ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้กำกับและผู้เขียนบท James DeMonaco นำพาหนังทุนต่ำสะท้อนระบอบทุนนิยมอย่าง The Purge: คืนล้างบาป มาไกลและโตไวกว่าที่เราคิด

  • จาก The Purge (2013) ที่สเกลเล็กอยู่แค่ในบ้านของ Ethan Hawke และ Lena Headey ซึ่งเป็นครอบครัวที่ฟู่ฟ่าจากการขายระบบรักษาความปลอดภัย
  • The Purge: Anarchy (2014) เริ่มเล่นใหญ่เป็นระดับเมือง มีตัวละครหลักรองมากขึ้น ตั้งแต่ชนชั้นรากหญ้าซึ่งต้องเอาตัวรอดใน Purge Night จนถึงระดับมหาเศรษฐีไฮโซที่ใช้คืน Purge Night ในการจับคนจนมาฆ่าเพื่อล้างบาปให้ตัวเอง พร้อมกับธุรกิจหัวใสต่าง ๆ ที่สนับสนุนคนรวยให้ Purge
  • ล่าสุด The Purge: Election Year (2016) ก็เล่นสเกลใหญ่ขึ้นมานิดนึง จากที่เดิมทีให้ Purge ใครก็ได้อย่างถูกกฎหมาย ยกเว้นเจ้าหน้าที่ระดับสูง ปีนี้ก็ฆ่าได้หมด ยันถึงรัฐมนตรี ธุรกิจหัวใสต่าง ๆ ก็มีเพิ่มเติมจากภาคก่อนขึ้นมานิดหน่อย และมี Murder Tourism ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาอเมริกาเพื่อร่วม Purge โดยเฉพาะ

 

 

เรื่องย่อ The Purge: Election Year

ช่วงหาเสียง คะแนนของ สว. หญิง Charlene “Charlie” Roan (Elizabeth Mitchell) ซึ่งมีนโยบายสนับสนุนยกเลิกคืนล้างบาป ตีตื้นสูสีกับพรรคของ The New Founding Fathers of America (NFFA) ทำให้รัฐมนตรีเปลี่ยนกฎ Purge ใหม่ ให้ Purge ได้กับทุกคน ไม่เว้นแม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง เพื่อที่ตัวเองจะได้สกัดดาวรุ่ง สว.หญิง ได้

ใน Purge Night ท่าน สว.หญิง กับหัวหน้าทีมบอดี้การ์ด Leo Barnes (Frank Grillo จาก The Purge: Anarchy) หนีตายหัวซุกหัวซุน และได้รับการช่วยเหลือจากทีมเจ้าของมินิซูเปอร์มาร์เก็ต Joe (Mykelti Williamson), Marcos (Joseph Julian Soria), และ Laney (Betty Gabriel) ซึ่งซัพพอร์ตเสียงท่าน สว. รวมถึงพวกใต้ดิน นำโดย Dante Bishop (Edwin Hodge) ที่ต้องการจะล้มล้างรัฐบาล NFFA

 

 

รีวิว วิเคราะห์ วิจารณ์ The Purge: Election Year

เชื่อว่าคนที่ดูการ Purge มาแล้วทุกภาคทุกปี หรือแม้แต่คนที่อาจจะไม่เคยดูหนังมาครบ แค่ดูเทรลเลอร์ภาคนี้ก็คงเดาเรื่องราว The Purge: Election Year ได้ไม่ยาก และคงเห็นความคล้ายกับคอนเซ็ปต์ของ White House Down, Olympus Has Fallen, และ London Has Fallen นั่นก็คือการอารักขาความปลอดภัยและช่วยชีวิตผู้นำทางการเมืองให้รอดจากการตามฆ่า

จากใจจริง เราชอบไอเดียของ The Purge มาโดยตลอด ไม่ใช่ว่าเราชอบความรุนแรงหรือชอบเห็นคนใส่หน้ากากยิงราฆ่าฟันกัน แต่เราชอบที่หนังเล่นประเด็นทุนนิยม ชอบที่เสนอว่า Purge มีจุดประสงค์แฝงเพื่อกำจัดคนต่างด้าวหรือคนจนซึ่งเป็นภาระของรัฐบาล รวมถึงคนบางกลุ่มที่หากินหรือฉวยโอกาสจากเทศกาล Purge เราว่ามันมีประเด็นการเมืองที่น่าสนใจ

แต่พอทำมาหลายภาค ประเด็นทุนนิยมหรือเรื่องรัฐกับคนรวยขจัดคนจนนั้นก็เริ่มตีบตัน ถึงแม้สเกลการ Purge จะใหญ่ขึ้นทุกปี แต่กลับมีความน่าสนใจน้อยลง ภาคนี้ก็ต่อยอดอะไรเพิ่มได้ไม่มาก ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่หวือหวาอย่างตอนที่อัพสเกลจากภาคหนึ่งมาเป็นภาคสอง

