The Babadook  เป็นเรื่องของ single-parent คนหนึ่ง Amelia (Essie Davis) ที่สามีเสียชีวิตในคืนที่เขาพา Amelia ไปโรงพยาบาลก่อนให้กำเนิด Samuel (Noah Wiseman) และแต่นั้นมา เธอก็ต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูลูกชายเพียงลำพังพร้อมกับปมภายในก้นบึ้งของจิตใจ

การเลี้ยงลูกแบบผิดๆ อันเป็นสาเหตุจากความหดหู่และความเศร้าโศกคิดถึงแต่สามีของ Amelia นั้น ทำให้ Samuel โตมาเป็นเด็กที่เข้าข่ายเด็กพิเศษ เขาชอบเรียกร้องความสนใจ ในขณะเดียวกันเขาก็เข้ากับคนรอบข้างไม่ได้และชอบสร้างความเดือดร้อนให้คนที่อยู่ใกล้อีกต่างหาก

แต่จริงๆ Samuel ก็เป็นเด็กน่ารักที่ innocent คนหนึ่ง ที่เกิดมาไม่ขออะไรมาก นอกจากขอให้ his mother to be safe and his life to be normal ก็เท่านั้นเอง

ความหลอนเริ่มขึ้น ในปีที่ Samuel ย่างเจ็ดขวบ สองแม่ลูกเจอ pop-up storybook เล่มหนึ่งชื่อ “Mister Babadook” แต่นั้นมาชีวิตของทั้งสองก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป Amelia เริ่มเครียด หวาดกลัว และอ่อนแอลง ในขณะที่ Evil หรือ Babadook เริ่มแข็งแกร่งและมีพลังครอบงำจิตใจเรามากขึ้นเรื่อยๆ

 

babadook01

 

The Babadook เป็นหนังสยองขวัญที่คนขวัญอ่อนสามารถดูได้ ไม่น่ากลัวถึงขั้นต้องกรี๊ดหรือปิดตา ไม่สะดุ้งตุ้งแช่ แต่หนังจะเครียดมาก กดดันมาก และนั่นคือสิ่งที่คนดูต้องอดทนไปตลอด 95 นาทีตั้งแต่ต้นจนจบ

ทำความเข้าใจก่อนว่า The Babadook ไม่ใช่หนังผี ไม่ใช่หนังซาตานหรือปิศาจ เป็นเพียงหนังจิตวิทยาหลอนๆ เรื่องหนึ่ง กล่าวคือ ปิศาจในเรื่อง The Babadook มันไม่มีอยู่จริง แต่เป็นเพียง manifestation ของ parental stress และ guilt ที่อยู่ส่วนลึกที่สุดของคนเป็นพ่อคนแม่คนอย่าง Amelia เท่านั้น

ซึ่งต้องยกนิ้วว่า Essie Davis ผู้เล่นเป็นแม่ เธอแสดงได้ดีมากๆ บทหดหู่ เราก็เห็นความเจ็บปวดในนัยน์ตาของเธอ บทเครียด เราดูแล้วเชื่อเลยว่าเธอถูกครอบงำจนแทบจะเป็นบ้าจริงๆ ส่วนเจ้าหนู Noah Wiseman ที่เล่นเป็นลูกชาย ก็ดูเก่งเกินอายุ และแสดงได้ดีทีเดียวสำหรับบทเด็กมีปัญหา

 

 

01864_apx_640_

 

Mood & Tone ในหนังคือสิ่งที่เราชอบมากที่สุด มันให้บรรยากาศที่กดดัน (มาก) ตลอดเรื่อง เพราะผู้กำกับฯ (Jennifer Kent) ใช้สีเฉพาะโทนสีฟ้าหม่นๆ (BLUE) และเฉดสีเทา (between black and white) โดยเฉพาะ scene บ้านและ objects ต่างๆ ของสองแม่ลูก เช่น รถของ Amelia จะเป็นสีฟ้าซีดเก่าๆ ส่วนรถของตัวประกอบอื่นๆ ในเรื่องล้วนแต่ใช้สีดำทุกคัน หรือแม้กระทั่งฉากหลายๆ ฉาก ที่เหมือนจะเว้น space ไว้ให้ใครอีกคนมาเติมเต็ม หรือพูดตรงๆ ก็คือ คนทำหนังตั้งใจเว้นที่ว่างเอาไว้ในที่ที่ “สามีของ Amelia” หรือ “พ่อของ Samuel” ควรจะอยู่หากยังมีชีวิตอยู่

สุดท้ายแล้ว ในตอนจบของเรื่อง The Babadook สิ่งที่ single mom คนนี้กลัวที่สุดก็ไม่ได้หายไปจากชีวิตของเธอซะทีเดียว เพียงแต่มันถูกเก็บไปอยู่ในส่วนที่ลึกที่สุดในจิตใจอีกครั้ง แต่ประเด็นสำคัญก็คือ เธอได้เรียนรู้ ปรับตัว และเริ่มแข็งแกร่งพอที่จะอยู่กับมันได้ โดยไม่ให้มันกลับมาทำลายความสุขของครอบครัวเธออีกครั้ง

เพราะเธอได้เรียนรู้แล้วว่า evil ที่น่ากลัวที่สุด คือ evil ที่อยู่ inside herself นั่นเอง