เขาว่ากันว่า Terminator Genisys (หรือ คนเหล็ก 5) กำกับโดย Alan Taylor (ผู้กำกับ Thor: The Dark Worldเป็นหนังภาคต่อฉบับ part remake – part reboot เพราะตัวละครหลักในเรื่องเป็นตัวเดิมที่เคยปรากฏในภาคก่อนๆ เปลี่ยนก็แต่ตัวนักแสดง (ยกเว้นลุง Arnold Schwarzenegger) เรื่องราวก็มีอะไรคล้ายๆ เดิม แต่เพิ่มลูกเล่นในการย้อนเวลากลับไปแก้ไขเส้นเรื่องเก่านั้นใหม่

แต่คนที่ไม่เคยดูภาค 1-4 มาก่อนเลย อย่างเรานั้น… เอาจริงๆ ก็ดูรู้เรื่องหมดนะ…

 

 

 

เรื่องย่อ Terminator Genisys

ในปี 2029 John Connor (Jason Clarke จาก Dawn of the Planet of the Apes) นำกองทัพบุกถล่มและเอาชนะค่ายหุ่นยนต์ของ Skynet ราบเป็นหน้ากลอง แต่ Skynet ไหวตัวทัน จึงแก้สถานการณ์โดยการส่งหุ่นยนต์ T-800 (CGI Arnold Schwarzenegger วัยหนุ่มแน่นปึ๋งปั๋ง) ย้อนเวลากลับไปในปี 1984 เพื่อชิงฆ่า Sarah Connor (Emilia Clarke หรือคาลิซีจาก Game of Thrones) ก่อนที่เธอจะให้กำเนิด John Connor ผู้เกรียงไกร

Kyle Reese (Jai Courtney จาก Divergent) มือขวาของ John อาสาย้อนเวลาไปช่วยเป็นองครักษ์พิทักษ์ Sarah ซึ่งตามทฤษฎีแล้ว เธอควรจะเป็นผู้หญิงบอบบาง อ่อนแอ และไม่รู้เรื่องอะไรเลย แต่เอาเข้าจริง พอ Kyle ไปถึงปุ๊บ ก็เจอทั้งตำรวจท้องถิ่นไล่จับ และยังเจอหุ่นยนต์โลหะเหลวรุ่น T-1000 (Byung-hun Lee จาก G.I. Joe) ไล่ฆ่าหัวซุกหัวซุน

 

 

กลายเป็นว่า Sarah กับป๋า Pops (Arnold Schwarzenegger ช่วงวัยกลางคน) ก็เป็นฝ่ายขับรถคันใหญ่เข้ามาช่วย Kyle เสียเอง ซึ่ง Sarah ที่ Kyle เจอนี้ ไม่มีอะไรตรงตามที่ John เคยเล่าไว้เลยสักนิด (ยกเว้นความสวย) ทั้งนี้เพราะไทม์ไลน์ของโลก Terminator มันเปลี่ยนไปหมดแล้ว Sarah คนนี้จึงเป็นหญิงแกร่ง สู้เป็น และรู้ล่วงหน้ามานานแล้วว่า Kyle จะมาหาเธอ โดยป๋า Pops เป็นผู้พิทักษ์ของเธอมาตั้งแต่เธอ 9 ขวบ

ป๋า Pops ส่ง Sarah กับ Kyle กระโดดไปปี 2017 เพื่อไปหยุดระบบปฏิบัติการ Genisys ของ Skynet ก่อนที่มันจะถูกเปิดให้ใช้งานอย่าง officially (ส่วนตัวป๋า Pops ร่างวัยกลางคนไปด้วยไม่ได้ จึงต้องให้ทั้งสองไปเจอป๋าในร่างของหุ่นยนต์หงำเหงือกผมสีดอกเลาในอีก 30 ปีข้างหน้าแทน) และในปีนั้นเองพวกเขาก็ได้เจอกับ John Connor อีกครั้ง เพียงแต่ John คนนี้ ไม่ใช่ John ที่พวกเขารู้จักอีกต่อไป…

 

 

 

รีวิว วิเคราะห์ วิจารณ์ Terminator Genisys

*หมายเหตุ นี่เป็นรีวิวในมุมมองและความรู้สึกของคนที่ไม่เคยดู Terminator

ถึงแม้จะไม่เคยดู Terminator มาก่อนเลยสักภาค แต่เราก็ดู Terminator Genisys ภาคนี้รู้เรื่องอย่างไม่มีสะดุด ดีไม่ดี เราว่าเราดูแล้วรู้สึกสนุกกว่าคนที่เป็นแฟนหนังภาคก่อนๆ ของมันเสียอีกด้วยซ้ำ เพราะฉากการต่อสู้ของเหล็กกับเหล็กโดยรวมก็ถือว่าเป็นของใหม่สำหรับเราอยู่ ที่สำคัญ พอไม่เคยดูมาก่อน มันก็ไม่มีการคาดหวังว่ามันจะต้องออกมาเป็นรูปแบบใด พอเข้าไปดูอย่างไม่คาดหวัง จึงไม่รู้สึกผิดหวังอย่างที่หลายคนวิจารณ์

