“Only YOU can decide what kind of king you want to be.”

ฝ่าบาท T’Challa (Chadwick Boseman จาก Gods of Egypt) ปรากฏตัวออกสื่อในหนังมาร์เวลครั้งแรกใน Captain America: Civil War แล้วเหตุการณ์ในหนัง Black Panther นี้ ก็เหมือนจะเกิดต่อจากเหตุการณ์นั้นแทบจะในทันที นั่นก็คือเขาต้องเดินทางกลับประเทศเพื่อเข้าพิธีราชาภิเษกหลังจากที่ King T’Chaka (John Kani) พระบิดาของเขา เสียชีวิตจากเหตุการณ์ระเบิดการประชุม UN ที่ Vienna International Centre

Wakanda แห่งทวีปแอฟริกา ที่ฉากหน้าเหมือนเป็นแค่ประเทศโลกที่สาม ล้าหลัง และทำกสิกรรม จริงแท้แล้วเป็นประเทศเสมือนโลกยูโธเปียอันสุขสันต์ มั่งคั่งด้วยแร่ Vibranium (แร่สุดสตรองที่ใช้ทำโล่กัปตันอเมริกา) และวิทยาการก้าวล้ำนำสมัย ซึ่งก่อนหน้านี้ Ulysses Klaue (Andy Serkis จาก War for the Planet of the Apes) เคยขโมยไปเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน และปัจจุบันเขาก็ยังคงยึดแสวงหาอาวุธ Vibranium มาครอบครองซื้อขายเป็นอาชีพอยู่ โดยมี Erik Killmonger (Michael B. Jordan จาก Creed) เป็นกำลังสำคัญ

ทีมของฝ่าบาท มีแต่หญิงแกร่ง ได้แก่ นายพลหญิง Okoye (Danai Gurira จาก The Walking Dead),  น้องสาวฝ่าบาท เจ้าหญิง Shuri (Letitia Wright จาก The Commuter), และ Nakia (Lupita Nyong’o จาก 12 Years a Slave) อดีตคนรักของฝ่าบาท แล้วต่อมาก็มี Everett K Ross (Martin Freeman จาก Hobbit) CIA ของอเมริกา มาร่วมทีมด้วยอีกราย นอกจากนี้ก็มี W’Kabi (Daniel Kaluuya จาก Get Out) เป็นหนึ่งในหัวหน้าเผ่าต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์ Wakanda ด้วย

ในส่วนของตัวหนัง Black Panther ไม่ได้เป็นหนังที่เพอร์เฟ็กต์ และไม่ใช่หนังฮีโร่ที่สนุกที่สุด แต่ก็ยังถือว่าดีและสนุกตามมาตรฐานมาร์เวล มุกตลกสอบผ่าน ชอบตรงเสียดสีอเมริกาซะเอง (a coloniser!) ไม่ค่อยมีมุกสามบาทห้าบาท โดยส่วนตัวชอบมากกว่า Thor: Ragnarok ที่เพิ่งดูไปล่าสุด เราไม่ได้เป็นแฟนมาร์เวล ไม่ได้ชอบหนังเขาทุกเรื่อง แต่เรื่องนี้จัดอยู่ในหมวด “หนังมาร์เวลที่เราชอบ”

หลักๆ คือเราชอบที่มันไม่ค่อยจำเจกับหนังฮีโร่ทั่วไป มันเป็นหนังฮีโร่ผิวสีเรื่องแรกอย่างแท้ทรู (ไม่มีฮีโร่ Avengers ตัวใดมาเจือปน มีแต่คนผิวสีแทบทั้งเรื่องก็สนุกไม่แพ้หนัง So White) ที่จะทำให้โลกเห็นพวกเขา และได้ย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ตั้งแต่ colonialism และ slavery  แถมเขาออกแบบประเทศ Wakanda ได้เหนือความคาดหมายและจินตนาการเราพอควร ทั้งสถาปัตยกรรมและคอสตูม ชอบที่สะท้อนความหลากหลาย ชีวิตความเป็นอยู่ วิถีชีวิต แนวคิดและความเชื่อของคนชนเผ่าดั้งเดิม

