ปีที่แล้ว Eddie Redmayne ปล่อยพลังการแสดงอันยอดเยี่ยมกับบทศาตราจารย์ Stephen Hawking ทุพพลภาพผู้สู้ชีวิตใน The Theory of Everything จนได้รางวัลออสการ์ ปีนี้เขากลับมาอีกครั้งกับบทบาท “ผู้หญิงข้ามเพศ (Transgender) คนแรก ๆ ของโลก” ใน The Danish Girl ผลงานล่าสุดของ Tom Hooper ผู้กำกับ The King’s Speech และ Les Misérables

Read More: The Incredibly True Adventures of Gerda Wegener and Lili Elbe

 

 

เรื่องย่อ The Danish Girl

วันหนึ่งจิตรกรสาว Gerda Wegener (Alicia Vikander จาก Ex Machina และ The Man from U.N.C.L.E.) ให้ Einar Wegener สามีของเธอ (Eddie Redmayne จาก The Theory of Everything และ Les Misérables) แต่งตัวเป็นผู้หญิงเพื่อเป็นนางแบบจำเป็นให้เธอวาดรูป และเล่นสนุกกันโดยให้ Einar ปลอมเป็นญาติของตัวเองชื่อ Lili Elbe

จากการเล่นสนุกของสองสามีภรรยา ทำให้ Einar ค้นพบตัวเองว่าจริงๆ แล้วเขาอยากเป็น Lili เสมอมา

Read More: http://www.historyvshollywood.com/reelfaces/danish-girl/

 

 

รีวิว วิเคราะห์ วิจารณ์ The Danish Girl

The Danish Girl หนังก็สร้างจากเรื่องจริง และเล่าไปเรื่อยๆ ตามประสาหนัง based on a true story ทั่วไป เอาตรงๆ มันก็เป็นหนังที่ไม่มีเรื่องราวอะไรเลยน่ะแหละ แต่เสน่ห์และการแสดงระดับมาสเตอร์พีซของสองพระนาง Eddie Redmayne กับ Alicia Vikander นั้นผลึกกำลังกันแข็งแกร่งมาก ช่วยกันแบกและนำพาหนังที่ไม่มีอะไรเลยให้เป็นหนังที่คนดูอย่างเราไม่อยากจะละสายตาตั้งแต่ต้นจนจบ

สองพระนาง Eddie Redmayne กับ Alicia Vikander ถ่ายทอดเรื่องราวและอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครนั้นๆ ได้ดีมากกกกกกก (ไม่รู้จะอธิบายเป็นตัวอักษรยังไง ต้องไปชมเองจริงๆ)

อย่างน้อยก็ทำให้เราเข้าใจความรู้สึกของเพศที่สามที่สังคมมองว่าเขาแปลกแยกหรือมีปัญหาทางจิต เข้าใจความรู้สึกของคนที่พยายามจะเป็นตัวเขาเองดั่งที่ใจปรารถนา เข้าใจกระทั่งความรู้สึกของคนรักที่ต้องต่อสู้และยอมรับความจริงให้ได้ว่า “คนรักของตนไม่เหมือนเดิม” (คือ เราเจ็บแทนนางเอกอะ บางจุดก็รู้สึกว่าพระเอกเห็นแก่ตัวว่ะ ใจร้าย ไม่คิดถึงจิตใจเมีย ฮืออออ อิน)

 

danishgirlq

 

เรายังไม่ได้ดู Leonardo DiCaprio ใน The Revenant นะ แต่เท่าที่ได้ดู Eddie Redmayne ใน The Danish Girl เรื่องนี้ เราก็สะพรึงและพร้อมจะเขวี้ยงออสการ์ให้เขาแล้วนะ คือแค่นี้ก็คู่ควรกับการได้ออสการ์ “นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม” แล้วอะ ดูแล้วอินตาม เสียน้ำตาให้เขาไปหลายหยด ออกจากโรงมาแล้วก็ยังรู้สึกว่าตัวเองยังถูกตรึงให้อยู่ในหนังนั้นอยู่

การแสดงของ Eddie Redmayne เขาไม่ได้ออกมาจากแค่น้ำเสียงหรือแววตาเท่านั้น แต่คือไปทั้งตัวเลย ทั้งแขนทั้งขา มันใช่อะ มันเหมือนเขากำลังเป็นตัวละครนั้นอยู่จริงๆ จริตจะก้านของเขาเป๊ะ อินเนอร์มาเต็ม ไร้ที่ติ นี่ก็คิดนะว่าบทนี้มันไม่ง่ายนะ และเหมือนจะต้องเป็น Eddie Redmayne เท่านั้นที่จะเล่นบทนี้แบบนี้ได้ บทนี้คือ Leonardo ก็ทำไม่ได้ Michael Fassbender เหรอ… อย่าหวังเลย #TeamEddie

แต่ถ้าพูดจริงๆ มองอีกแง่ การแสดงของ Eddie Redmayne มันก็ไม่มีอะไรเซอร์ไพรส์มากจากเดิมนักหรอก ถ้าดู The Theory of Everything แล้ว จะรู้ดีอยู่แล้วว่าพระเอกคนนี้ไม่ธรรมดา ปีนี้ก็แค่เปลี่ยนจากบทคนพิการมาเป็น LGBT ก็แค่นั้นแหละ ความดราม่าก็ประมาณเดิม เกี่ยวข้องกับครอบครัวหรือความรัก ซึ่ง Eddie Redmayne คนนี้โชคดีเสมอ ไม่ว่าจะเป็น Stephen Hawking หรือ Lili Elbe เขาก็มีผู้หญิงที่แสนดีและสตรองอยู่เคียงข้างเขา

