เนื่องจากวันที่ 9 เดือน 9 ปี 2014 นี้ จะมีการเปิดตัว iPhone 6 และ iWatch ของ Apple
เราจึงขอนำเพื่อนๆ ไประลึกถึงภาพยนตร์เรื่อง JOBS ที่เข้าฉายเมื่อปีที่แล้วกันสักหน่อย

ก่อนหนังเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ Jobs เป็นหนังที่หลายคนค่อนข้างคาดหวัง เพราะหวังว่าหนังที่ถ่ายทอดชีวิต Steve Jobs ผู้เป็นศาสดาคนหนึ่งของพวกเขาบนแผ่นฟิล์มเนี่ย จะต้องยิ่งใหญ่สมเกียรติอดีต CEO แห่ง Apple และยิ่งด้วยชื่อของดารานำอย่าง Ashton Kutcher ก็ยิ่งทำให้คนดูคาดหวังว่าเนื้อหนังจะต้องฟู่ฟ่าสไตล์ Hollywood อย่างแน่นอน

แต่ผลออกมาก็คือ JOBS ค่อนข้างเป็นหนัง Indy เหมือนทำเพื่อสนอง Needs ของเหล่าสาวก Jobs ซะมากกว่า (ไม่ใช่หนังตลาด ไม่ใช่หนังแมส) รวมๆ คือการดำเนินเรื่องค่อนไปทางสารคดีกึ่งชีวประวัติ ไม่ได้ผาดโผนตีลังกา เดินเรื่องฉับๆ หรือตัดต่อขั้นเทพอะไร (แต่ถ้าใครยังอยากดูแบบฟอร์มยักษ์อลังการ หรือหนัง Jobs เวอร์ชั่นเอาใจกระแสหลัก รอของค่าย Sony ก็ได้ค่ะ ได้ข่าวว่าเชากำลังถ่ายทำอยู่)

สำหรับ Jobs (2013) อาจจะด้อยตรงที่บทไม่ค่อยแน่น จุดพีคไม่มี ทำไม่ค่อยจะสุด และแก่นของเรื่องไม่ดึงดูดพอ แล้วเห็นมีผู้รู้บอกอีกว่า บทหนังบิดพลิ้วจากเรื่องจริงเล็กน้อย ซึ่งตรงประเด็นนี้เราขอไม่พูดถึงละกัน เพราะเราเองก็ไม่ได้รู้จัก Stece Jobs เป็นการส่วนตัว

การเดินเรื่อง ออเดอร์ตามไทม์ไลน์ชีวิต (มีฉากเปิดที่เริ่มตอน Jobs วัย 40 กว่าๆ แล้วย้อนกลับมาวัยเรียน) เล่าก็เดี๋ยวเร็วเดี๋ยวช้า หนังไม่ค่อยลงลึกหรือปูพื้นให้ผู้ชมเข้าใจความสัมพันธ์ของตัวละคร และให้รู้จัก Apple จริงๆ มากนัก พูดง่ายๆ คือหนังถ่ายทอดเพียงผิวเผิน ดังนั้นหนังน่าจะเหมาะกับคนที่เคยอ่านหนังสือ หรือพอจะรู้ชีวประวัติของ Jobs มาบ้าง

ถึงแม้ฉากเปิดจะไม่ได้ดึงดูด ฉากจบก็ไม่ได้น่าประทับใจ ฉากอื่นๆ ก็ไม่ได้มีฉากไหนน่าจดจำเท่าไหร่ แต่โดยรวม เราว่าภาพสวยดีค่ะ สวยจริง โทนค่อนข้างเรียบง่าย เอาจริงๆ ก็เข้ากับสไตล์ของ Jobs เขาค่ะ คือชอบความเรียบง่าย (Simplicity)

