Jurassic World เป็นเรื่องราวต่อยอดจากหนังไดโนเสาร์ในตำนาน Jurassic Park (1993)The Lost World: Jurassic Park (1997), และ Jurassic Park III (2001) โดยสองภาคแรกนั้น กำกับฯ โดย Steven Spielberg ผู้กำกับฯ ชื่อดังเจ้าของรางวัลออสการ์

สำหรับภาคล่าสุด Jurassic World ซึ่งห่างจากภาคล่าสุดถึง 14 ปี ก็ได้พ่อมด Steven Spielberg มาขึ้นแท่นเป็นผู้อำนวยการสร้าง และมอบหมายให้ Colin Trevorrow (ผู้กำกับฯ มือใหม่ที่มีผลงานเป็นเรื่องเป็นราวแค่ Safety Not Guaranteed เรื่องเดียว) มาเป็นผู้เปิดสวนสนุกใหม่เวอร์ชั่น 2015 นี้ ซึ่งจะสนุกคุ้มค่าสมการรอคอยหลายปีดีดักหรือไม่ ผู้อ่านคงต้องไปตัดสินกันเอง ตั้งแต่ 11 มิ.ย. 2015 นี้เป็นต้นไป ในโรงภาพยนตร์

(READ MORE: Jurassic World 2015 [เรื่องย่อ/เปรียบเทียบต้นฉบับ/ตัวอย่างหนัง])

 

 

 

เรื่องย่อ Jurassic World

สวนสนุก Jurassic Park บนเกาะ Isla Nublar ถูกปัดฝุ่นเปิดใหม่อีกครั้งโดย Mr.Masrani (Irrfan Khan จาก Life of Pi) มหาเศรษฐีนักลงทุนชาวอินเดียผู้มีอุดมการณ์ ภายใต้ชื่อใหม่ว่า Jurassic World และมี Claire (Bryce Dallas Howard จาก The Twilight Saga: Eclipse และ The Help) เป็นซือเจ๊เสมือน CEO ควบคุมงานแทบทั้งหมดในสวนสนุกแห่งนี้

ช่วงวันหยุดยาว Zach (Nick Robinson จาก The Kings of Summer) กับ Gray (Ty Simpkins จาก Insidious) หลานชายทั้งสองของ Claire มาเที่ยวที่สวนสนุก 1 สัปดาห์ แต่ Claire กำลังยุ่งกับงานสร้างไดโนเสาร์ตัวใหม่ ที่ดูแลการพัฒนาโดย Dr. Henry Wu หัวหน้าทีมแล็บ (แสดงโดย BD Wong นักแสดงเพียงคนเดียวที่เคยเล่น Jurassic Park มาก่อน) เธอจึงไม่มีเวลามาดูแลหลานๆ ได้แต่ให้ตั๋ว VIP และฝากให้ผู้ช่วยของเธอเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลนำเที่ยวให้พวกเขา

 

 

Mr.Masrani สั่งให้ Claire ไปปรึกษากับ Owen (Chris Pratt จาก Guardians of the Galaxy) เรื่องการควบคุมดูแลเจ้า Indominus Rex (aka I-Rex) ไดโนเสาร์พันธุ์ผสมตัวใหม่ที่โตเอาๆ เพราะ Owen เป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านวิศวกรและการฝึกหัดไดโนเสาร์ Velociraptor (aka Raptor) ซึ่งถือว่าเป็นไดโนเสาร์ฉลาดสุดๆ ในบรรดาทุกสายพันธุ์

Claire จำใจต้องไปตามกิ๊กเก่าให้มาช่วยดูที่กรง Indominus Rex ตามคำสั่งบอสใหญ่ แต่พอ Owen มาถึง เจ้า Indominus Rex ก็อันตรธานหายไปจากกรงแล้วไซร้ Claire กับ Owen จึงต้องร่วมมือกันออกตามล่ามันกลับมาเข้ากรง พร้อมๆ กับตามหา Zach กับ Gray หลานชายที่หายไปให้กลับมาอย่างปลอดภัย

