เด็กๆ หลายคนคงเคยใฝ่ฝันถึงอวกาศอันกว้างใหญ่ไพศาล จินตนาการภาพตัวเองได้ใส่ชุดนักบินอวกาศขึ้นยานคันโตและทะยานทะลุชั้นบรรยากาศไปนอกโลก แหม ช่างเป็นอะไรที่เท่นัก แต่หนัง Gravity (2013) นี่เป็นหนัง Dream Crusher (เครื่องดับฝัน) ชัดๆ คือเป็นหนังที่ดับฝันเด็กโลกสวย ที่อยากเป็นนักบินอวกาศได้ง่ายๆ ภายใน 90 นาทีเลยทีเดียว เพราะในหนัง เราจะเห็นว่าภาวะไร้แรงโน้มถ่วงนั้นมีแต่หายนะมฤตยู ถ้ามีคุณสมบัติติดตัวไม่ครบ 5 อย่างต่อไปนี้ ก็อาจจะเอาตัวไม่รอด…

บทความนี้ไม่มีส่วนสปอยล์เนื้อหาของภาพยนตร์

 

 

1. สติปัญญา

เคยดูโฆษณาธนาคารกรุงเทพที่พ่อกับลูกคุยกันเรื่องอนาคตของลูก…

พ่อ: โตขึ้นอยากเป็นอะไร?
ลูก: นักบินอวกาศ
พ่อ: อ๋อเรอะ… (คิดในใจ ลูกกูแม่งฝันเฟื่องจริงๆ)
ลูก: แต่ก่อนจะเป็นนักบินอวกาศได้ ต้องจบม.6 สายวิทย์ ต่อวิศวะการบิน และไปต่อโทวิศวกรรมเครื่องกลสองปี และจะพยายามเข้านาซ่าให้ได้
พ่อ: (เงิบ…)

 

การที่เด็กตัวกระเปี๊ยกมีเป้าหมายที่ชัดเจนบนความฝันอันยิ่งใหญ่นั้นเป็นเรื่องที่ดี ดูแล้วยังไงๆ เด็กในโฆษณานี้ก็เป็นเด็กฉลาด และดีไม่ดีอาจเข้า Harvard ได้เหมือนนักบินอวกาศคนหนึ่งใน Gravity ด้วยซ้ำ

แต่แล้วยังไงล่ะ? ต่อให้เรียนจบ Harvard มาสูงส่ง แต่ถ้ามีแต่ “ปัญญา” หรือ “ใบปริญญา” อย่างเดียว ก็ไม่ได้แปลว่าจะรอดในห้วงไร้แรงโน้มถ่วงได้ เพราะสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ “สติ” ซึ่งหากจะให้ดี เราต้องใช้ทั้งสองอย่างควบคู่กันด้วย

นั่นคือ สติ + ปัญญา = “สติปัญญา”

ความเงียบในห้วงอวกาศเป็นสิ่งที่น่ากลัวอย่างที่เราอาจคาดไม่ถึง ความเงียบหรือความว่างเปล่าบนโลกที่ว่าน่ากลัวแล้วความเงียบหรือความว่างเปล่าในอวกาศนั้นยิ่งน่ากลัวกว่า เพราะโดยพื้นฐาน ความเงียบมันมีอิทธิพลต่อความคิดของเราอย่างมาก

ความเงียบเป็นได้ทั้งบ่อเกิดแห่งสติปัญญา และบ่อเกิดแห่งความฟุ้งซ่าน

อย่าง Ryan Stone (Sandra Bullock) นางเอกของเรื่องเนี่ย นางชอบความเงียบของอวกาศ เพราะชีวิตนางถูกครอบงำด้วยความเงียบมาแต่ไหนแต่ไรแล้วหน้าตาดูอมโลกทั้งใบไว้ในปาก นางไม่ค่อยพูดถึงเรื่องตัวเอง และไม่ยอมรับรู้อะไรรอบตัว ซึ่งลึกๆ แล้ว นางอาจจะกำลังหนีความจริง หรือไม่ก็จมอยู่กับความจริง หรือไม่ก็ปิดกั้นตนเองจากโลกที่ตนเองแสนจะเกลียดชัง (อารมณ์ว่า กูเกลียดโลก ถ้าโลกไม่มีแรงโน้มถ่วง ลูกกูคงไม่ต้องหัวฟาดพื้นตาย อาเมน)

