Register
A password will be e-mailed to you.

***ต้องขออภัยผู้อ่านทุกท่าน ตอนนี้รูปหายจาก database ค่ะ จะรีบขุดรูปกลับมาใส่บล็อกไว้ตามเดิมอีกทีนะคะ***

ฮ่องกงเป็นหนึ่งใน destinations ที่ตอนแรกเราไม่เคยอยากจะเดินทางไปเที่ยวมาก่อนเลย แต่พอได้ตั๋วเครื่องบิน Cathay Pacific บินไปกลับ กรุงเทพ-ฮ่องกง ฟรี ๆ สองใบจากบัตรเครดิต ธ.กรุงเทพ (ตอนนั้นที่ห้าง Emquartier จัดโปรฯ ร่วมกับบัตรเครดิต ช้อปปิ้งครบ 70,000 บาท ได้ตั๋วฟรีทันที 1 ใบ แบบไม่ต้องลุ้น) ก็ตัดสินใจจัดคิว จัดทริป และจัดกระเป๋าไปเที่ยวทันที 3 วัน 2 คืน

DAY 0 – ก่อนวันเดินทาง

  • วางแผนจัดทริปล่วงหน้า ทั้งเรื่องจองไฟล์ทเครื่องบิน จองที่พักผ่าน Traveloka (ส่วนใหญ่คนไทยชอบพักแถวย่าน Tsim Sha Tsui, Jordan, หรือ Mong Kok เพราะสะดวกและของกินเยอะ) รวมถึงจัดวางตารางการเดินทาง การไปสถานที่ท่องเที่ยวและร้านอาหารที่อยากจะไปในแต่ละวัน
  • เราได้ตั๋วเครื่องบินฟรี แต่เท่าที่เราเช็คจากหน้าเว็บไซต์ของ Cathay Pacific ราคาตั๋ว Economy บินไปกลับ กรุงเทพฯ – ฮ่องกง เริ่มต้นประมาณ 5,500 บาท/ที่นั่ง (ไม่รวมภาษี) เช็คอินออนไลน์และเลือกที่นั่งเองล่วงหน้าได้ตั้งแต่ 48 ช.ม. – 90 นาทีก่อนเทคออฟ บนเครื่องมีอาหารให้ 1 มื้อ (แต่โดยส่วนตัวเราว่าไม่ค่อยอร่อย ยกเว้นขนมหวาน)
  • ตั๋วโดยสารภายในประเทศบางอย่างและสถานที่ท่องเที่ยวบางแห่ง สามารถซื้อล่วงหน้าที่ไทยได้เลย จะได้ราคาที่ถูกกว่าไปซื้อที่หน้างานและไม่ต้องเสียเวลาไปต่อคิวซื้อทีหลังด้วย โดยเราซื้อกับ hongkongfanclub.com สาขาเกตเวย์ เอกมัย ชั้น B (ติด BTS สถานีเอกมัย)
    ซึ่งเปิดให้บริการทุกวัน เวลา 11:00 – 20:00 น. (แนะนำว่าให้รีบไปซื้อก่อนวันเดินทางล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วันทำการ เพราะมิฉะนั้น บางอย่าง เช่น ตั๋วรถไฟ จะซื้อล่วงหน้ากับที่นี่ไม่ได้ ต้องยอมไปซื้อที่ฮ่องกง เราโดนมาแล้ว)
  • เราแลกเงินไทย (THB) เป็นเงินฮ่องกง (HKD) กับ Super Rich สาขาสยามพารากอนชั้น 3 ฝั่ง North Zone เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 11:00 – 20:00 น. เวลาแลกเงินก็นำเอาพาสปอร์ตติดตัวไปด้วยก็ดี หรือถ้าใครไม่ได้บินไฟล์ทเช้ามืดมาก ก็ไปแลกที่สนามบินสุวรรณภูมิชั้น B ทีเดียวเลยก็ได้ สาขานั้นเปิดตั้งแต่ 6:30 น.
  • ณ วันที่เราไปแลก เรตค่าเงินอยู่ที่ประมาณ 4.24 บาท / 1 ดอลลาร์ฮ่องกง เราแลกเงินติดตัวไปคนละ 5,000 บาท (ไปกันสองคน รวม 10,000 บาท หรือประมาณ 2,360 HKD)
  • ทริปนี้เราเช่า Pocket Wifi ของ Smile Wifi จองและชำระเงินออนไลน์ล่วงหน้า แล้ววันที่จะบิน ก็แวะไปรับของที่เคาน์เตอร์ ชั้น B สนามบินสุวรรณภูมิ เคาน์เตอร์เปิดทุกวัน 24 ช.ม. เราเลือกแพ็กเกจ HK Unlimited ราคา 270 บาท/วัน (ไป 3 วัน ก็ 810 บาท) เครื่องนึงก็ใช้ได้หลายคน เพราะแชร์ได้ทีเดียวถึง 10 devices และเขามีแถม Universal Charger ให้ยืมด้วย