และในขณะเดียวกัน นายทหารตัวร้าย Hoskins (Vincent D’Onofrio) ที่จ้องจะเอา Raptors ไปทดลองเป็นอาวุธสงครามมาโดยตลอดแต่แรก ได้ฉวยโอกาสนี้เข้ามา take over สวนสนุก และสั่งการให้ Owen เอาเจ้าฝูง Raptors ออกไปตามล่าเจ้าอสูรกายพันทาง มูลค่า 26 ล้านเหรียญ กลับมาก่อนที่มันจะไปทำร้ายบรรดาลูกค้ากว่าสองหมื่นคนและสินค้าตัวอื่นๆ บนเกาะมากไปกว่านี้

(READ MORE: Jurassic World: meet the dinosaurs [List])

 

 

รีวิว วิเคราะห์ วิจารณ์ Jurassic World

ไม่รู้ว่าเราคาดหวังสูงเกินไปหรือเพราะเราโตขึ้น เราจึงไม่อินกับหนังไดโนเสาร์ Jurassic World เหมือนตอนที่ดู Jurassic Park หรือ The Lost World ของ Steven Spielberg เมื่อครั้งยังเยาว์ แต่เราเชื่อว่าเราไม่ใช่คนเดียวที่ผิดหวังกับ Jurassic World หลังจากรอคอยนางมาข้ามปีนับตั้งแต่นางปล่อยข่าวว่าจะสร้างภาคต่อ

ความดีงามข้อเดียวที่ยังทำให้เรานั่งดู Jurassic World ได้อยู่จนจบเรื่องโดยไม่รู้สึกเสียดายเงินและเวลา คือความอลังการงานสร้างของงาน CG เนรมิต และเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เขาใส่เข้ามาในสวนสนุกแห่งใหม่นี้ แต่เอาจริงๆ สิ่งเหล่านี้มันก็เป็นเรื่องปกติสามัญที่มันควรจะมีควรจะเป็นในหนังอยู่แล้วตามยุคตามสมัย แหม ถ้าทำหนังไดโนเสาร์ยุค 2015 แล้วยังได้ผลลัพธ์ภาพ แสง สี เสียง หรือของเล่นในเรื่องแบบเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ก็คงจะหาใช่เรื่องไม่ จริงมั้ย?

นอกเหนือจากงานภาพแล้ว เราก็รู้สึกเฉยกับหนัง Jurassic World มาก ดีไม่ดี มันค่อนไปทางเบื่อเสียด้วยซ้ำ อย่างซีนที่เล่นมุกเอาเท้าสัตว์ย่ำพื้นแล้วใส่ซาวนด์ดังๆ ให้คนดูตกใจนี่ ทำครั้งแรกก็อาจจะดูคลาสสิคดีดี แต่พอทำซ้ำครั้งที่สองครั้งที่สาม มันก็ไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร่นะ ควรหามุกอื่นมาเล่นบ้าง

 

 

ส่วนพล็อตหนังนี่ตัวดีเลย เรารู้สึกว่าช่วงครึ่งแรกของหนังมันเหมือน presentation หรือ spot โฆษณาพาทัวร์สวนสนุกแห่งใหม่ไปเรื่อยๆ ไปเสียหน่อย ซึ่ง sightseeing ในสวนสนุกทั้งหมดนั้น เรารู้สึกเรื่อยๆ เฉยๆ เบื่อๆ พอๆ กับหน้าเจ้าหนู Zach ในเรื่องช่วงแรกยังไงยังงั้น อาจจะเพราะแก่เกินจะตื่นเต้นกับมันแล้วจริงๆ อาจจะไม่ใช่ความผิดของหนังก็ได้ คิดว่าถ้าเราเป็นเด็กน้อยวัยประมาณเจ้าหนู Gray ในเรื่อง เราก็อาจจะ โอ้โห! ว้าว! วู้! กับเขาบ้างไม่มากก็น้อย