แต่ประเด็นมันไม่ใช่ว่าเรา “ผิดหวัง” หรือ “ไม่ผิดหวัง” เพราะปัญหามันอยู่ที่ว่า Terminator Genisys ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกอะไรเลย หุ่นยนต์ไม่มีความรู้สึกยังไง เราก็ไม่มีความรู้สึกยังงั้น ทุกอย่างในหนังไม่มีอะไรน่าจดจำ เรื่องราวก็ไม่มีคุณค่าอะไรมานำเสนอคนดู ฉากบู๊ส่วนใหญ่ก็ค่อนข้าง “ทั่วไป” และไม่มีการหยิบลูกเล่น “การย้อนเวลา” มาใช้ให้สุดอย่างที่ควรจะเป็น น่าเสียดาย…

 

 

จริงๆ เราชอบดูหนังแนว Time Travel หรือ Time Paradox นะ อย่างเช่น Back to the FutureLooper, Cloud AtlasSource Code, Edge of Tomorrow, และ Predestination

อย่างล่าสุดที่ดู Predestination หนังมันสอนเราฝังใจเลยว่า “ต่อให้การย้อนเวลาเป็นไปได้จริง แต่มันก็คงทำได้แค่ “เพิ่มทางเลือก” ให้กับอดีตเท่านั้น สุดท้ายแล้ว เราไม่มีทางที่จะเปลี่ยนแปลงอดีตได้ โดยที่จะไม่ส่งผลกระทบอะไรเลย” ดังนั้นพอเรามาดูประเด็นการเดินทางข้ามเวลาไปแก้ไขอดีตเพื่อรักษา/ทำลายอนาคตของ Terminator Genisys เราจึงไม่รู้สึก “เชื่อ” อะไรกับทฤษฎีของหนังเรื่องนี้เลย เรื่องราวดูแถลง (อ่านว่า แถ-ลง) เหตุผลดูเบาโหวง และไทม์ไลน์ก็ดูยำจนปวกเปียกไปหมด (คือดูรู้เรื่อง เข้าใจ แต่ไม่อิน)

จะว่าไปแล้ว หนังเขาก็น่าชื่นชมตรงที่เขามีความพยายามจะเซอร์ไพรส์คนดูด้วยการหักมุมอยู่หลายครั้งหลายครา แต่เป็นที่น่าเสียดายที่เราเฉยมาก เพราะ trailer มันใบ้มันบอกเราหมดแล้วสิ้น รวมถึงฉากเด็ดๆ ที่ควรจะ Oh! Wow! ทั้งหลายนั่นก็ด้วย พอได้เห็นได้ดูใน trailer ไปหมดแล้ว ความน่าตื่นเต้นชวนลุ้นก็หมดกัน (เอาเป็นว่า นาง fail เพราะ trailer #จบข่าว)

 

 

ถึงแม้โดย theoretically สังขารจริงๆ ของลุง Arnold จะ “too old to be คนเหล็ก” แล้ว แต่ด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ลุง Arnold จึงยังสามารถเป็นคนเหล็กฉบับ “Old, but not obsolete,” ได้อย่างไม่ต้องเป็นห่วง (หนังมีการดักคอคนดู รีบอธิบายทฤษฏีไว้ก่อนในหนังด้วยนะว่า ทำไมคนเหล็กถึงแก่ลงได้ ทั้งๆ ที่ศักยภาพความถึกมวลรวมยังดูเท่าเดิม) แต่ถึงกระนั้นการแสดงของลุง Arnold ก็ยังเป็นลุง Arnold อยู่วันยังค่ำ ซีนที่ดีที่สุดในการแสดงของลุงก็คือ ตอนที่เขาพยายามแสยะยิ้มยิงฟันเยี่ยงมนุษย์ ซีนนั้นเขาสร้างความบันเทิงแก่คนดูในฐานะนักแสดงได้มากที่สุดแล้วจริงๆ