 

 

DAY 1 – 11/09/2017
Tsim Sha Shui & Jordan

  • เราบินไฟล์ทเช้า 6.40 น. จึงต้องออกเดินทางไปสุวรรณภูมิแต่เช้ามืด เพราะเราควรถึงสนามบินล่วงหน้าสัก 2 ช.ม. ก่อนเทคออฟ (ขึ้นทางด่วนพระรามเก้า 25 บาท)
  • เราจอดรถไว้ที่อาคารจอดรถ 2 ซึ่งเชื่อมติดกับอาคารผู้โดยสารขาออกพอดี ค่าจอดรถค้างคืนวันละ 250 บาท (จ่ายขาออกวันกลับ รวม 750 บาท) จริง ๆ เหมือนมีอาคารที่ค่าจอดถูกกว่า แต่เดินไกล
  • ใช้เวลาบินประมาณ 2 ช.ม. 45 นาที ถึงสนามบินฮ่องกงเวลา 10.25 น. (เวลาที่ฮ่องกงเร็วกว่าไทย 1 ช.ม.)
  • ต.ม. ที่นี่ไม่เคร่งไม่เขี้ยวเท่าที่สิงคโปร์ เราโดนถามแค่ประมาณว่า มากี่วัน และมาคนเดียวหรอ (ตอนไปสิงคโปร์นี่มันถามด้วยว่าเราเอาเงินติดตัวมาเท่าไหร่ ประหนึ่งมันสมมติฐานไปแล้วว่าอีนี่จะมาขายตัวแน่ ๆ)

 

 

  • พอถึงฮ่องกงปุ๊บ ก็ซื้อตั๋ว Airport Express (AE) เพื่อนั่งจากสนามบินไปเข้าตัวเมือง Hong Kong (มันจอดแค่ 3 สถานี คือ Tsing Yi, Kowloon, และ Hong Kong เราลงปลายทางเลยคือ สถานี Hong Kong ระยะทางประมาณ 30 ก.ม. แต่ใช้เวลาประมาณ 24 นาทีเท่านั้น) ราคาตั๋ว AE แบบ Single Journey อยู่ที่ 170 HKD / 2 ใบ (หรือตกคนละ 85 HKD ต่อเที่ยว) รถด่วน AE ที่นี่มาทุก ๆ 10 นาที ไม่ต้องรีบ
  • การเดินทางภายในฮ่องกง ไม่ว่าจะรถไฟฟ้าหรือรถบัส เขาใช้บัตร Octopus ใบเดียวเที่ยวได้ทั่วเกาะ ซึ่งบัตรนี้เราซื้อได้ที่เคาน์เตอร์ AE หรือ Customer Service ของรถไฟฟ้า MTR แต่ละสถานี ราคาซื้อครั้งแรก 150 HKD (ใช้ได้จริง 100 HKD อีก 50 HKD เป็นเงินมัดจำ จะได้คืนวันที่คืนบัตร) เวลาจะเติมเงินครั้งต่อไปก็เติมขั้นต่ำครั้งละ 50 HKD
  • การเดินทางด้วยรถไฟฟ้าในฮ่องกงนั้นไม่ยาก โหลดแอพฯ HK Metro ติดโทรศัพท์ไว้ได้เลย ด้วยแอพฯ นี้ เราจะสามารถดูแผนที่การเดินรถทุกสายทุกสถานีได้ พร้อมมีบอกราคาและคำนวณระยะเวลาการเดินทางให้เรียบร้อยด้วย ใช้ได้ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ มันเริ่ดมาก
  • หลังจากนั่ง AE มาถึงสถานี Hong Kong ก็ต่อ MTR สายสีแดงจากสถานี Central (มันอยู่เชื่อม ๆ ที่เดียวกับสถานี AE เลย อารมณ์เหมือน MRT สุขุมวิท กับ BTS อโศก ประมาณนั้น) มาลงสถานี Tsim Sha Tsui เพราะเราจองที่พักไว้ย่านนั้น