พูดตรงๆ ช่วงครึ่งแรกนี่มันเหมือนแค่มีไว้เพื่อให้เราได้ดู ความยิ่งใหญ่อลังการของสวนสนุกใหม่ โชว์ว่าเดี๋ยวนี้มีการเดินทางมาเกาะยังไง รวมถึงโชว์การเดินทางเยี่ยมชมสัตว์รอบเกาะที่สะดวกสบายขึ้นกว่าแต่ก่อน (เช่น รางรถไฟฟ้า), พิพิธภัณฑ์สัตว์โลกดึกดำบรรพ์ที่ interactive กับแขกมากขึ้น, โชว์ไดโนเสาร์ใหญ่ยักษ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจมากขึ้น เช่น โชว์การให้อาหารเจ้า Tyrannosaurus Rex (aka T-Rex) กับโชว์เจ้า Mosasaurus กระโดดจากน้ำมางับซากฉลาม (ตามที่เราเห็นกันใน trailer) ฯลฯ

 

 

แม้แต่ตอนนางเอกพาคนดูอย่างพวกเราไปทำความรู้จักกับเจ้า Indominus Rex ไดโนเสาร์พันทางตัวใหม่ที่นางว่า ใหญ่ขึ้น น่ากลัวขึ้น อะไรของนางนั่น เราก็ยังไม่รู้สึกตื่นเต้นหรือตะลึงตึงตึงอะไรกับมัน ความรู้สึกไม่ต่างอะไรไปจากตอนเปิดตัวเจ้า T-Rex เมื่อหลายยี่สิบกว่าปีก่อนในหนังภาคแรกเลย

คือเขาไม่ได้โชว์ให้คนดูเห็นความสามารถพิเศษของ Indominus Rex หวือหวาอะไรมาก มาถึงก็ให้นางเอกโชว์แต่ร่องรอยกรงเล็บกับร่องรอยที่เจ้า Indominus Rex มันทำกับกระจก หรือไม่ก็ให้หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ในแล็บเล่าว่า Indominus Rex มันพิเศษเพราะผสมมาจากสัตว์อะไรกับสัตว์อะไร คือเอาง่ายๆ เหมือนแค่มาพูดลอยๆ เอาแค่พอเป็นแบคกราวนด์ให้คนดูรู้เฉยๆ ว่านางฉลาดกว่า ดุกว่า และน่ากลัวกว่าพันธุ์อื่นๆ จริงๆ นะ อะไรงี้…

 

 

ในหนัง Jurassic World นางเอกบอกว่า ทุกๆ 2-3 ปี สวนสนุกจะต้องสร้างสินค้าสายพันธุ์ใหม่ ที่ใหญ่กว่าเดิม น่ากลัวกว่าเดิม และ COOL กว่าเดิม เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งกลุ่มเก่าและกลุ่มใหม่ให้มาเที่ยวและ “WOW!” กับดาราตัวใหม่อย่างต่อเนื่อง อืม สงสัยว่าทีมผู้สร้างหนัง Jurassic World ก็คงจะคิดเช่นเดียวกับไอเดียที่เขายัดเยียดใส่ลงไปให้นางเอกพูดนั่นแหละ

ผู้กำกับฯ Colin Trevorrow คงคิดว่า การเอาหนังไดโนเสาร์ชุดเก่ามาสร้างใหม่หรือสร้างภาคต่อ ก็แค่เขียนบทที่เคารพของเก่านิดหน่อย แล้วก็สร้างสัตว์สายพันธุ์ใหม่ ที่ใหญ่กว่าเดิมและ COOL กว่าเดิม มาดึงดูดคนดูทั้งแฟนหนังภาคก่อนๆ และคอหนังรุ่นใหม่ๆ ให้ไปดูกันก็พอแล้ว เพราะด้วยบุญเก่าของ Jurassic Park ทั้งสามภาคก่อนหน้าที่สร้างสมมาดี มันการันตีได้ชัวร์อยู่แล้วว่า ไม่ว่าจะยังไง หนังมันก็ขายได้และมีคนมาดูเยอะแน่นอนอยู่แล้ว