ดูจากการเก็บรายละเอียดของซีนแต่ละซีน เรามองเห็นความใส่ใจและความตั้งใจของผู้สร้างหนังที่น่าชื่นชมอยู่หลายจุด เช่น ซีนอารมณ์ของตัวละคร (Ashton เล่นดีทีเดียว ให้ความรู้สึกเป็น Jobs มากๆ ทั้งภายนอกและอินเนอร์) การพยายามเล่าเรื่องด้วยภาพ เช่น ฉากที่ Jobs กับ Mike เดินสวนกัน บนตึกคนละชั้น ตอนพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน
การเหน็บหรือตลกร้ายลึกในไดอะล็อกก็ถึงพริกถึงขิงดี เช่น ตอนโทรด่า Bill Gates สาวก Microsoft ดูแล้วก็คงสันหลังวูบเบาๆ หรือการพยายามใส่ Quote เด็ดๆ ของแต่ละตัวละคร (ที่พูดในชีวิตจริง) เอามาเน้นในหนังด้วย (โดยส่วนตัว ชอบประโยคว่า “This company will NOT make shit anymore.”) จะเห็นได้ว่า หลายอย่าง หนังไม่ได้บอกคนดูตรงๆ แต่จะบอกผ่านภาพ หรือผ่านคำพูด (ที่ต้องตีความเอง) ซึ่งเรามองว่ามันคือศิลปะอย่างหนึ่งนะ เราให้ผ่าน

book-steve-jobs-by-walter-isaacson2

 

ที่ตามหนังพอทัน อาจเพราะเราเคยอ่านหนังสือ Steve Jobs ของ Walter Isaacson มาก่อน แต่เอาจริงๆ ก็อ่านก่อนหน้าจะได้ดูหนังตั้ง 2 ปี จำเรื่องได้แค่พอคร่าวๆ เพราะนานแล้ว บวกกับ (ขอสารภาพว่า) บางจุดอ่านไม่รู้เรื่อง โดยเฉพาะพาร์ทที่เล่าเกี่ยวกับ computer & technology เพราะโดยส่วนตัว เราไม่ค่อยสันทัดแนว computer หรือ technology อยู่แล้ว ศัพท์บางคำจึงไม่ค่อยเก๊ต เรื่องบางเรื่องก็เข้าไม่ถึง ส่วนเรื่องอื่นๆ ในหนังสือ เช่น ลักษณะนิสัย ชีวิต ความสัมพันธ์ แนวคิด ปรัชญา ฯลฯ ก็พอเข้าใจบ้าง และก็ชอบซะด้วย มัน inspiring ดี

พอดูหนัง เราเลยรู้สึกดีกับหนังในระดับนึง เพราะหนังทำให้เราเข้าใจในส่วนที่เราไม่เข้าใจจากตอนที่เราอ่านหนังสือได้มากขึ้น สรุปคือ เรากำลังจะบอกว่า หนังมันถ่ายทอดให้เข้าใจง่ายดี แม้จะเล่าเพียงผิวเผินก็ตาม

บางคนวิจารณ์ว่า หนังถ่ายทอดมุมเลวๆ ของ Jobs เยอะจัง แต่เราคิดว่าไม่เยอะเลย ถ้าเทียบกับที่หนังสือบรรยาย (หรือเทียบกับเรื่องจริง!) เราว่าเป็นเรื่องดีที่สื่อพยายามถ่ายทอดทั้งด้านขาวและด้านดำของ Jobs อย่างน้อยก็ทำให้คนธรรมดาอย่างเราๆ เห็นว่า Jobs ผู้ยิ่งใหญ่ ปราดเปรื่อง และประสบความสำเร็จระดับโลก เขาก็เป็นคนเหมือนเรานะ ไม่ใช่เทพเจ้าที่จับต้องมิได้

