก) ในส่วนของรายละเอียดความรักความผูกพันระหว่างพี่น้อง หนังก็เก็บรายละเอียดครบ

ตัวนักแสดงอย่าง Aaron Taylor-Johnson กับ Elizabeth Olsen (ผู้รับบท Quicksilver กับ Scarlet Witch ตามลำดับ) เรารู้สึกว่านักแสดงสองคนนี้เคมีเข้ากันมากกว่าตอนเล่นเป็นสามี-ภรรยากันในเรื่อง Godzilla เมื่อกลางปีที่แล้วเสียอีก โดยในบทแฝดนรกนี้ พวกเขาก็รับผิดชอบหน้าที่ได้ดี แสดงได้เห็นความสัมพันธ์ชัดเจน ดูแล้วเชื่อว่าเป็นพี่น้องที่รักกันมากจริงๆ น่ารักดี เราดูแล้วอยากมีพี่ชายแบบ Quicksilver เลย

(ส่วนตัวก็เคยดู Quicksilver เวอร์ชั่นอื่นๆ มานะ แต่เวอร์ชั่นนี้ดีงามมาก เท่ น่ารัก และรักน้อง เห็นแล้วอยากขอย้ายจาก #TeamChris ไปอยู่ #‎TeamQuicksilver‬ เลยทันที)

โดยเฉพาะ Elizabeth Olsen น้องสาวของแฝดมหัศจรรย์ Mary-Kate Olsen & Ashley Olsen นี่แสดงได้ดีเลยทีเดียว ทั้งพาร์ทแอ็คชั่นและดราม่า แถมนางยังสวยน่ารักน่ามองอีกด้วย คิดว่างานนี้นางคงจะได้เกิดเต็มตัวสักทีนะ

Screen Shot 2558-04-29 at 4.48.02 AM

‘He’s fast, she’s weird.’

โดยสรุป คะแนนตามความชอบส่วนตัว 8/10

คือภาพรวม Avengers: Age of Ultron เป็นหนังซุปเปอร์ฮีโร่ที่ “มีชีวิต” มากขึ้น ไม่ใช่มาต่อสู้เพื่อมนุษยชาติอย่างเดียวตู้มต้าม ในส่วนของงานบู๊ เขาก็ทำได้มันถล่มทลาย แกรนด์กว่าเดิมไม่เสียราคามาร์เวล บทมีความสมเหตุสมผลมากขึ้น หนังแทรกมุกตลกตลอดเวลา เรียกได้ว่าดราม่า/แอ็คชั่น/ตลก ครบรส ทุกอย่างจัดเต็มสมการรอคอย

สั้นๆ ง่ายๆ คือ สนุก ไปดูเถอะ คุ้ม!

คำเตือน

  1. ก่อนหนังเริ่ม มีหนังสั้น Tomorrowland ให้ดูเป็นของแถม สนุกนะ รีบเข้าโรง อย่าโอ้เอ้ เดี๋ยวพลาด
  2. มี mid credit แต่ไม่มี end credit ซึ่งเขาว่าสาวกมาร์เวลต้องกรี๊ด (แต่นี่ดูแล้วงง เพราะไม่ใช่สาวก 555)
  3. หนังยาวมาก รวมเทรลเลอร์แล้วราวๆ 3 ช.ม. (แต่สนุกทุกนาที) แนะนำให้ฉี่ก่อนเข้าโรง และดื่มน้ำให้น้อยที่สุดขณะดู

Comments

comments






Previous Post
รีวิว The Age of Adaline: เกือบร้อยปีที่วิ่งหนีความรัก
Next Post
Liberal Arts: หลักสูตรนี้ ไม่มีเรียนลัด



Kwanmanee Haemanurux
Movie Blogger | Essay Tutor




2 Comments

May 01, 2015

ขอบคุณสำหรับรีวิวดีๆนะคะ มีประโยชน์ต่อการตัดสินใจมากๆ
และที่สำคัญชอบที่มีคำเตือนให้ด้วย เราจะได้รีบๆเข้าโรงไม่โอ้เอ้


May 03, 2015

พาลูกสาวไปดูรอบดึกเมื่อคืน เป็นตามการรีวิวครับ ครบทุกรสจริงๆ และ mid credit ทำให้เริ่มตั้งตารอภาค 3 ทันที เพราะดูแล้ว ultron คงถือเป็นบอสขัดตาทัพเท่านั้น ถ้าเจอตัวในภาค 3 นี้ หวังว่าจะไม่นานเหมือนตอนรอภาค 2 นะ (~3 ปี) !!!



What's in your mind?



Enjoy this blog? Please spread the word :)