 

 

เราเชื่อว่าคนดูที่จะ WOW! ไปกับเขามันก็ยังคงมีอยู่แหละ อย่างน้อยๆ เด็กรุ่นใหม่ที่เกิดไม่ทันและไม่เคยดูของเก่ามาก่อน ก็อาจจะ WOW! อยู่บ้าง แต่สำหรับคนที่ดูภาคเก่ามาครบทุกภาค (แต่ละภาค บางคนก็ดูมากกว่าหนึ่งรอบ) และได้ดูหนังสัตว์ประหลาดแปลกๆ มากันแล้วก็มากมาย การดูไดโนเสาร์ทั้งพันธุ์เก่าพันธุ์ใหม่ใน Jurassic World จึงอาจจะไม่ต่างอะไรไปจากการดูช้างในสวนสัตว์ซาฟารีก็เป็นได้ (นี่ยังใจดีนะ ที่ไม่เอาไปเทียบกับเขาดิน…)

มันอาจจะเป็นไปได้รึเปล่าว่า ตอนนี้มันอาจจะไม่ใช่ยุคที่คนจะหลงใหลได้ปลื้มเจ้าสัตว์ดึกดำบรรพ์ยักษ์ใหญ่ที่เคยรุ่งโรจน์ในอดีตกว่า 65 ล้านปีก่อนอีกต่อไปแล้วก็ได้ ตอนนี้มันอาจจะเป็นยุคของสัตว์ประหลาดในอนาคต เช่น มนุษย์กลายพันธุ์ หรือสัตว์ประหลาดนอกโลก เช่น เอเลี่ยนหน้าตาต่างๆ อืมมม… ก็ไม่รู้สินะ ไดโนเสาร์มันอาจจะสูญพันธุ์ไปแล้วจริงๆ ก็ได้

(VISIT THE OFFICIAL PARK: http://www.jurassicworld.com/)

 

เอาเป็นว่า พาร์ทสัตว์ก็ประมาณนั้นแหละ ความตื่นเต้นชอบใจกับไดโนเสาร์ในเรื่องก็ขึ้นอยู่กับความรักสัตว์ของแต่ละคนก็แล้วกัน (แต่เราชอบแค่ความน่ารักแสนรู้ของเจ้า Raptors จบ.) ขอตัดมาบ่นที่ประเด็นตัวละครที่ไม่ใช่สัตว์ในเรื่องเลยละกัน

อย่างที่ทราบกันดี Jurassic World ขึ้นชื่อว่าเจริญรอยตามสูตรหนัง Steven Spielberg ดังนั้นสิ่งที่ขาดไม่ได้แน่นอนเลยก็คือ การใส่ความเป็นหนังครอบครัว รวมถึงตัวละครเด็กลงไปอย่างน้อยหนึ่งตัว

Jurassic World เขียนบทให้สองพี่น้อง Zach & Gray เป็นตัวละครเด็กที่เป็นตัวปัญหาให้ผู้ใหญ่ออกไปตามหาตามสูตรเก่า (แน่นอนว่า ตัวเด็กสองคนก็ต้องฉลาด คลั่งไคล้ไดโนเสาร์ และดวงแข็ง ตามสูตร) โดยสองพี่น้องในเรื่องนี้เป็นเด็กที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไร กล่าวคือพ่อแม่กำลังวุ่นวายกับการทำเรื่องหย่าร้าง พวกเขาจึงถูกส่งมาเที่ยวสวนสนุกไดโนเสาร์ 1 สัปดาห์เต็ม ซึ่งก็บังเอิญว่าน้าสาวคนสวยแต่โสดของพวกเขาก็ดำรงตำแหน่งเป็นบอสใหญ่แห่งสวนสนุกระดับโลกนี้อยู่พอดี

 

 

