“They turned our hood into the coliseum. The question is, are we the gladiators or the slaves?”

The Purge (2013) ภาคแรก สเกลการถ่ายทำยังเล็ก ๆ ปักโลเกชั่นอยู่ที่บ้านชนชั้นกลางหลังหนึ่ง ก่อนที่ภาคต่ออย่าง The Purge: Anarchy (2014) เริ่มสเกลใหญ่ขึ้น เห็นมุมมองการ Purge และการถูก Purged มากขึ้นในระดับเมือง จากคนหลาย ๆ ครัวเรือน จนมาถึง The Purge: Election Year (2016) ซึ่งเป็นปีที่แม้เจ้าหน้าที่ระดับสูง เช่น รัฐมนตรี ผู้เคยได้รับการยกเว้น ก็ไม่ได้รับการยกเว้นอีกต่อไป และเป็นปีที่ (เชื่อว่า)  เป็น “The Last Purge”

ถึงแม้ภาคสามจะดูตีบตันและไม่ค่อยมีการขยายประเด็นจากภาคหนึ่งและสองมากเท่าไหร่ แต่ล่าสุด James DeMonaco ผู้กำกับและผู้เขียนบท ก็ได้นำพาหนังทุนต่ำเกรดบีจักรวาลนี้ เดินทางมาถึงภาค 4 จนได้ โดยการพาพวกเราย้อนกลับไปที่ The First Purge (2018) อันเป็นครั้งแรกของคืนล้างบาป… คืนที่อาชญากรรมทุกรูปแบบ รวมถึงฆาตกรรม ถูกกฎหมายเป็นระยะเวลา 12 ชั่วโมง

The Purge เป็นโปรเจ็กต์ของพรรคการเมือง The New Founding Fathers of America (NFFA) และออกแบบดูแลโดยนักจิตวิทยา Dr. May Updale (Marisa Tomei จาก Spider-Man: Homecoming) และ Arlo Sabian (Patch Darragh จาก Sully) เพื่อแก้ไขปัญหาประชากรล้นประเทศ การว่างงาน และอัตราอาชญากรรมที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี

โปรเจ็กต์นี้เริ่มทดลองปีแรกที่เกาะ Staten ของนิวยอร์ก ซึ่งเป็นเกาะที่มีแต่ประชากรผิวดำและชาวละติน (เชื้อสายแอฟริกันและเม็กซิกัน ซึ่ง Trump ไม่ค่อยชอบ ประมาณนั้นนั่นแหละ) และประชาชนส่วนใหญ่บนเกาะมีฐานะยากจน ทางการยื่นข้อเสนอเป็นเงินมูลค่า 5,000 USD แลกกับการที่พวกเขาจะอยู่ที่เกาะในคืนล้างบาป และจะมีโบนัสพิเศษต่างหากด้วยหากออกไปก่ออาชญากรรม

ตัวละครหลักมี  Nya (Lex Scott Davis จาก SuperFly) ผู้เป็นแกนนำต่อต้านคืนล้างบาป แต่เธอก็ต้องอยู่ที่เกาะ (เออ ย้อนแย้ง…) เพราะมีความจำเป็นต้องได้เงินก้อนนั้นมาใช้จ่ายและเลี้ยงดู Isaiah (Joivan Wade จาก Doctor Who) น้องชายของเธอ โดยเธอแพลนที่จะอยู่ในโบสถ์กับเพื่อน ๆ ของเธอตลอดคืน อีกตัวละครหลักคือแฟนเก่าของเธอ D’mitri (Y’lan Noel จาก Insecure) ผู้ที่ปัจจุบันเป็นหัวหน้าแก๊งค้ายาขาใหญ่ประจำเกาะ เขาก็ตัดสินใจอยู่ที่เกาะในคืนดังกล่าวเช่นกัน เพราะต้องดูแลคลังสินค้าและเงินสดจำนวนมหาศาลของธุรกิจ และนอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งตัวละครโรคจิต Skeletor (Rotimi Paul) ที่กลายเป็นเครื่องจักรสังหารไล่ฆ่าคนราวกับถูกวิญญาณ “เฟรดดี้ ครูเกอร์” เข้าสิง ที่สำคัญเขาเป็นคู่กรณีกับสองพี่น้อง Isaiah และ Nya อีกด้วย ซึ่งตัวละครหลักทั้งหมดจะเป็นคนเชื้อสายแอฟริกันและละตินหมดเลย ยกเว้นพวกรัฐบาลหรือทหารที่เป็นคนผิวขาว

