Foxcatcher หนังดราม่าเข้มข้นที่สร้างจากเรื่องจริงของอดีตแชมป์มวยปล้ำโอลิมปิก เข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ ครั้งที่ 72 นี้ ถึง 3 สาขา ได้แก่

  • Best motion picture (drama)
  • Steve Carell เข้าชิง Best actor in a motion picture (drama)
  • Mark Ruffalo เข้าชิง Best supporting actor in a motion picture

อ่านเพิ่มเติม Golden Globes: The nominees list

ส่วนออสการ์ ก็เข้าชิง 5 สาขา

เรื่องย่อ Foxcatcher: ปล้ำแค่ตาย

Mark Schultz (Channing Tatum) อดีตนักมวยปล้ำใช้ชีวิตในฐานะแชมเปี้ยนอย่างจืดชืดหดหู่ในสังคม ในขณะที่ Dave Schultz (Mark Ruffalo) พี่ชายบังเกิดเกล้าของเขา กลับมีชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์พร้อม อีกทั้งยังได้รับการจดจำจากสังคมมากกว่า ทั้งๆ ที่ทั้งคู่ต่างก็เป็นเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกเหมือนกัน

วันหนึ่ง Mark ถูกเชิญให้ไปพบ John du Pont (Steve Carell) มหาเศรษฐีพันล้าน เจ้าของฟาร์ม Foxcatcher ซึ่งต้องการฟอร์มทีมนักมวยปล้ำที่ประสบความสำเร็จระดับโลกและเป็นเกียรติเป็นศรีแก่ชาติอเมริกาอย่างแท้จริง Mark ได้รับข้อเสนอที่มีมูลค่ามหาศาล และตัดสินใจไปอยู่กับ John แต่ Dave ขอไม่ไปด้วย เพราะไม่อยากให้ Nancy (Sienna Miller) ภรรยา และลูกๆ ของเขาต้องย้ายที่อยู่

แรกๆ Mark กับ John ก็ไปกันได้ดี จนกระทั่งถึงจุดแตกหัก John จึงไปซื้อตัว Dave มาแทนที่ Mark (ซึ่งจริงๆ เขาก็อยากได้ Dave มากกว่า Mark แต่แรกอยู่แล้วนั่นแหละ) และชีวิตของ Mark ก็ลงไปสู่จุดต่ำสุดอีกครั้ง แถมยังต่ำกว่าตอนก่อนมาอยู่ที่ Foxcatcher เสียอีกด้วยซ้ำ

ภาพเปรียบเทียบสองพี่น้องนักมวยปล้ำตัวจริงกับนักแสดงที่สวมบทบาท
จาก CineCola

 

รีวิว / วิจารณ์ Foxcatcher: ปล้ำแค่ตาย

ถึงแม้หนังเรื่องนี้ Bennett Miller (ผู้กำกับฯ คนดังจาก Moneyball) จะเล่าเรื่องแบบ “น้ำนิ่งไหลลึก” กล่าวคือมีไดอะล็อกหรือบทพูดให้ตัวละครไม่เยอะ และเพลงประกอบหรือกระทั่งซาวนด์เอ็ฟเฟ็กต์ก็ไม่ได้ใส่เยอะแบบตุ้งแช่ๆ แทบทั้งเรื่อง นั่นแปลว่านักแสดงต้องถ่ายทอดความรู้สึกของตัวละครของตัวเองออกมาแบบ “พูดน้อยต่อยหนัก” และเน้นแสดงอารมณ์ทางสีหน้าหรืออากัปรกิริยาแทน ซึ่งนักแสดงนำทั้งสามคนก็แสดงได้ดีอย่างไร้ที่ติ การแสดงของพวกเขาคือสิ่งที่ดีที่สุดของเรื่อง ทุกคนเล่นได้สวมบทบาทตัวละครเหล่านั้นได้เป๊ะมากจนนี่อยากจะปาตุ๊กตาทองใส่หน้าให้เสียตอนนั้น

แต่ก่อนอื่น ต้องทำความเข้าใจตรงกันก่อนว่า หนังเรื่องนี้ไม่มีพระเอก Channing Tatum เป็นคนหล่อ แต่ไม่ใช่พระเอก ในช่วงแรกหนังให้ Mark หรือ Channing Tatum เป็นตัวดำเนินเรื่องก็จริง แต่พอกลางๆ เรื่อง เขาค่อยๆ เปลี่ยนไปโฟกัสกับการตีแผ่ธาตุแท้ของ John du Pont ซึ่งรับบทโดย Steve Carell แทน และจากนั้นก็สลับไปให้ความสำคัญกับ Dave หรือ Mark Ruffalo มากขึ้นในตอนท้าย

