เราทุกคนล้วนมีตราบาปในใจ มีเรื่องเลวร้าย มีเรื่องแย่ ๆ ที่เคยทำ เกือบทำ หรือเคยคิดจะทำในอดีต ที่ไม่อยากให้ใครรู้ โดยเฉพาะคนรักที่อยู่ข้าง ๆ เราในปัจจุบัน
ขวัญเองก็เคยทำให้คนบางคน “เกือบนอกใจ” แฟนของเขา ซึ่งตอนนั้นขวัญก็เชื่อมาตลอดว่า เรายังไม่ได้ทำอะไรผิด มันก็แค่ “almost” ขวัญมองว่า “เกือบทำ” มันก็แค่ยังอยู่ในความคิด จินตนาการ หรือมันอาจจะมีการเริ่มต้นกระบวนการไปแล้วบ้าง แต่สุดท้ายมันก็ทำไม่เสร็จ ขวัญจึงมองว่า เกือบทำก็คือยังไม่ได้ทำ
จนกระทั่งขวัญได้ดูหนัง The Drama แต่งก็บ้าดราม่าเบอร์นี้ ขวัญได้มองอีกมุมหนึ่งที่กว้างออกไป มันไม่ใช่แค่… เรามองยังไง แต่เวลาที่เราจะใช้ชีวิตร่วมกันกับใคร มุมมองของเขาก็สำคัญ…. ขวัญเริ่มตั้งคำถามว่า ถ้าวันนึงเราได้รู้สิ่งเลวร้ายที่แฟนเคยทำหรือเกือบทำ เราจะยังรักและมองเขาเหมือนเดิมได้หรือเปล่า?
พอถึงจุดนี้ ขวัญก็มานั่งคิดว่า ผู้ชายคนนั้นเขาจะเล่าเรื่องที่ “เกือบทำ” หรือ “เกือบนอกใจ” นั้นกับแฟนของเขาหรือเปล่า ถ้าเขาเลือกที่จะเก็บซ่อนมันไว้ นั่นแปลว่า “การเกือบนอกใจ” มันก็ถือเป็นเรื่องที่ผิด หรืออาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ของเขากับคนคนนั้น…
ถ้าคุณได้รู้สิ่งเลวร้ายที่แฟนของคุณเคยทำ เช่น เกือบนอกใจ คุณจะยังรักและมองเขาเหมือนเดิมได้ไหม
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้มันก็ดราม่าแค่ในระดับคลับฟรายเดย์เท่านั้น แต่ในหนังเรื่อง The Drama มันดราม่าเบอร์ใหญ่กว่านั้นมาก ใหญ่จนไม่คิดว่า… เออ… คนทำหนังเขาจะกล้าเล่นขนาดนี้ เพราะถ้าเป็นหนังบ้านเราก็คงดราม่าวนลูปกันอยู่แค่ระดับครัวเรือนธรรมดา ๆ เช่น เรื่องนอกใจ แอบแซ่บ หรือแย่งผัวแย่งเมีย

The Drama เล่าเรื่องของคู่รักที่กำลังจะแต่งงานกัน Emma (Zendaya จาก Spider-Man) และ Charlie (Robert Pattinson จาก The Batman) ทั้งสองรักกันมาก และชีวิตคู่ดูเฮลตี้ดราม่าฟรี จนกระทั่งวันหนึ่ง Charlie ได้รู้ความลับระดับชาติ… เรื่องเลวร้ายในอดีตที่ Emma เคย “เกือบทำ” ตอนเธออายุ 15 และนั่นทำให้เขามองเธอไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
และมันเหมือนน้ำผึ้งหยดเดียว พอมันมีเหตุให้เรามองคนรักไม่เหมือนเดิม 1 อย่าง มันจะทำให้เรารู้สึกหรือมองเขาไม่เหมือนเดิมในเรื่องอื่น ๆ ด้วย (When you know, you know.) ในความสัมพันธ์ พอคนคนนึงไม่เหมือนเดิม มันก็ไม่มีอะไรเหมือนเดิม เพราะมันส่งผลต่อความคิด ความรู้สึก การกระทำ และการดำเนินชีวิตทุกอย่าง
แน่นอนว่า เรากลับไปเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ในอดีตไม่ได้ แต่พอเราคอนโทรลตัวเอง ณ ปัจจุบันไม่ได้ด้วยแล้วนั้น จากดราม่าหนึ่งมันก็นำไปสู่ดราม่าอื่น ๆ หรือ awkward moments ตามมาได้มากมาย จนเกิดเป็นความฉิบหายที่ชวนอ้าปากค้างในฉากงานแต่งงานองก์สุดท้าย…
ขวัญเชื่อว่า เราทุกคนล้วนมีอดีตที่เราไม่ชอบกันทั้งนั้น แต่เราก็ไม่มีปุ่ม delete หรือ undo เหมือนการพิมพ์งานหรือข้อความบนหน้าจอ เราไม่มีไทม์แมชชีนที่จะกลับไปลบหรือแก้ไขสิ่งที่เราเคยทำ สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดคือ การเก็บซ่อนมันไว้ หรือ การพยายามทำความดีหรือสร้างตัวตนขึ้นมาใหม่เพื่อกลบเกลื่อนมัน
ปัจจุบันคือโมเมนต์ที่สำคัญที่สุด สำคัญกว่าอดีต สำคัญกว่าอนาคต แต่ถึงกระนั้น เราก็ต้องไม่ลืมเช่นกันว่า… สิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วมันก็ยังมีอยู่จริง อดีตมันไม่เคยหายไป
และเมื่อเรามีแฟน เราอาจจะปิ๊งเขาหรือตกหลุมรักกันที่ตัวตน ณ ปัจจุบันของเขา ไม่ว่าจะรูปร่างหน้าตา ลักษณะนิสัย ฐานะ หรืออะไรก็ตามในวันนี้ แต่สุดท้าย เราต้องตระหนักด้วยว่า เราทุกคนล้วนมีอดีตที่หล่อหลอมให้เขาเป็นเขา… คนที่เราตกหลุมรักในวันนี้…. ไม่ว่าอดีตนั้นจะดีหรือร้าย
ชีวิตคู่หรือการรักใครสักคนอย่างแท้จริงมันคือการยอมรับและโอบรับตัวตนทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เช่น อดีตเขาอาจจะเคยไม่สวย หรือในอนาคตเขาอาจจะอ้วนหรือหัวล้าน
แต่แน่นอนว่า… มันก็ต้องมีขอบเขต มันต้องมี boundary
ถ้าตัวตนและการกระทำของอีกฝ่ายมันขัดต่อ value ของเรา หรือ unacceptable สำหรับเรา เช่นเดียวกับที่ ตัวละคร Charlie รู้สึกต่อ Emma ในเรื่อง ก็ไม่จำเป็นต้องดันทุรังไปต่อ ต่อให้จะลงเงินไปเยอะแล้วกับการจัดงานแต่งงาน ก็ไม่ต้องเสียดายเงินและเวลาที่เสียไป อย่าติดใน sunk cost trap เพราะการฝืนไปต่อมันก็ไม่ได้ส่งผลดีกับตัวเองและในความสัมพันธ์ระยะยาวเช่นกัน
หนังเรื่อง The Drama จะไม่ได้พาคุณไปตัดสินความผิดพลาดของนางเอกหรือของใคร แต่มันจะพาคุณไปสำรวจตัวเองว่า ตัวคุณจะยอมรับด้านมืดของคนข้าง ๆ คุณได้แค่ไหน