A Sequel Worth the Wait
The Devil Wears Prada 2 เป็นหนึ่งในหนังภาคต่อที่ดีที่สุดในรอบหลายปี… 20 ปีที่รอคอย ไม่ใช่แค่คุ้มค่า แต่ทว่าเป็นหนังที่ออกมาถูกเวลา… เพราะ สิ่งที่ใช่มันจะมาในเวลาที่เหมาะสม…
ทางเลือกที่ต้องแลก: งาน vs ความสัมพันธ์
ใน The Devil Wears Prada ภาคแรก เราคงเห็นกันแล้วว่า การเป็นผู้หญิงมันไม่ง่าย ผู้หญิงที่ทะเยอทะยาน อยากประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน มักถูกมองเป็นนางมารร้าย และตลอดเรื่องในหนัง มันจะมีหลาย ๆ ครั้งที่ตัวละครต้องเลือก เช่น เลือกที่จะใช้เวลากับครอบครัวหรือแฟน vs. เลือกที่จะรับสายเจ้านายและทำงานแม้จะอยู่นอกเวลางาน, เลือกที่จะเหยียบย่ำหรือข้ามเพื่อนร่วมงาน เพื่อความความอยู่รอดหรือความก้าวหน้าทางหน้าที่การงานของตัวเอง
ในภาคสอง บทหนังก็เติบโตขึ้นตามตัวละคร จริงจังและดาร์กกว่าภาคแรก ซึ่งทำให้มันขึ้นแท่นเป็นหนังภาคต่อที่มี potential

“การก้าวไปข้างหน้า” vs “คุณค่าของสิ่งที่มีอยู่”
หนังยังคงเน้นย้ำธีมสำคัญจากภาคแรกอยู่ การก้าวไปข้างหน้าเป็นอีกเมสเซจสำคัญของหนังที่เราชอบตั้งแต่ภาคแรก เพราะมันสอดคล้องกับสังคมเรา ที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและการโหยหาความสำเร็จ หล่อหลอมให้คนเราเอาแต่มองไปข้างหน้า เอาชนะ หรือไขว่คว้าสิ่งที่ตัวเองยังไม่มี จนบางทีก็ลืมให้ความสำคัญคนข้างหลังหรือสิ่งที่มีอยู่ เรามักสับสนระหว่างสิ่งที่คิดว่าดีกับสิ่งที่มีคุณค่า
ในภาคสองนี้ หนังเอาประเด็นเดิมเรื่องการก้าวไปข้างหน้า (เช่น เงินทอง ความสำเร็จทางอาชีพ) กับการรักษาสิ่งที่มีอยู่ (เช่น เพื่อน ครอบครัว คนรัก) มาต่อยอดกับประเด็นที่ทันยุคทั้งสมัย อย่างเรื่องของธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ที่กำลังจะตาย ไม่มีคนอ่าน ไม่มีโฆษณา องค์กรก็ downsizing เลย์ออฟพนักงานเป็นว่าเล่น โดยเฉพาะในยุคเปลี่ยนผ่าน ที่เทคโนโลยีและเอไอพาโลกก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว… อย่างก้าวกระโดด

The Cost of Success
อีกเมสเซจสำคัญจึงเป็นการบาลานซ์ โดยเฉพาะในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงทุกวัน คนที่อยู่รอดคือคนที่ปรับตัวเก่งกับโลกภายนอกได้ดีโดยที่ยังไม่ละทิ้งแก่นตัวตนข้างในของตัวเอง คนเก่งไม่ใช่คนที่หลงผิดว่าการก้าวไปข้างหน้าคือการเดินหน้าเสมอไป แต่คือคนที่รู้ว่าตอนไหนควรหยุด ควรถอย และตอนไหนควรเดินหน้า
หนังก็ยังคงตั้งใจนำเสนอ work-life balance ของคนวัยทำงาน เราต้องบาลานซ์ทุกด้านของชีวิต ไม่ใช่เอางานมาเป็นทุกอย่างของชีวิต ลองตั้งคำถามกับตัวเองว่า ถ้าเราไม่มีงานทำ หรือถ้าเราไม่ได้อยู่ในตำแหน่งนี้แล้ว เราคือใคร และชีวิตเรายังเหลืออะไรบ้าง (ถ้าตอบไม่ได้หรือคิดนาน… น่าเป็นห่วง)
