หลังจากเหตุการณ์ 9/11 เมื่อปี 2001 นิวยอร์กซิตี้ไม่ค่อยมีข่าวดีเกี่ยวกับเครื่องบินสักเท่าไหร่ จนกระทั่ง กัปตัน Chesley “Sully” Sullenberger นำเครื่องบินไฟลท์ 1549 ของสายการบิน US Airways ลงจอดที่แม่น้ำฮัดสันใจกลางมหานครนิวยอร์ก เมื่อกลางเดือนมกราคม ปี 2009

ผู้กำกับชื่อดัง Clint Eastwood ซึ่งล่าสุดนำพา American Sniper เข้าชิงออสการ์ถึง 6 สาขา ได้นำเรื่องราว “ปาฏิหาริย์ที่แม่น้ำฮัดสัน” นั้น มาสร้างเป็นภาพยนตร์ที่ กว่า 99% ของหนังถ่ายทำด้วยกล้อง IMAX โดยได้นักแสดงระดับออสการ์ Tom Hanks ผู้ซึ่งเคยพาพวกเราไปผจญภัยมาแล้วนับเรื่องไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็น Forrest GumpCast AwaySaving Private Ryan, Captain PhillipsCatch Me If You CanThe Da Vinci Code ฯลฯ มารับบทบาท กัปตัน Sully

 

เรื่องย่อ Sully

เนื่องจากอุบัติเหตุฝูงนกบินชนเครื่องบิน ทำให้เครื่องยนต์ขัดข้องกะทันหัน กัปตัน Chesley “Sully” Sullenberger (Tom Hanks) ใช้ประสบการณ์การบินกว่า 42 ปี ตัดสินใจนำเครื่องบินไฟลท์ 1549 ของสายการบิน US Airways พร้อมผู้โดยสารและลูกเรือรวม 155 ชีวิตลงจอดที่แม่น้ำ Hudson

ในขณะที่ กัปตัน Sully โด่งดังชั่วข้ามคืน และกลายเป็นฮีโร่สำหรับคนกลุ่มหนึ่ง แต่เขากับผู้ช่วยนักบินหรือ Co-Pilot Jeff Skiles (Aaron Eckhart จาก The Dark KnightOlympus Has Fallen) กลับต้องถูกไต่สวนและพิพากษาโดย National Transportation Safety Board (NTSB) ว่าทำไม ณ ตอนเกิดเหตุ พวกเขาไม่กลับลำไปสนามบินที่ LaGuardia หรือที่ Teterboro ซึ่งเป็นสนามบินใกล้เคียง แทนที่จะดิ่งลงไปยัง แม่น้ำ Hudson

อ่านเพิ่มเติม: ย้อนรอยเหตุเครื่องบินตกที่ไม่มีใครตาย! “ปาฏิหาริย์บนแม่น้ำฮัดสัน”

 

 

 

รีวิว วิเคราะห์ วิจารณ์ Sully

หลายคนดูเทรลเลอร์หรืออ่านเรื่องย่อ Sully แล้วอาจนึกถึงหนังเรื่อง Flight (2012) ที่นำแสดงโดย Denzel Washington ก็ไม่แปลก เพราะ Flight ได้แรงบันดาลใจของเหตุการณ์ไฟลท์ 1549 ของสายการบิน US Airways ไฟลท์นี้นี่แหละ แต่เรื่องราวของกัปตัน Denzel Washington นั้น มีการปรุงแต่งให้มี alcoholism และผู้หญิงมาพัวพัน ในขณะที่ Sully เน้นเล่าเรื่องจากเหตุการณ์จริง กัปตัน Tom Hanks ในเรื่องนี้เลย “คลีน” สุด ๆ

จะว่าไปแล้ว ดูเหมือนคุณปู่ Clint Eastwood เขาจะชอบทำหนังเกี่ยวกับประเด็น Heroism แฝงการอวยอเมริกันเหมือนกันนะ อย่างปีสองปีก่อนที่จะมาสร้าง Sully เรื่องนี้ เขาก็เพิ่งทำหนัง American Sniper สะท้อนเรื่องราวของ Chris Kyle มือปืนสไนเปอร์ในตำนานของอเมริกา กับการตั้งคำถามว่า “เขาคือ Hero หรือ Killer กันแน่?”