แต่โชคดีที่ Ryan ยังมี Matt Kowalski (George Clooney) พระเอกของเราที่เป็นตาแก่ช่างจ้อ เป็นเหมือนทั้งคู่หูดูโอ และเป็นเหมือนพี่เลี้ยงที่คอยเตือนสติ Ryan ตลอดตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง ทำให้อวกาศที่เธออยู่นั้นไม่เงียบจนเกินไปและไม่น่ากลัวจนเกินเหตุ

 

 

2. เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ

ถ้าดูดีๆ การเคว้งคว้างอยู่ในอวกาศก็ไม่ต่างอะไรกับชีวิตของคนบางคนที่ว่างเปล่า ล่องลอยไร้จุดหมายไปตามแรงเหวี่ยงของจักรวาล และยิ่งหากคนคนนั้นหมุนติ้วๆ ไปโดยไร้ซึ่งสิ่งยึดเหนี่ยวแล้วล่ะก็… ยิ่งน่ากลัว

ตรงกันข้าม ถ้าหากเรามีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ หรือมีเกราะกำบังให้พิงพัก เราอาจจะมีโอกาสรอดจากความเป็นความตายได้อีก 33.33% (ตัวเลขสมมติ) เช่น สมมติว่า เรากำลังลอยตุ๊มป่องๆ อยู่เหนือโลก แล้วจู่ๆ ขยะอวกาศชิ้นใหญ่เกิดพุ่งมาชน ปิ้วววว~ และถ้านาทีนั้น เราเกาะเสากระโดงยานอยู่ เราก็จะไม่ปลิวไปไหนง่ายๆ (แต่ต้องยึดแน่นๆ กว่าตอนสภาวะปกติหน่อย) เพราะเรามีเครื่องยึดเหนี่ยวที่ฐานแข็งแรงพอ ต่อให้มีปัญหาน้อยใหญ่พุ่งมาชนยังไง เราก็ไม่กระเด็นกระดอนออกไปนอกลู่นอกทางง่ายๆ หรือแม้แต่เวลาที่มีอุปสรรคมาขัดขวางหรือเจอหนทางตีบทางตันอน่างไร เราก็จะผ่านพ้นมันไปได้

เพราะฉะนั้น จงมีที่ยึดเหนี่ยวประดับจิตใจไว้เสมอ อาจจะเป็นครอบครัว คนรัก ศาสนา หรืออะไรก็ได้ ที่จะเป็นทั้งที่ยึดเหนี่ยว เกราะกำบัง และแรงผลักดัน (เอามาไฟต์กับแรงโน้มถ่วง) ให้เราก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคง

 

 

3. ปล่อยวาง

บางครั้งเราก็ต้องแยกแยะให้ออกด้วย ระหว่าง “ที่ยึดเหนี่ยว” กับ “ที่ถ่วงรั้ง” อะไรที่มันรั้ง อะไรที่มันหน่วง หรืออะไรที่มันถ่วง พอถึงเวลา เราก็ควรรู้จัก “ปล่อยวาง” และ LET IT GO โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเราไปอยู่ในจักรวาลอันว่างเปล่าและเงียบสงัด แล้วในหัวเรายังมีแต่ความฟุ้งซ่าน เพราะมัวคิดถึงแต่ความทรงจำอันขมขื่นหรืออดีตที่เรายังวางไม่ลง บอกเลยว่า นั่นน่ากลัว เพราะ “สติ” กับ “ความฟุ้งซ่าน” มันอยู่ด้วยกันไม่ได้ ถ้าเราฟุ้ง เราก็ต้องขาดสติ เลือกเอา… อย่างใดอย่างหนึ่ง