ส่วน Jason Clarke รับบทเป็นคู่ปรับคนใหม่ของลุง Arnold ก็ทำหน้าที่ได้ดีตามครรลอง ดูเท่กว่าตอนเป็นพระเอกเรื่อง Dawn of the Planet of the Apes นิดนึง เพราะเรื่องนั้น เขาโดนลิงแย่งซีน ต้องทำใจ แต่อย่างไรก็ตาม สุดท้าย Jason Clarke ก็ไม่ได้มีฉากอะไรที่น่าจดจำจากบทหุ่นยนต์ตายยากเมื่อเทียบกับอาตี๋ Byung-hun Lee ที่เล่นเป็นหุ่นยนต์ตัวร้ายอีกตัวหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม เราว่าในหนังเรื่องนี้คงไม่มีบทของใครที่น่าเสียดายมากไปกว่าบท O’Brien ของลุง J.K. Simmons อีกแล้ว ลุง J.K. Simmons มีดีกรีเป็นเจ้าของรางวัลตุ๊กตาทองสาขานักแสดงสมทบชายปีล่าสุดจากบท Dr.Fletcher ใน Whiplash แต่ไม่รู้อีท่าไหน ถึงจับพลัดจับผลูมารับบทลุงสติเฟื่องที่มีฉากไม่กี่ฉากลอยไปลอยมาในเรื่องนี้ได้ แต่ละฉากที่เขาออกก็ดูไม่มีอะไร ไม่ได้โชว์ของแต่อย่างใด เพราะบทบาทของอีตา O’Brien นี่ดูไร้ค่าและไร้มิติมาก ไม่ต้องมีมาก็ได้ จู่ๆ ก็มา จู่ๆ ก็ไป ไม่รู้จะมีไปเพื่ออะไร

 

 

พระนางคู่ใหม่อย่าง Jai Courtney กับ Emilia Clarke (ไม่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับ Jason Clarke ข้างต้นนะ) ดูไม่ค่อยมีเคมีที่เข้ากับสักเท่าไหร่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งสองมีหุ่นที่น่ามอง และมี sex appeal สูงพอให้เราคลายง่วงได้บ้าง (แต่ในเรื่องนี้เราจะไม่ได้เห็น Emilia Clarke โป๊เปลือยเหมือนใน Game of Thrones นะจ๊ะ อย่าคาดหวังอะไรมาก)

ตามความคิดของเรา การปรับบทให้ Sarah Connor เป็นหญิงแกร่งนั้น ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุดของ Terminator เพราะปัจจุบันเทรนด์ Female Protagonist หรือ Heroine กำลังมาแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การได้ Mother of Dragons หนึ่งในสัญลักษณ์ feminist ของซีรีส์ดัง Game of Thrones มารับบทดังกล่าว จึงถือว่าเป็นหนึ่งในการแคสติ้งที่ดีที่สุดของ Terminator Genisys เลยก็ว่าได้

แต่ถ้าถามว่าโอเคกับบท Female Protagonist ของ Sarah Connor ในเรื่องนี้มั้ย… อืม… ก็เฉยๆ เหมือนกันนะ แต่เราเชื่อว่า Emilia Clarke ทำดีที่สุดแล้วเท่าที่บทจะอำนวย

Read More: 9 Ways “Game Of Thrones” Is Actually Feminist

 

 

สิ่งที่น่ากลัวของหนังเรื่องนี้คือ ฉากจบของหนังดูเหมือนจะปูให้ Emilia Clarke มีสิทธิโดยสมบูรณ์ในการครอบครองบัลลังก์ และ rule เรื่องราวของ Terminator Universe ใหม่ได้ หรือพูดอีกแง่ก็คือ มีแนวโน้มว่า Terminator อาจจะสร้างภาค 6 ต่อมาให้คนด่าเล่นอีกในภายภาคหน้า ซึ่งถ้ามันจะมีภาค 6 ออกมาจริงๆ ค่อยว่ากันอีกที แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้คือ… เราเฉยๆ กับ Terminator Genisys มาก และหนังไม่ได้สร้างความรู้สึกให้เราอยากกลับบ้านมาขุดหาเอาคนเหล็กภาค 1-4 มาย้อนดูแต่อย่างใด

โดยสรุป สั้นๆ ง่ายๆ คนเหล็ก 2015 “แก่และไม่เก๋า” เสียแล้ว เราแนะนำว่า ถ้าใครอยากดู หรือเป็นแฟนหนังเขา ก็ไปดูฉากบู๊สไตล์โรบอตและดูระเบิดล้างผลาญเมืองกันเล่นๆ ได้ มันก็ดูเพลินในระดับหนึ่ง แต่ต้องไม่คาดหวังอะไรมาก เพราะจริงๆ มันก็เหมือนฉากหนังบู๊ทั่วไปที่ตัวละครตายยากขึ้นกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับอีกด้วยว่า นี่หมดยุคที่ Arnold Schwarzenegger จะเป็นจุดขายแล้ว สิ่งที่ดีงามที่สุดในเรื่องนี้คือ Emilia Clarke อย่างเลี่ยงไม่ได้ (คะแนนตามความชอบส่วนตัว 6.5/10)

 

Terminator Genisys เข้าฉายแล้ว 2 ก.ค. 2015 ทุกโรงภาพยนตร์