ตามความรู้สึกส่วนตัว ในพาร์ทคนที่เป็นปมครอบครัว เราว่ามันยังดราม่าไม่สุด พูดง่ายๆ ก็คือ เบาและไร้ค่ามาก เช่น แฟนสาวของ Zach ตอนเปิดเรื่องจะมีไปเพื่ออะไร แล้วทำไมเจ๊ใหญ่ระดับ Claire ถึงไปกิ๊กกับลูกจ้างหางแถวอย่าง Owen ได้ แล้วทำไมหนีไปหนีมาก็จูบกันง่ายจัง แล้วที่สำคัญ ประเด็นหย่าร้างของพ่อแม่เด็กนี่คือจะเล่นกันง่ายๆ แค่นี้จริงๆ ใช่มั้ย สรุปหย่าหรือไม่หย่าก็ไม่บอกกันเนอะ (แล้วถ้าหย่า ใครได้อยู่กับพ่อ ใครได้อยู่กับแม่ ไม่ใช่อะไร นี่อยากเผือก…)

ส่วนไอ้ที่ตั้งใจจะทำให้ตลก เราว่ามุกส่วนใหญ่ก็ดูไม่ค่อยจะลงตัวนัก เหมือนพยายามให้มีมุกตลกแทรกในไดอะล็อกแบบในหนัง Marvel มากเกินไป แล้วบางมุกมันก็แป้กๆ ขัดๆ คือมันไม่ถึง (หรือนี่โง่ ไม่เก๊ตเองก็ไม่รู้) แต่บางซีนมันก็ตลกและน่ารักดีอยู่นะ เช่น ตอนที่พระเอกกับนางเอกออกไปตามล่า (และวิ่งหนี) เจ้าสัตว์ประหลาดนั่นแหละ ที่ยังพอรับได้ อาจจะเพราะด้วยการแสดงของ Chris Pratt และ Bryce Dallas Howard ที่ช่วยนำพาให้คนในโรงพร้อมใจกันหัวเราะได้บ้าง ชอบพวกนางเป็นการส่วนตัว

 

 

ไหนๆ ก็พูดถึงพระนางแล้ว ก็ขอพูดต่อเลยละกันในประเด็น protagonist กล่าวคือ ในหนังมีพระเอก 1 คน กับนางเอก 1 คนเป็นตัวดำเนินเรื่อง โดยในช่วงต้นเรื่อง หนังก็พยายามสอดแทรกให้คนดูได้เห็นบุคลิกภาพ ความฉลาด และความสามารถเฉพาะตัวของทั้งสองทีละนิดละหน่อย แต่พูดกันไปพูดกันมา ก็ไม่ได้เข้าใจซะทีเดียวนะว่า ตกลงพวกมันดำรงตำแหน่งอะไรในปาร์คจริงๆ กันแน่ ทำไมถึงดูมีประวัติการทำงานที่หลากหลาย และความสามารถที่มากมายจนนี่บรรยายให้ไม่ถูก ดูทำได้แทบทุกอย่าง ยอมใจ

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้หน้าหนัง Jurassic World จะเหมือนว่า Star Lord หรือ Chris Pratt เป็นฮีโร่คนสำคัญของเรื่อง เพราะเป็นผู้ชายด้วยส่วนหนึ่ง และเพราะเป็นหัวโจก Raptors ด้วยส่วนหนึ่ง แต่จริงๆ แล้วในหนังนี่ เรื่องราวจะหมุนรอบตัว Claire หรือ Bryce Dallas Howard นะ (เออ สารภาพว่า ตอนแรกคิดว่านางคือ Jessica Chastain มาโดยตลอด หน้าคล้ายกันมากๆ) แล้วบอกเลยว่าตัวละคร Claire นี่ไม่ธรรมดานะจะบอกให้

 

 

Claire เป็นตัวละครที่มีมิติที่สุดในเรื่องละ สำหรับบทบาทบอสสาวสวย เธอก็จะเป็น perfectionist สุดเนี้ยบ เจ้าระเบียบ ชอบความคุม คิดทุกอย่างเป็นตัวเลขเป็นกำไร และมองสัตว์เป็นสินค้าอย่างหนึ่งมากกว่าเป็นสิ่งมีชีวิต โดยตอนหลังๆ เธอก็จะค่อยๆ เรียนรู้ที่จะลดหย่อนผ่อนปรน เห็นคุณค่าของสัตว์ และพอจะเดินทางสายกลางได้บ้าง

