Everest (เอเวอเรสต์ ไต่ฟ้าท้านรก) เป็นหนังสร้างจากเรื่องจริง จากโศกนาฏกรรมเมื่อ 10–11 พ.ค. 1996 บนเทือกเขาที่สูงที่สุดในโลกที่เรารู้จักกันดีในนาม Mount Everest หรือเหตุการณ์ 1996 Mount Everest disaster

Everest นำแสดงโดยนักแสดงระดับตัวท็อปมือรางวัลมากมาย ได้แก่ Jason ClarkeJosh BrolinJohn HawkesMichael KellySam WorthingtonKeira KnightleyEmily WatsonRobin Wrightและ Jake Gyllenhaal (แค่เห็นรายชื่อนักแสดง ก็กดจองตั๋วแล้วจ้า~)

 

 

เรื่องย่อ Everest

Rob Hall (Jason Clarke จาก Terminator GenisysZero Dark ThirtyDawn of the Planet of the Apes) ผู้ก่อตั้ง Adventure Consultants เป็นหัวหน้าไกด์ทัวร์ประจำทริป พร้อมกับเพื่อนๆ ได้แก่ Guy Cotter (Sam Worthington จาก AvatarClash of the TitansKidnapping Mr. Heineken), Andrew “Andy” Harris (Martin Henderson จาก The Ring) และ Michael Groom (Thomas M. Wright) นำพาลูกค้าราวสิบชีวิตไต่ฟ้าขึ้นไปพิชิตเทือกเขาเอเวอเรสต์ภายในวันที่ 10 พ.ค. 1996

สมาชิกประจำทริป ได้แก่ Beck Weathers (Josh Brolin จาก No Country for Old MenSicarioWall Street), Doug Hansen (John Hawkes จาก American GangsterLincoln), Jon Krakauer (Michael Kelly จาก Now You See Me), Yasuko Namba (Naoko Mori), Lou Kasischke (Mark Derwin), John Taske (Tim Dantay), และ Stuart Hutchison (Demetri Goritsas)

 

 

ปัญหาคือ ช่วงวันเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่ทัวร์แน่นมากเป็นพิเศษ และสภาพอากาศก็ดูไม่ปกติ Rob Hall จึงจับมือกับ Scott Fischer (Jake Gyllenhaal จาก NightcrawlerSource CodeEnemy, Southpaw) หัวหน้าไกด์ทัวร์ทีม Mountain Madness

แต่สุดท้ายพวกเขาก็มีเหตุขัดข้องทำให้ไปถึงยอดเขาล่าช้ากว่ากำหนดและลงมาไม่ทันพายุหิมะ ออกซิเจนก็ไม่พอ พวกเขาก็พยายามเอาตัวรอดและช่วยเหลือซึ่งกันและกันลงมาที่ Base Camp ซึ่งมีผู้จัดการทีม Helen Wilton (Emily Watson จาก War Horse) คอยช่วยประสานงานระหว่างกลุ่ม รวมถึงโทรติดต่อกับทางครอบครัวของผู้เดินทาง

โดย Rob Hall มี Jan (Keira Knightley จาก The Imitation GamePirates of the CaribbeanBegin Again) ภรรยาสาวท้องแก่นอนรออยู่ที่บ้าน ส่วน Beck Weathers ก็มีลูกๆ และ Peach (Robin Wright จาก Forrest Gump) อดีตภรรยาคอยรอฟังข่าวอย่างกระวนกระวายอยู่ที่เท็กซัส

 

 

 

รีวิว วิเคราะห์ วิจารณ์ Everest

ช่วงแรกของหนัง Everest ค่อนข้างชวนง่วงนิดหน่อย เหมือนดู National Geographic และมีการแนะนำตัวละครหลักแต่ละตัวอย่างบรีฟๆ และรวดเร็ว จนนี่แอบงง ตามไม่ทัน จำไม่ค่อยได้ว่าใครเป็นใคร ยกเว้นสาวญี่ปุ่นที่มีเอกลักษณ์ทั้งชื่อและหน้า (และเพศ) ทั้งๆ ที่ดาราในเรื่องก็เด่นๆ ดังๆ เป็นที่รู้จักคุ้นหน้ากันทั้งนั้น

แหม… ก็ตัวละครมันเยอะยั้วเยี้ยะไปหมดนี่ แถมตอนปีนเขา แต่ละคนก็ต้องใส่หน้ากากปิดหน้า ใส่หมวก ใส่เสื้อ ห่มทั้งหน้าทั้งตัว ใครจะไปจำได้ว่าใครเป็นใคร (กว่านี่จะฉลาดรู้ว่า ควรลองแยกแยะด้วยสีเสื้อดูสิ ก็ปาไปแล้วเกินครึ่งเรื่อง โง่เอง)

 

 

เริ่มมาตื่นก็ตอนที่เจออุปสรรคหวาดเสียวด่านแรกนั่นแหละ เพราะ CGI และภาพ 3D โคตรสวยงามอลังการ มีการเล่นมุมกล้องให้คนดูช่วยเสียวแทนตลอดเวลา แล้วยิ่งสูงก็ยิ่งพีคและยิ่งตื่นเต็มตาขึ้นเรื่อยๆ คือพอตื่นแล้วมันก็ตื่นเลยอะ เพราะหนังมันมีจุดชวนลุ้นและชวนบีบคั้นตลอดเรื่อง โดยเฉพาะซีนท่ายากและซีนการตัดสินใจของพระเอก