The First Purge ค่อย ๆ เล่าเรื่องอย่างค่อยเป็นค่อยไป ค่อย ๆ วอร์มอัพโดยการพาเราไปรู้จักกับตัวละครและอยู่กับผู้คนเหล่านี้ 1-2 วันก่อนที่จะถึงคืน Purge จริง ๆ และพอเริ่ม Purge สถานการณ์ก็ค่อย ๆ ไต่ระดับความรุนแรงมากขึ้น เมื่อทางการใส่ตัวแปรหรือสิ่งเร้าภายนอกเข้ามาเพิ่มขึ้น (เช่นเดียวกับใน The Hunger Games) เพื่อให้อัตราการเกิดอาชญากรรมและจำนวนผู้บาดเจ็บเสียชีวิตมียอดสูงขึ้นเพียงพอที่โปรเจ็กต์ The Purge จะได้รับการอนุมัติใช้ในระดับประเทศต่อไป

เช่นเดียวกับภาคก่อน ๆ และเช่นเดียวกับหนังเรื่อง Get Out จากค่ายเดียวกัน (Blumhouse ProductionThe First Purge ยังคงเน้นถึงประเด็นชนชั้นทางสังคม ระบบทุนนิยม ฯลฯ โดยภาคนี้ประเด็นนึงที่ชัดเจนคือ “คนเราจะสามารถทำได้ขนาดไหน เพื่อเงินทองหรือเพื่อความอยู่รอด” เช่น D’mitri ที่เหมือนเนื้อในจะเป็นคนดี แต่มาเป็นเจ้าพ่อค้ายา เพราะเป็นอาชีพที่หาเงินได้ง่ายและได้มากในย่านเสื่อมโทรมที่เขาเกิดและโตมาแห่งนี้ หรือแม้แต่ Nya ที่ปากบอกว่าไม่ต้องการได้เงินสกปรก ๆ ของแฟนเก่า และยืนแหกปากประท้วงเย้ว ๆ แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะเข้าร่วมและอยู่ในเกาะนี้ในคืนล้างบาป ทั้งที่เธอสามารถเลือกที่จะไม่อยู่ก็ได้ เพราะต้องการเงินก้อนที่รัฐบาลหยิบยื่นให้

จากที่เราเคยครหาว่า จักรวาล The Purge คงใกล้ถึงทางตันแล้ว ทันทีที่ดูภาคนี้จบลง เรากลับเปลี่ยนความคิด ขอถอนคำพูด ตอนนี้เชื่อว่า จักรวาลนี้ยังมีอีกหลายมุมมองและหลายประเด็นให้เล่าต่อและขยายต่อยอดได้อีกมากมาย ซึ่งครั้งนี้ ดูเหมือน James DeMonaco และทีมโปรดิวเซอร์ จะตัดสินใจถูกแล้ว ที่ภาคนี้ให้ James DeMonaco เขียนบทอย่างเดียว และแบ่งเบางานไปให้ Gerard McMurray ขึ้นแท่นกำกับแทน เพื่อที่บทจะได้รับการพัฒนาได้เต็มที่ยิ่งขึ้น (สำหรับภาคนี้ ถึงแม้จะยังมีช่องโหว่ไม่น้อย แต่ก็ยังรับได้สำหรับมาตรฐานหนังเกรดนี้ และสำหรับเรา ภาคนี้ยังดีกว่าภาคสาม) ซึ่งฝีมือการกำกับของ Gerard McMurray ก็ไม่ได้แย่ เขาทำฉาก Purge หรือฉากแอ็คชั่นไล่ล่าได้ตื่นเต้นในระดับที่น่าพึงพอใจเลยทีเดียว

ใครที่เคยดูมาแล้วสามภาค ภาคนี้ก็ยังต้องมาดูต่อไป รับรองว่ามันไม่ซ้ำจากภาคเดิม ๆ ส่วนใครที่ยังไม่เคยดูภาคใดใดมาก่อน ก็สามารถมาดูภาคนี้ได้เลย รู้เรื่อง…

คะแนนตามความชอบส่วนตัว 7.5/10

รีวิว The First Purge: ปฐมบทคืนล้างบาป
Plot & Story74%
Acting Performance72%
Production72%
73%Overall Score

Comments

comments