ใน Sully นี้ กัปตัน Sully ก็ถูกตั้งคำถามเหมือนกันว่า การลงจอดฉุกเฉินโดยใช้แม่น้ำ Hudsonเป็นรันเวย์นั้น ถูกต้องหรือไม่ เขาสมควรได้รับการยอมรับเป็นฮีโร่ หรือสมควรถูกปลดเกษียณกลางอากาศจากสถานภาพนักบินโดยไร้เงินบำเหน็จบำนาญ ทั้งนี้ กัปตัน Sully จะถูกขนานนามหรือตัดสินว่าอย่างไร มันก็คงขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน

อย่างในมุมมองของเรา คำว่า “ฮีโร่” เปรียบเสมือนตราสินค้าที่มีคนอื่นนำมาแปะให้ ถ้ามีใครมาช่วยเราหรือช่วยคนที่เรารัก เราก็คงแปะป้ายเขาว่า “You are my/our hero!” ในทางกลับกัน ถ้าการกระทำของเขาทำให้เราสูญเสียผลประโยชน์ เช่น ถ้าเราเป็นบริษัทประกัน เขาไม่ใช่ฮีโร่ละ และเราก็คงอยากให้เขาผิด เพราะเราจะได้ไม่ต้องออกค่าประกันให้ เป็นต้น

 

 

 

เนื่องจากสร้างจากเรื่องจริง เรื่องราวของ Sully จึงไม่ค่อยมีอะไรหวือหวานักเป็นไปอย่างนิ่ง ๆ เหมือนสติของกัปตันกับโคไพลอท ณ วินาทีที่เครื่องจะตก แต่หนังไม่น่าเบื่อเลยสักนิด เราก็ชอบการลำดับตัดต่อ ที่ไม่ได้บอกเล่าเหตุการณ์ตอนเครื่องลงจอดหมดตั้งแต่แรก แต่มีการสลับตัดต่อมาเล่าซ้ำเรื่อย ๆ โดยอาจจะผ่านความฝันบ้าง ความทรงจำบ้าง รายการทีวีหรือข่าวบ้าง การบอกเล่าเรื่องราวจากต่างคนต่างมุมมองบ้าง ซึ่งแต่ละครั้ง เราจะได้พบชิ้นส่วนของข้อมูลใหม่ ๆ ทุกครั้ง

โดยส่วนตัว ที่เราชอบที่สุดคือ การได้สัมผัสความรู้สึกของ กัปตัน Sully ว่าจริง ๆ เขารับมืออย่างไรกับการเป็นที่สนใจของสื่อ และรู้สึกอย่างไรกับคำว่า “ฮีโร่” (คล้ายกับครั้งที่ดู American Sniper เลย) กล่าวคือ ณ เสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้น กัปตัน Sully คงไม่ได้คิดหรอกว่า “กูจะต้องเป็นฮีโร่/กูจะต้องดัง” สิ่งที่เขาคิดถึงตอนนั้นก็คงมีแต่ “หน้าที่ของเขา” ที่ว่าเขาจะต้องทำอย่างไรให้ตัวเอง ผู้โดยสาร รวมถึงลูกเรือทุกคนถึงรอดปลอดภัย

และนอกจาก “หน้าที่กัปตันเครื่องบิน” แล้ว เขาก็ยังคิดถึง “หน้าที่หัวหน้าครอบครัว” ที่เขาต้องดูแลลูกเมีย และภาระต่าง ๆ ของบ้าน ทันทีที่ลงแลนด์ดิ้งบนแม่น้ำ (ต้องย้ำว่า “ลงจอด” นะ ไม่ใช่ “ตก” เดี๋ยวกัปตันเอ็ดเอา) เขาก็โทรหาภรรยา (Laura Linney) ทันที ซึ่งภรรยาเขา…​ ซึ่งถึงแม้จะได้แต่อยู่ที่บ้านกับลูก ๆ และซัพพอร์ตสามีอยู่ห่าง ๆ แต่ทางโทรศัพท์ แต่นั่นคือ เธอกำลังทำหน้าที่ “ภรรยา” และ “แม่” อย่างดีที่สุดอยู่เช่นกัน