อีอย่างทื่ต้องชื่นชมคือความหลักแหลมของมาร์เวล ที่ยกยอปอปั้นให้แร่ Vibranium เป็นโลหะที่สตรองที่สุดในโลก แล้วจากนั้นมาร์เวลก็จะเนรมิตมันได้เว่อร์วังขนาดไหนก็ได้ ไม่ว่าจะอาวุธ รถยนต์ หรือเสื้อผ้า ฯลฯ (เว่อร์แล้วต้องเว่อร์ให้สุด) สิ่งที่ชีวิตจริงไม่น่าจะเป็นไปได้ล้วนกลับดูสมจริงกว่าหนังแอ็คชั่นที่ใช้ปืนผาหน้าไม้อันล้าสมัยอะไรนั่นเสียอีกด้วยซ้ำ

ประเด็นหลัก ๆ ของหนังค่อนข้างชัดเจนถึงการเป็นกษัตริย์หรือการเป็นผู้นำ ต่างคนต่างมีความคิดหรืออุดมการณ์แตกต่างกันไป แต่ประเทศนั้น ๆ ย่อมถูกขับเคลื่อนไปในแนวทิศทางเดียวกับที่ผู้นำชี้ไป ดังนั้นผู้นำคนนึงที่ชี้เป็นชี้ตายหรือกำหนดชะตากรรมในอนาคตของคนทั้งโลกได้เลยก็ว่าได้ (หากผู้นำไม่ดี… ประชาชนก็จะชิบหายกันหมด อุ๊บส์!)

แต่การคิดต่างกันไม่ได้แปลว่าต้องขัดแย้งหรืออยู่คนละข้างกันเสมอไป ดูอย่าง Nakia อดีตคนรักของฝ่าบาทเป็นตัวอย่าง เธอก็มีความคิดอยากใช้ทรัพยากรของ Wakanda ไปช่วยผู้ยากไร้ต่างแดนทั่วโลก แต่วิธีการของเธอดี ไม่ต้องหักล้างหรือไปเข่นฆ่าทำลายใครเพื่อให้อุดมการณ์สำเร็จ

สำหรับบท Nakia นี้ เราต้องขอพูดอีกว่า รู้สึกยินดีกับ Lupita Nyong’o ที่ได้เจอบทที่ใช่อีกครั้งสักที หลังจากที่ได้ออสการ์จาก 12 Years a Slave วงการฮอลลีวู้ดก็ดูเหมือนยังไม่มีบทบาทที่คู่ควรกับเธอให้เธอสักที อาจเพราะเราไม่ค่อยมีหนังที่นางเอกจะเป็นคนแอฟริกันหรือลูกครึ่งแอฟริกันอย่างเธอสักเท่าไหร่ ที่ผ่านมาเธอจึงได้แค่ไปโผล่ ๆ (แบบที่คนดูไม่เห็นหน้าเธอ) ใน Star Wars บ้างล่ะ ใน The Jungle Book บ้างล่ะ

เสียดายก็แต่ฝ่าบาทที่ออร่าแผ่วเบากว่าที่คาดหวัง เพราะถูกตัวละครชั่วดีมีจนคนอื่น ๆ ซึ่งรายล้อมเขาอยู่ กลบรัศมีและขโมยซีนไปแทบสิ้น ฉากแอ็คชั่นก็จะนัว ๆ หน่อย ๆ โดยเฉพาะ Danai Gurira กับ Letitia Wright  ที่ได้ซีนคนดูจดจำไปหลายดอกอยู่ (ในขณะที่ใช้ Daniel Kaluuya ผู้เข้าชิงออสการ์ได้ยังไม่คุ้มสุดเท่าที่ควรมั้ง) นี่ยังไม่นับตัวร้าย Michael B. Jordan ที่หล่อเท่กระชากใจ (ชวนให้ร้องเพลง “ถึงร้ายก็รักนะ”) นั่นอีกคน แต่ในเคสนี้ ข้อดีคือมันก็ดูเป็นหนังที่กระจายบทบาทให้กับตัวละครทั่วถึงดี เท่ทุกคน ชอบลักษณะนี้มากกว่าลักษณะของหนัง The Rock และหนัง Tom Cruise

แต่ไม่ว่ายังไง ชอบก็คือชอบ (เอาจริงก็อยากดูซ้ำ) โดยเฉพาะฉาก end credits ทั้งสองตัว ก็ส่งให้เรารู้สึกชอบหนังเรื่องนี้มากขึ้นอีกด้วยเหมือนกัน สรุปก็เคาะคะแนนให้อยู่ที่ 8/10 และแน่นอน… I’m looking forward to Avengers: Infinity War!

ป.ล. ไม่ชอบ subtitle ในบางบริบท แต่ก็ยังอยู่ในจุดที่ยอมรับได้อยู่