>>> อ่านเปรียบเทียบ Eddie Redmayne กับ Leonardo DiCaprio ได้ในรีวิว The Revenant <<<

 

 

ใน The Danish Girl นี้ นักแสดงดาวรุ่ง Alicia Vikander รับหน้าที่สวมบทบาทเป็นภรรยาของเขา ซึ่ง Alicia Vikander ก็เล่นได้ดีมากอีกเช่นกัน ดูแล้วก็สงสารนางเอกไม่แพ้สงสารพระเอก (เออ แต่จะว่าไป ดูไปดูมา ก็แอบสับสนนะว่าคนไหนพระเอก คนไหนนางเอก คนไหนสามี คนไหนภรรยา)

และจริงๆ แล้ว บทบาท Gerda Wegener นี่คือโดดเด่นมากนะ น้ำหนักความสำคัญน่าจะพอๆ กับพระเอกเลย ก็ทั้งเรื่องเหมือนแบกกันอยู่สองคนคนละครึ่งอะ แต่ไม่รู้ทำไม Alicia Vikander ได้เข้าชิงออสการ์แค่สาขา “นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม” แทนที่จะเป็น “นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม” นี่ก็ไม่เข้าใจ

เราว่า Gerda Wegener เองก็ต้องไฟต์หนักเหมือนกันนะ เธอรักการวาดรูป ฝันอยากเป็นจิตรกรใหญ่ แต่อยู่ในยุคสมัยที่ความสามารถของผู้หญิงยังไม่เป็นที่ยอมรับทัดเทียมผู้ชาย แถมพอเธอมาทำให้สามีมาค้นพบตัวเอง สามีก็ไม่วาดรูปละ สามีหันไปสนใจทำงานบ้านงานเรือน ทำอาหารอบขนม และแต่งสวยไปวันๆ แถมยังติดคู่เดทอีกต่างหาก เธอเลยต้องเป็นเสาหลัก ทำงานงกๆ หาเงินเข้าบ้านคนเดียว โคตรจะแมน

นอกจากนี้ เราจะเห็นว่าภาพวาดของ Gerda Wegener ส่วนใหญ่เป็นภาพ portriat ของผู้หญิงกึ่งเปลือย ซึ่งสมัยนั้นคนที่จะวาดภาพผู้หญิงมักจะมีแต่ผู้ชายอยู่แล้วด้วย จึงมีข้อสันนิษฐานอีกด้วยว่าตัว Gerda เอง จริงๆ ก็เป็นเลสเบี้ยน และอยู่กินกับ Lili แบบเพื่อนสาวคู่เบี้ยน (แต่ในหนังไม่ค่อยเน้นมุมของนางเอกเท่าไหร่ เน้นให้ Eddie ปล่อยของรัวๆ)

 

 

นอกเหนือจากการแสดง สิ่งหนึ่งที่ต้องชมคือหนังภาพสวย เข้าคอนเซ็ปต์ที่พระนางเป็นจิตรกรแห่งยุค 1920s กล่าวคือ ชอบองค์ประกอบศิลป์ จัดวางองค์ประกอบดี เหมือนอยู่ในภาพวาด มีคุมโทนด้วยนะ เน้นสีฟ้ากับสีเหลืองเป็นหลัก การถ่ายภาพก็ค่อนข้างสมมาตร-กึ่งสมมาตร (แอบนึกถึง Wes Anderson) และเสื้อผ้าหน้าผมก็เป๊ะปังอลังเว่อร์อีกต่างหาก

โดยสรุป The Danish Girl เป็นหนังที่บทไม่มีอะไร ค่อนข้างน่าเบื่อเลยก็ว่าได้ แต่คนดูสามารถทำตัวเองให้ไม่เบื่อได้ โดยการเข้าไปเสพภาพศิลป์สวยๆ และโฟกัสการแสดงสุดเทพของสองพระนาง ซึ่งทรงพลังอย่างหาใครเทียมมิได้ (ขออวยการแสดงหนักหน่อย ชอบมากจริงๆ เด่นมากจริงๆ ขอเชียร์แรง)

ที่สำคัญพวกเขาทำให้เราเข้าใจหัวอก LGBTs มากขึ้นในมุมมองที่เราอาจจะไม่เคยมองมาก่อน และอยากจะสู้เพื่อจะ “เป็นตัวเองจริงๆ” อย่างน้อยก็สักครั้งหนึ่งในชีวิต!

 

 

ท้าไปพิสูจน์การแสดงระดับออสการ์กันได้ในโรงภาพยนตร์ หนังเข้าฉายรอบ Sneak Preview (หลัง 20:00 น.) วันที่ 28 ม.ค. – 3 ก.พ. และฉายจริง 4 ก.พ. 2016 เป็นต้นไป

คะแนนตามความชอบส่วนตัว 8/10 #ร้องไห้หนักมาก

ป.ล. เนื่องจากได้ดูและอัพบล็อกเรื่องนี้ตอนที่เรางานยุ่งๆ อาจจะเขียนได้ไม่เข้มข้นและลงลึกเท่าที่ควร จึงต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ แต่อย่างไรก็ดี สามารถไป READ MORE  หรืออ่านเพิ่มเติมในบล็อกรีวิวเรื่อง Carol ได้ เป็นหนังรางวัลเกี่ยวกับ LGBT เหมือนกัน แต่เราเขียน Carol ล้ำลึกกว่าเรื่องนี้ เพราะตอนเขียนค่อนข้างว่างกว่า #ฝากด้วยนะคะ ^^

 

ขอบคุณเมเจอร์และพารากอนซินีเพล็กซ์ค่า