ถ้าพุดตามตรง ตอนแรกหลายคนก็คงไม่ได้คาดหวังอะไรมากกับ Channing Tatum เพราะพระเอกกล้ามโตคนนี้ ถึงแม้จะเคยเล่นหนังมาแล้วหลายเรื่องก็จริง แต่ส่วนใหญ่เป็นหนังตลาด หนังเต้นแร้งเต้นกา หรือไม่ก็หนังเกรดบีทั่วไป เช่น Dear JohnStep UpMagic MikeG.I. Joe: RetaliationWhite House Down ฯลฯ แต่กับ Foxcatcher ซึ่งเป็นดราม่าเข้มข้นนี้ ปรากฏว่าเขากลับเป็นนักแสดงที่ทำให้เราเซอร์ไพรส์ได้ที่สุด เขาสวมบทบาทเป็นนักมวยปล้ำที่เหมือนนักมวยปล้ำจริงๆ (ไม่นับหุ่นของเขาที่ใหญ่บะเริ่มเฮิ่มของเขาอยู่แล้ว) อีกทั้งยังถ่ายทอดชีวิต Mark Schultz ทั้งจุดสูงสุดและต่ำสุดได้อย่างดี เราโคตรเข้าถึงและเข้าใจจิตใจของเขาที่ต้องเป็นแชมเปี้ยนที่โลกลืมและยังต้องอยู่ในเงาของพี่ชายแต่เล็กจนโต

แต่ถึงแม้ Channing Tatum จะแสดงดีเลิศแค่ไหน งานนี้เขาต้องยอมหลีกทางให้กับ Steve Carell เป็นตัวแทนพา Foxcatcher ไปชิงรางวัลลูกโลกทองคำสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (ประเภทดราม่า) เพราะ Steve Carell เป็นนักแสดงรุ่นพี่ชั่วโมงบินสูงกว่า (ถึงแม้จะเป็นการแสดงแต่หนังตลกตลาดมาทั้งชีวิตก็เถอะ) และสำหรับในเรื่องนี้ก็ต้องยอมรับว่า Steve Carell เขาทำไว้ดีกว่าจริงๆ รังสีแห่งความโรคจิตของตัวละคร John du Pont แผ่ทะลุจอออกมาเลย (ไม่นับจมูกที่ใหญ่งุ้มเหมือน John du Pont ตัวจริงนั่นอีกต่างหาก) นอกจากมุมจิตๆ แล้ว มุมความกดดันหรือความเจ็บปวดที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างเขากับแม่ (Vanessa Redgrave) และความต้องการที่จะพิสูจน์ความสามารถของตัวเอง เขาก็สื่อออกมาได้ดีเช่นกัน

ส่วน Mark Ruffalo ก็คงไม่ต้องพูดถึงมาก เขาเล่นหนังมาหลายแนวและหลากหลายบทบาท ไม่ว่าจะเป็น Now You See MeBegin Again, หรือจะเป็นตัว The Hulk เขียวๆ ใน The Avengers แต่ไม่ว่าเขาจะเล่นเรื่องไหน เขาเข้าถึงบทบาทตลอด เขาทำให้คนดูรู้สึกว่าเขากำลังเป็นตัวละครตัวนั้นจริงๆ และลืมภาพของเขาที่เคยเป็นในหนังเรื่องอื่นๆ แบบสนิทใจ อย่างในเรื่อง Foxcatcher นี้ ตอนแรกเราก็แทบจำไม่ได้เหมือนกันว่าอีตาหัวล้านหนวดดกนี่คือ Mark Ruffalo ที่เพิ่งดูเขาสวมบทบาทเป็นโปรดิวเซอร์เพลงใน Begin Again ดังนั้นการได้เสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนักแสดงสมทบชายจึงสมเหตุสมผลแล้วสำหรับเขา แต่จะได้คว้ารางวัลนั้นหรือไม่นั้น ก็อาจต้องลุ้นหนักนิดนึง เพราะปีนี้คู่แข่งแต่ละเรื่องธรรมดากันซะที่ไหน

โดยสรุป Foxcatcher เป็นหนังดราม่าเข้มข้น เล่าเรื่องเก่งมาก ที่สำคัญที่สุดคือ โดดเด่นมากในเรื่องฝีไม้ลายมือทางการแสดงแบบคูณสามซุปเปอร์แก๊ง การแสดงแบบเวรี่ทรงพลัง ถึงแม้ด้านมืดของตัวละคร เช่น เซ็กส์หรือยาเสพติด จะไม่ลงลึกชัดเจน และฉากสรุปความสัมพันธ์ของตัวละครก็คลี่คลายแบบงงๆ แต่โดยรวมแล้ว หนังกดดันได้ใจและชวนติดตามตลอดเรื่อง (ระยะทางสนุกกว่าปลายทาง) คนที่ไม่ฝักใฝ่กีฬามวยปล้ำก็สามารถดูได้เรื่อยๆ เพลินๆ เพราะมวยปล้ำเป็นเพียงส่วนกะจิ๋วหริ๋วของเรื่องเท่านั้น อย่างน้อยเข้าไปดูเป้า เอ้ย ดูกล้ามของ Channing Tatum ก็คุ้มค่าตั๋วแล้วเหนาะๆ :3

 

คะแนนตามความเห็นและความชอบส่วนตัว 9/10

ป.ล. ถ้า Foxcatcher ไม่ได้รางวัลสักตัว เอา Channing Tatum มาปล้ำดิชั้นได้เลยค่ะ!!!