บท Rob Hall นี่ทำให้เห็นว่า การเป็นไกด์ท่องเที่ยวแนว adventure นี่ไม่ง่ายเลยนะ ชีวิตเหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้ายตลอดเวลา ต้องดูแลรับผิดชอบชีวิตคนอื่นอีก ทั้งตอนขึ้นและตอนลง แล้วส่วนใหญ่ลูกทีมก็มักเป็นกลุ่มวัย 40 อัพ เพราะคนที่จะมาปีนเขาเอเวอร์เรสต์ได้นั้นต้องมีทั้งเงินที่มากและประสบการณ์ที่สูงพอแล้วเท่านั้น

 

 

สิ่งที่ยากที่สุดก็ตอนที่ตัดสินใจความเป็นความตายของลูกทีมเลยว่าจะให้เขาไปต่อหรือส่งเขากลับลงไป Base Camp เข้าใจฟีลเลย บางจุดมันวิกฤตมาก พายุก็จะมา ออกซิเจนก็จะหมด สังขารก็ท่าไม่รอด คือรู้เลยว่าถ้าปล่อยให้ลูกทีมคนนี้ไปต่อก็เท่ากับอาจมีคนตายเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคนบนเขาลูกนี้แน่ๆ ตึงอะ เพราะทุกการตัดสินใจของเขาคือความเป็นความตายของคนคนนึงเลยนะ

แต่อีกฝั่งนึง…ใจไอ้คนที่อุตส่าห์ทุ่มมาจนถึงจุดจุดนี้แล้วอะ โดยเฉพาะคนที่มี “พิชิตเอเวอร์เรสต์” เป็นหนึ่งใน Bucket List ก่อนตายเนี่ย การถึงไม่ถึงมันมีความหมายกับเขามากเลยนะ เพราะถ้าไปได้แค่ “เกือบพิชิต” มันก็แปลว่า “ไม่พิชิต” อยู่ดี ดังนั้นมันก็ไม่มีใครอยากถอยหรือล้มเลิกกลางทางเสียง่ายๆ หรอก จุดหมายปลายทางอยู่แค่ไม่กี่อึดใจแล้วแท้ๆ ฉันต้องไปปักธงบนนั้นให้ได้ เรื่องอะไรจะยอมให้ระยะทางหรือความสูงที่เก็บ’เวลมาทั้งหมดไร้ความหมายล่ะ เสียดายแย่

 

 

ช่วงองก์ท้ายๆ ที่เป็นช่วงต้องพยายามไฟต์ลงจากเขาท่ามกลางพายุหิมะอันโหดร้าย บรรดาพวกนักไต่กับสถานการณ์บนความสูงกว่าสองหมื่นเก้าพันฟุตที่ว่าพีคแล้ว สถานการณ์ผู้ชมทางบ้าน (รวมถึงที่แคมป์ด้านล่าง) พีคหนักยิ่งกว่าทวีเท่า เพราะพวกนางแทบทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากรอฟังข่าวและสวดมนต์ภาวนาให้คนรักปลอดภัยกลับมาเจอหน้ากันอีกครั้ง

โดยเฉพาะทุกซีนที่ Keira Knightley (รับบทเป็นภรรยาของพระเอก) ออกมานั้น ทรงพลังมาก บีบเค้นหัวใจสุดๆ ยิ่งกล้องแพนหน้าไปใกล้ๆ หน้านาง และหนังทำให้เสียงรอบข้างกับคนรอบข้างนิ่งสงัดขณะที่เธอพูดสายกับพระเอกนั้น…มันดราม่ามาก ร้องไห้หนักมาก (ตอนหนังจบ คนในโรงถอดแว่น 3D คนแถวหน้าเราเช็ดน้ำตากันใหญ่ นี่พูดจริง) สมแล้วที่ Keira Knightley เคยเข้าชิงออสการ์ นี่ขนาดเรื่องนี้เธอออกไม่ได้มาก และนั่งๆ นอนๆ พูดอยู่แต่หน้าโทรศัพท์ ยังทำคนดูอินสุดอะไรสุดได้ขนาดนี้!

 

 

โดยรวม ถือว่าเป็นหนังที่ดี และทำได้สนุกทีเดียว ทั้งที่หนังไม่มีคนไหนเป็นตัวร้ายสักคนในเรื่อง (เพราะสร้างจากเรื่องจริงนี่เนาะ) ตัวร้ายที่สำคัญที่สุดคือ ภัยธรรมชาติ และ passion และ ambition ในตัวของมนุษย์เรานี้เองทั้งนั้น จะเห็นว่าทุกๆ ประโยคในซีนต่างๆ ที่บอกเล่าความฝันของคนนั้น ล้วนมีความหมาย และมีส่วนช่วยให้เราอยากจะให้กำลังใจตัวละครตัวนั้นตั้งแต่ขาขึ้นยันขาลงตลอดรอดฝั่ง

 

 

คะแนนตามความชอบส่วนตัวให้ 8.5/10 และแนะนำให้ดูในระบบสามมิติ

Everest ฉายรอบ Sneak Preview หลัง 20.00 ณ โรง IMAX 3D ตั้งแต่ 17 – 23 ก.ย. และฉายจริงทุกโรงทั่วประเทศตามเวลาปกติ ตั้งแต่ 24 ก.ย. 2015 เป็นต้นไป

 

 

คลิกเยี่ยมชมเว็บทางการของภาพยนตร์ Everest – http://www.everestmovie.com/home

Comments

comments