การปล่อยวางกับสิ่งที่มันผ่านไปแล้ว หรือปล่อยให้อะไรๆ หมุนเวียนไปตามวัฏจักร บางทีมันอาจดีกว่าความพยายามที่จะฝืนธรรมชาติของมันก็ได้ เพราะสุดท้าย ไม่ว่าเราจะถอยหลัง นั่งพัก หรือปักหมุดอยู่กับที่ โลกมันก็ไม่เคยหยุดหมุนรอบตัวเองอยู่ดี

ดังนั้น เมื่อถึงคราวคับขัน จงเลือกสติ ซึ่งเป็นเหมือน “หางเสือ” และอย่าเก็บเอา “สมอเรือ” มาเป็นตัวถ่วงชีวิต

 

 

4. ความเข้มแข็ง

ในสภาวะกดดัน เราต้องเสี่ยงต่อการสูญเสียตลอดเวลา และความสูญเสียอีกนั่นแหละที่จะเป็นได้ทั้งบ่อเกิดแห่ง “ความเข้มแข็ง” และ “ความอ่อนแอ” พูดง่ายๆ ถ้าเราสูญเสียอะไรบางอย่าง พร้อมๆ กับการปล่อยวาง เราจะลุกขึ้นใหม่ได้อย่างเข้มแข็ง แต่ถ้าเราสูญเสียมันไป โดยที่เรายังคงยึดติด เราจะยิ่งอ่อนแอ

โชคดีที่ Matt สอนให้ Ryan “ปล่อยวาง” ได้สำเร็จ เมื่อนางตัดใจปล่อยวางของใหญ่ไปได้หนึ่งอย่าง นางก็เริ่ม Stronger จริงๆ ในหนังจะฉากที่เธอถอดชุดอวกาศออกทั้งหมด แล้วนอนนิ่งๆ อยู่ในยานลำนั้น ภาพนั้นทำให้เรานึกถึงทารกน้อยๆ นอนขดนอนคู้อยู่ในครรภ์ (ที่เราคงเคยเห็นกันในแผ่นฟิล์ม X-Ray) แล้วจากนั้นนางก็เหมือนได้ Reborn (เกิดใหม่) เป็น New Ryan มีชีวิตใหม่ที่เข้มแข็งขึ้น และฉลาดเฉลียวกว่าเดิมเป็นทวีเท่า

 

 

5. ความหวัง

ในภาวะอันโดดเดี่ยวเอกาและเคว้งคว้าง เราอาจหากำลังใจจากสิ่งรอบข้างยากนัก แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเราต้องท้อหรือยอมแพ้ เราควรสร้างกำลังใจจากภายในตัวเราเองให้ได้ และสิ่งสำคัญที่สุดในการจะฟันฝ่าอุปสรรคหรือวิ่งเข้าสู่ความสำเร็จได้ เราต้องมี “ความหวัง”

ถึงแม้บางครั้งความหวังมันอาจจะหลบหลืบอยู่ ณ เศษเสี้ยวใดเศษเสี้ยวหนึ่งในก้นบึ้งของหัวใจ แต่สุดท้าย เราต้องเชื่อว่า ทุกปัญหามันมีทางออกเสมอ ตอนนี้เราอาจจะยังไม่เคยรู้ อาจจะยังมองไม่เห็น อาจจะไม่เคยมีคนบอกคนสอน หรืออาจจะไม่เคยอ่านเจอในตำราเล่มไหน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า คำตอบของสิ่งนั้นมันจะไม่มีอยู่จริง จริงมั้ยคะ?

สรุปคือ จงมีความหวังและศรัทธาในตัวเอง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น!