สำหรับบทบาทของคนเป็นน้า ช่วงแรกเราจะเห็นว่า Claire เป็นน้าที่ไม่ค่อยเอาไหน ทำแต่งานๆๆ จนหาแฟนไม่ได้ เอ้ย… ไม่ได้เจอหน้าหลาน 7-8 ปี แถมยังไม่รู้แม้กระทั่งอายุของหลานตัวเอง แต่เอาเข้าจริงๆ เธอก็เป็นน้าที่รักหลานมาก พร้อมตะลุยป่าฝ่าดงไดโนเสาร์เข้าไปช่วยหลานอย่างไม่รักตัวกลัวตาย ไม่ใช่สักแต่จะใช้อำนาจชี้นิ้วสั่งรปภ.ให้ดิ่งไปช่วยหลานตัวเองก่อนช่วยส่วนรวม

แล้วช่วงที่ Claire เข้าไปช่วยหลานนี้นั่นเอง ยิ่งทำให้เราได้เห็นไปอีกว่า Claire ไม่ใช่แค่คุณนายไฮโซที่เป็นแต่ชี้นิ้วสั่งลูกน้องอยู่แต่ในห้องแอร์สวยๆ แต่เธอยังใจกล้า ใจสู้ ฉลาดหัวไว และวิ่งไว ไม่เป็นตัวถ่วงของพระเอกเลยสักนิด แถมยังมีโอกาสได้ช่วยชีวิตพระเอกในบางช็อตอีกต่างหาก

(จะตลกก็แต่ตรงที่นางใส่ส้นสูงวิ่งไปวิ่งมาตลอดเรื่องนี่แหละ บนคอนกรีตก็ยังพอเข้าใจได้ แต่บนดินบนโคลนในป่านี่สิ อย่าว่าแต่วิ่งเลย นางใส่นัง ridiculous shoes นั่นเดินไปได้ยังไง ไม่เข้าใจจริงๆ)

 

 

เห็นได้ชัดว่า Jurassic World ภาคนี้ เน้นความเป็นครอบครัวน้อยกว่าฉบับ Steven Spielberg หรือ Joe Johnston ซึ่งตัวละครหลักของเรื่องจะหนีไดโนเสาร์ไปด้วยกันเป็นแฟมิลี่ หากแต่มาเน้นที่ female protagonist แทนตามสมัยนิยม (แต่ก็ไม่ได้สุดซะทีเดียว รวมๆ แล้วหนังยังให้ความเท่กับ Chris Pratt มากกว่าอยู่)

และถ้าว่ากันโดยละเอียด ไม่ใช่ตัวละครคนอย่าง Claire เท่านั้น ไดโนเสาร์ตัวเด่นๆ ในเรื่องก็เป็นตัวเมียทั้งหมด (สังเกตว่าตัวละครเรียกพวกมันว่า ‘she’) เช่น เจ้า Indominus Rex หรือเจ้า Blue ที่เป็นจ่าฝูง Raptors (จริงๆ เราแอบไม่แน่ใจ จำไม่ค่อยได้ว่า Blue เพศอะไร ถ้าผิดขออภัยด้วยนะคะ)

 

 

นอกจากเรื่องเพศ ถ้าใครสังเกต จะเห็นได้ว่า Jurassic World นี่ก็พยายาม World จริงๆ กล่าวคือ เขาไม่ได้ให้ตัวละครหลักมีแต่อเมริกันเท่านั้น หากแต่ยังมีนักแสดงอีกหลากหลายเชื้อชาติอีกด้วย