 

 

ภาคนี้เหมือนจะทำได้แค่เพิ่มทีมคนชายขอบในอเมริกา เช่น คนจน คนอพยพ คนจรจัด มาอยู่เป็นทีมกบฎใต้ดินคล้ายใน The Hunger Games ส่วน Murder Tourism ที่เหมือนจะเพิ่มมา ก็ดูไร้ค่า ไม่ต้องมีชาวต่างชาติมาแต่แรกก็ได้ เพราะสุดท้าย The Purge ก็เป็นเรื่องภายในของอเมริกาอยู่ดี

นอกจากนี้แม้แต่บทสรุปช่วงวัดใจว่าตัวละครหลักจะ Purge ไม่ Purge (หรือจะถูกหรือไม่ถูก Purge) ก็ลงเอยตามสูตรเดิมของภาคแรก ๆ ซึ่งถามว่าคลาสสิกมั้ย มันก็คลาสสิกดี อย่างของภาคที่ 1 นี่เราชอบมาก ส่วนภาคที่ 2 ก็เซอร์ไพรส์นิดหน่อย แต่ภาค 3 เนี่ย ถือว่าเป็นการตัดสินบทสรุปที่จี๊ดน้อยที่สุดในบรรดาทุกภาคที่สร้างมาสำหรับเรา

ที่เพิ่มเติมอย่างเห็นได้ชัดใน The Purge: Election Year คงเป็นประเด็นผู้นำหญิง หรือ sexist อย่างในเรื่อง ช่วงต้นเรื่อง สว. หญิง ก็ถูกเรียกว่า “cunt” จากพรรคคู่แข่งที่มีแต่คนขาวชายล้วน และถูก Joe กล่าวถึงว่า “นมเล็ก” (ถึงแม้ Joe จะพูดในทางขบขันและไม่มุ่งหมายไปแง่ลบก็เถอะ)

แต่เราก็ชอบนะ ที่ The Purge: Election Year หยิบจับประเด็นการเลือกตั้งและ Gun Violence ที่กำลังอยู่ในกระแสที่อเมริกามาปิดจบไตรภาคของแฟรนไชส์ และชี้ให้เห็นว่าทุกระบอบมีทั้งข้อดีข้อเสีย ถึงแม้คาแรกเตอร์ของ สว. หญิง Charlene “Charlie” Roan กับ Minister Edwidge Owens อาจจะไม่โคลนมาจาก Hillary Clinton กับ Donald Trump เป๊ะ ๆ เด๊ะ ๆ แต่ก็อดเปรียบเทียบกันไม่ได้แน่นอน

แต่ชีวิตของ สว. หญิง นี้ก็มีค่ามากนะ ฝ่ายนิยมความรุนแรงก็จ้องฆ่า ฝ่ายนึงก็พร้อมยอมตายปกป้องให้เธอรอด มันทำให้เราเข้าใจว่า เราคงโลกสวยให้แต่ละชีวิตมีค่าเท่าเทียมกันไม่ได้ซะทีเดียว โดยเฉพาะชีวิตของคนหนักแผ่นดินกับคนที่มีพลังพอที่จะเปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบได้ แต่สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าใครจะได้เป็นผู้นำประเทศ ไม่ว่าเขาจะใช้ระบบหรือกฎอะไร หน้าที่ของประชาชนก็คือ “ต้องเอาชีวิตตัวเองให้อยู่รอดไปวัน ๆ ให้ได้” อยู่ดี

 

 

ข้อดีคือ The Purge: Election Year ยังดูสนุก ไม่น่าเบื่อ และมีจุดขายอยู่ในที่ในทางของมัน โดยรวมคือยังดูได้เพลิน ๆ ขายความตื่นเต้นได้อยู่ ไม่เสียชื่อเป็นหนัง Thriller แถมตอนจบยังมีช่องทางเผื่อต่อยอดจะสร้างแฟรนไชส์ภาคต่อ ๆ ไปได้อีกหน่อยในอนาคตหากภาคนี้ยังทำเงินได้ดีเหมือนที่แล้ว ๆ มา

สรุป คะแนนตามความชอบส่วนตัว 7/10 ชอบน้อยกว่าภาค 1 กับภาค 2 นิดนึง เพราะมันไม่มีอะไรแปลกใหม่จากเดิมนักและรู้เส้นเรื่องได้เกือบหมดตั้งแต่ในเทรลเลอร์ แต่ยังดูได้เพลิน ๆ บันเทิงได้ ไม่ถึงกับไม่ชอบ

The Purge: Election Year เข้าฉาย 14 ก.ค. 2016 นี้ ในโรงภาพยนตร์