เราเองก็ไม่รู้สึกว่าข้อเสียของ Jobs คือเรื่องเลวร้ายอะไร ทุกคนมีข้อดีข้อเสียของตัวเองทั้งนั้น แล้วข้อเสียของ Jobs ถือเป็นข้อเสียที่ cool อย่างหนึ่งในความรู้สึกของเรา มันไม่ใช่แค่ข้อเสีย แต่มันเป็นคุณสมบัติของคนที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างหนึ่ง ถ้าได้เปิดใจจะเข้าใจเลยว่าทำไม Jobs ถึง different จากเราๆ และพา Apple ผงาดมาได้ถึงขนาดนี้

ขอยกตัวอย่าง ฉากที่ Jobs ทะเลาะกับแฟนสาวและขอไม่ยอมรับผิดชอบที่แฟนตั้งครรภ์ ถามว่าเลวมั้ย มันก็อาจจะเลว แต่ถ้าลองเอาตัวเองไปยืนในจุดของ Jobs แทน เราก็เข้าใจ Jobs นะ มันเป็นเรื่องยากที่จะต้องเลือก คือตอนนั้น startup ของเขากำลังไปได้สวย แต่ก็ไม่ได้พร้อมพอที่จะดูแลรับผิดชอบพันธะอื่นๆ ได้ในตอนนั้น แล้วเรื่องการมีครอบครัว มันยังไม่ได้อยู่ใน Plan ของเขาในช่วงชีวิตนั้น (อย่างที่เขาพูดว่า “not right now.”) แต่พอถึงจุดจุดหนึ่งที่เขาพร้อม (และเหงาด้วยแหละ) เขาก็กลับไปรับผิดชอบภรรยาและลูก

ashton-kutcher-releases-steve-jobs-comparison-image-127279-470-75
เปรียบเทียบความเหมือนกันชัดๆ ระหว่าง Jobs กับ Kutcher

ที่อยากชื่นชมคือในส่วน Casting นักแสดงแต่ละคน มีหน้าตาและบุคลิกที่คล้ายกับตัวจริงมากๆ โดยเฉพาะนักแสดงนำที่มารับบท Jobs อย่าง Ashton คือเหมือนมาก และ acting ก็เล่นซะเหมือนเป็น Jobs จริงๆ ทั้งภายนอกและภายใน (เห็นคนในกองฯ เขาว่ากันว่า พระเอกของเราทำการบ้านอย่างดี ลงทุนกินแต่ผักผลไม้ แบบที่ Jobs ทำ จนถึงขั้นต้องถูกหามส่งรพ.) นอกจากนี้ เห็นเขาว่าหนังถ่ายทำในโรงรถบ้านของ Jobs ซึ่งเป็นต้นกำเนิดบริษัท apple จริงๆ ซะด้วย สาวกน่าจะชอบ…

โดยสรุป เราว่า JOBS (2013) เป็นหนังกึ่งอัตชีวประวัติของ Jobs ที่โอเค ไม่ได้ดีมากมาย แต่ก็อินดี้ๆ และไม่รู้สึกเสียดายตังค์

คนที่จะไม่ชอบหนังเรื่องนี้ ก็น่าจะเป็น…
1.คาดหวัง หรือเอาไปเปรียบเทียบกับ The Social Network (2010)
2.เป็นคนชอบหนังแมส เป็นคอหนังแนวตลาด
3.ตามกระแส เห็นคนว่าไม่ดี ก็เลยเออออว่าไม่ดีตามไปด้วย ไม่งั้นแปลกแยก >> อีกลุ่มหลังนี่มีเยอะเลย แหม ไม่ think different ซะเลยเนอะ

ส่วนคนที่น่าจะชอบหนังเรื่องนี้ ก็น่าจะเป็น…
1.สาวก Jobs หรือสาวก Apple
2.คนที่ต้องการ inspiration ในการทำ startup

สุดท้ายยังไง หนังแต่ละเรื่องก็มีจุดประสงค์ของมัน มีกลุ่มเป้าหมายของมัน และเราเชื่อว่าคนทำหนังทุกคนทุกเรื่อง เขาต้อง “ใส่ใจ” กับหนังของเขาอยู่แล้ว

Comments

comments