จะเห็นได้ว่า นี่ไม่ใช่ “ปาฏิหาริย์” ที่ทำให้ทุกคนรอด แต่หากเป็นเพราะทุกคนในเรื่องนี้ต่างทำหน้าที่ของตัวเอง ทุกคน ณ ที่นี้ ไม่ใช่แค่ กัปตัน Sully แต่ยังรวมถึง Co-Pilot, แอร์โฮสเตส, ผู้ควบคุมจราจรทางอากาศ, หน่วยกู้ภัย ฯลฯ พูดง่าย ๆ คือ ทุกคนคือฮีโร่ … สติและประสบการณ์การบินกว่า 42 ปีของ กัปตัน Sully อาจทำให้เครื่องไม่ตกก็จริง แต่ถ้าขาดการร่วมมืออันดีของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไป ในวันนั้น ไฟลท์ 1549 คงไม่ได้ลงจอดที่แม่น้ำ Hudson โดยที่ผู้โดยสารและลูกเรืออยู่ครบ 32 ประการทั้ง 155 ชีวิต

 

 

ฉากเครื่องบินลงจอดที่แม่น้ำคือฉากไฮไลท์ที่เลอค่าแก่การดูโรง IMAX มากถึงมากที่สุด เพราะเราจะได้เห็นสเกลของเครื่องบินกับแม่น้ำที่สมจริงจุใจ ซึ่งกว่า 99% ของหนังเขาถ่ายด้วยกล้อง IMAX มาแต่ออริจินัลแล้ว ภาพจึงสวยคมกริบ เห็นทุกอณูน้ำกระเพื่อม จนให้ความรู้สึกเหมือนเราเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์จริงแน่นอน ดังนั้น ไม่มีหนังเรื่องไหนที่คุ้มค่าแก่การตีตั๋ว IMAX เท่ากับหนังที่ตั้งใจถ่ายมาเพื่อโรง IMAX โดยเฉพาะอย่างเรื่องนี้อีกแล้ว

นอกจากฉากไฮไลท์ดังกล่าว ช่วงที่ได้เห็นขั้นตอนการทำงานของบุคลากรเกี่ยวกับการบินก็เป็นช่วงที่เราตื่นเต้นมาก เพราะในชีวิตประจำวันคงไม่มีโอกาสได้เห็นภาพเหล่านี้ และเชื่อว่าถ้าคุณเป็นคนที่ทำงานเกี่ยวกับสายนี้อยู่แล้ว คงจะอินกับหนังเรื่องนี้ยิ่ง ๆ ไปกว่าเรา แต่ฉากที่บันเทิงที่สุดของหนัง สำหรับเราคือฉากในห้องตัดสินฉากสุดท้าย ที่มีการจำลองเหตุการณ์จริงไปด้วย ส่วนในห้องนี้มันสนุกอย่างไรนั้น ต้องไปดูเองจริง ๆ

โดยรวม เรื่องราวมันสวยงามในตัวของมันเองอยู่แล้ว และชอบการลำดับการเล่าเรื่องตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราก็มีข้ออยากติติงหนังอยู่บ้าง เช่น ถึงแม้หนังจะมีความยาวเพียง 1 ชั่วโมง 35 นาที และเล่าเรื่องกระชับ แต่ก็มีบางฉากที่เรารู้สึกว่าไม่ค่อยจำเป็นต้องแทรกมาก็ได้ เช่น การย้อน flashback ไปยังสมัยกัปตันฝึกบินใหม่ ๆ และการแนะนำตัวละครผู้โดยสารบางตัว (แต่ก็เข้าใจว่าเขาพยายามใส่ความเป็นครอบครัวให้หนังดูฟีลกู้ดขึ้นมาอีกระดับ)

 

 

อย่างไรก็ตาม Sully ก็เป็นหนังที่สร้างจากเรื่องจริงที่งดงามมาก และเผลอทำเราน้ำตาซึมด้วยความประทับจิตประทับใจ แม้แต่ช่วง end credit ที่เราอยากแนะนำให้ทุกคนนั่งดูต่ออีกสักหน่อย เพราะเราได้ดูแล้วเรามีความสุข เราจึงอยากให้คนอื่นรู้สึกดีอย่างเราบ้าง ในส่วนของการแสดงของ Tom Hanks นั้น ไม่เคยทำให้เราผิดหวังฉันใด เรื่องนี้ก็ไม่ผิดหวังฉันนั้น โดยสรุป คะแนนตามความชอบส่วนตัว 8.5/10

ทั้งนี้ เราขอแนะนำเพิ่มเติมว่า เพื่อความสมจริง และการเห็นภาพจริงแต่ละซีนที่เขาถ่ายมาอย่างเต็มตาเต็มจอ ควรไปสัมผัสประสบการณ์การดูโรง IMAX กับ Sully ได้เลย คุ้ม!

 

 

Sully เข้าฉาย 8 กันยายน 2016 นี้ ในโรงภาพยนตร์

 

Comments

comments