นอกจากนี้หนังยังย้ำว่า ทุกอย่างมีราคาที่ต้องจ่าย การที่ Miranda Priestly (ผู้ชนะออสการ์ Meryl Streep) จะขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุดบนยอดพีระมิดของวงการแฟชั่น และอยู่ยาวเป็นตัวแม่ตัวมัมยืนหนึ่งนานหลายสิบปีแบบนี้ได้ เธอต้องสตรองมากแค่ไหนและต้องแลกกับอะไรบ้าง
Love, But On Their Own Paces
ถึงกระนั้น ในที่สุด ในภาคนี้ Miranda ก็ได้มีคู่ชีวิตที่ใช่ (Kenneth Branagh) หลังจากที่ต้องหย่าร้างมาหลายครั้ง เช่นเดียวกับ Andy Sachs (ผู้ชนะออสการ์ Anne Hathaway) ที่ในภาคแรก เธอกับแฟนก็ดูอยู่กันคนละโลกมากเกินไปจนต้องแยกย้ายกันไปคนละทาง ในภาคนี้ เธอก็ได้เจอผู้ใหม่ที่ถึงแม้โดยผิวเผินสายงานของทั้งสองจะแตกต่างกันแทบคนละขั้ว แต่ทั้งสองก็บาลานซ์กันและกันได้อย่างลงตัว (ซึ่งอันนี้ โดยส่วนตัวเราเองก็เชื่อมาเสมอว่า เราควรมีแฟนที่อยู่คนละสายงาน หรือมีการมองโลกแตกต่างกันบ้างในบางมุม)
การที่พวกเธอเจอคนที่ใช่ช้ากว่าคนอื่น รวมถึงกราฟชีวิตที่ขึ้น ๆ ลง ๆ ตลอด 20 ปี เป็นการบอกคนดูว่า ชีวิตมันคือการวิ่งระยะไกล และทุกคนมีจังหวะชีวิตของตัวเอง เราอาจเคยเลี้ยวผิดทาง ขึ้นรถผิดสาย หรือเจออะไรที่ทำให้เราช้ากว่าคนอื่น แต่มันก็ไม่ใช่ความล้มเหลวและไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต และก็ไม่ได้แปลว่า เราจะไม่มีจุดหมายปลายทางที่สวยงาม
:max_bytes(150000):strip_icc():focal(749x0:751x2)/Devil-Wears-Prada-2-02-020126-eac36270d0d243d89f52f3c043047ecf.jpg?w=1160&ssl=1)
ผู้หญิงถึงผู้หญิง
แต่อีกเมสเซจที่เราชอบมาก ๆ ก็คือ หนังสอนผู้หญิงเราว่า คุณค่าของผู้หญิงไม่จำเป็นต้องผูกอยู่กับผู้ชาย ไม่ว่าจะกับแฟนคนปัจจุบัน หรือกับคนเก่าที่เลิกรากันไปแล้ว การแต่งงานเป็นเพียงพาร์ทหนึ่งในชีวิต เราไม่ควรยึดติดกับคำว่า โสด เป็นม่าย หรือเอาสถานะความสัมพันธ์มา define ตัวเอง และก็ไม่ควรผูกติดกับความสำเร็จหรือความล้มเหลวของสามี จนหลงลืมที่จะสร้างคุณค่าและความสำเร็จของเราเอง
Final Verdict
สำหรับเรา The Devil Wears Prada 2 เป็นหนังที่บทและเนื้อหาดีมาก เตือนสติผู้หญิงและคนทำงานทุก ๆ วงการในหลาย ๆ เรื่อง โดยที่ยังตอบโจทย์ความสนุก ความบันเทิงอยู่ ส่วนการแสดงก็ไร้ที่ติ เป็นการรวมตัวแคสต์ที่ทรงพลังที่สุดเรื่องหนึ่งแห่งยุค ตั้งแต่ Meryl Streep, Anne Hathaway, Emily Blunt, และ Stanley Tucci ซึ่งบทหนังก็บาลานซ์ความสำคัญของทุกตัวละครได้ดีและสมศักดิ์ศรีนักแสดงทุกคน
ติดอันดับหนังโปรดแห่งปีแน่นอน