เช่น เจ้าของปาร์ค Mr.Masrani เป็นชาวอินเดีย, Hoskins นายทหารชั่ว เป็นชาวฝรั่งเศส, Zara ผู้ช่วยของนางเอก เป็นชาวอังกฤษ (แต่ใช้นักแสดง Ireland นะ), Dr. Henry Wu หัวหน้าทีมแล็บ เป็นชาวจีน, และผ.บ. Yamada ที่นำพลไปจับ Indominus Rex ชุดแรกก็เป็นชาวญี่ปุ่น นอกจากนี้ Barry เพื่อนพระเอกที่ช่วยกันเลี้ยง Raptors ก็เป็นคนผิวสี

ส่วนโอกาสที่คนไทยของพวกเราจะไปอยู่ในทีม Jurassic ได้ ก็คงต้องรอ จา พนม หรือ Tony Jaa ไปช่วยเขาตามหา “Raptors กูอยู่ไหน” สักภาคใดภาคหนึ่งในอนาคตล่ะนะ

ซึ่งสำหรับภาคต่อนั้น หนังไม่ได้ปูพรมชัดเจนเห็นแจ้งหรอกนะว่าจะมีภาค 5 ต่อไป แต่ตามสูตร มีตัวละครที่แอบเอาสินค้าทดลองอีกตัวขึ้นฮ.หนีไปได้ นั่นก็แปลว่า ถ้ารายรับของภาคนี้เป็นที่น่าพอใจ ก็คงมีภาคต่อได้แน่นอน แต่เอาจริงๆ เราว่ายังไงๆ Jurassic World ไม่น่าเจ๊งหรอก แค่กินบุญเก่าจากสามภาคแรก อย่างน้อยก็โกยไปได้หลายตังค์แล้ว

 

 

โดยสรุป สำหรับ Jurassic World ภาคนี้ ครึ่งแรกเหมือน presentation หรือ spot โฆษณาพาทัวร์สวนสนุกมากไปหน่อย ส่วนครึ่งหลังก็เหมือนหนังสัตว์ประหลาดเกรด B ทั่วไป ที่มีบทที่เชยอย่างน่าตลก เพราะจะดราม่าก็ไปไม่สุด ที่จะตลกก็ตลกบ้างไม่ตลกบ้าง ฉากไล่ล่าก็ไม่มันเท่าภาคก่อนๆ แล้วก็ดูจบง่ายไปเสียหน่อย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การที่เราเปรียบเทียบเป็นหนังหนังสัตว์ประหลาดเกรด B ไม่ได้แปลว่ามันไม่ดีหรือมันไม่สนุก เพราะหนังเกรด B หลายเรื่องเขาก็สนุกแต่แค่ทุนต่ำ อะไรประมาณนั้น แต่สำหรับ Jurassic World เขาไม่ได้ทุนต่ำ พวกภาพ CG หรือความอลังการงานสร้าง มันก็สวยงามตามครรลองของมันอยู่ (แหม จะทุนต่ำได้ยังไง สปอนเซอร์เด่นหราเต็มเรื่องซะขนาดนั้น ทั้ง Samsung, Starbucks, Mercedes-Benz ฯลฯ) แต่ปัญหาคือพล็อตยังขาดความคิดสร้างสรรค์ แปลกใหม่ หรือการลงทุนกับบทมันยังน้อยไปอยู่เสียหน่อย

ดังนั้น ถ้าจะไปดู ก็อย่าไปคิดหรือคาดหวังอะไรกับบทมาก Jurassic World ยังคงเป็นหนัง blockbuster ที่เด็กดูดีผู้ใหญ่ดูได้อยู่เหมือนเดิม สรุปคือดูเพื่อเอาความบันเทิงได้ อย่าไปคิดอะไรมาก แต่โดยส่วนตัว เราคิดว่านางน่าจะทำให้ดีกว่านี้ (more teeth น่ะ more teeth) เอาเป็นว่าให้คะแนน 6.5/10 พอจ้ะ อย่าว่ากันนะ

 

 

ป.ล. Star Lord หล่อและเท่มาก อยากไปช่วยเลี้ยง Raptors

Comments

comments