 

http://www.mtr.com.hk/en/customer/services/system_map.html

 

  • เรามาถึง สถานี Tsim Sha Tsui ก่อนเวลาที่โรงแรมเขาให้เช็คอินค่อนข้างเยอะ (ปกติเขาให้เข้าเช็คอินได้ตั้งแต่ 14.00 น.) เลยแวะกินโจ๊ก Hung Lee ร้านดังก่อน เขาว่ากันว่าเป็นโจ๊กที่อร่อยที่สุดในย่านนี้ ต้องลอง
  • การเดินทางมากินโจ๊ก Hung Lee ก็คือ ออกจาก สถานี Tsim Sha Tsui ทางออก B2 เดินตรงมาตาม Cameron Rd และเลี้ยวซ้ายที่ Carnarvon Rd และเลี้ยวขวาอีกทีเข้าซอย Hau Fook Street (ทุกหัวมุมถนน มีป้ายบอกชื่อถนน ชื่อตรอกซอกซอย ชัดเจนตลอด หาไม่ยาก เดินเท้าง่าย)
  • โจ๊ก Hung Lee เนื้อโจ๊กอร่อยอย่างกับอาหารทิพย์ เนื้อหมูก็ปั้นเป็นลูกชิ้นลูกใหญ่มาก และเหมือนเนื้อหมูจะมีเนื้อปูแท้ผสมด้วย สนนราคาชามละ 37 HKD และปาท่องโก๋ตัวละ 12 HKD อ่อ.. พนักงานพูดไทยได้นิดหน่อย

 

 

  • เราพักที่ Acesite Knutsford Hotel ตั้งอยู่บน No. 8 Observatory Court, Tsim Sha Tsui ตอนแรกก็หาได้ไม่ง่ายและไม่ได้ใกล้ MTR มากมายอะไร (ค่อนข้างอยู่ตรงกลางระหว่างสถานี Jordan และ Tsim Sha Tsui ก็เดินประมาณ 5 นาทีจากสถานีใดสถานีหนึ่ง) แต่พอรู้แล้วว่าอยู่ตรงไหน มันก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันไปยากอะไร ยกเว้นตอนที่ต้องเดินขึ้นเนินถนนอันแสนชัน (เนื่องจากฮ่องกงมันเป็นเกาะ เป็นภูเขามาก่อน ถนนมันก็เลยค่อนข้างมีจุดชันเยอะ บางจุดนี่ชันจนเกือบตั้งฉากแบบในหนัง Inception อยู่ละ)
  • ย่านนี้มีแต่รถแพง ๆ หรู ๆ ไม่ว่าจะเบนซ์, ออดี้, มินิ ฯลฯ (รถแรง ๆ เหมาะแก่การเร่งขึ้นเนินนัก) รถญี่ปุ่นรุ่นบ้าน ๆ อย่างบ้านเรามีน้อยมาก ๆ ๆ ๆ ส่วนมอเตอร์ไซค์นี่ยิ่งแทบไม่เห็นเลย ถ้ามีก็เป็นพวกบิ๊กไบค์ไปเลย แต่ปั๊มน้ำมันนี่อยู่ตรงไหนของเมืองก็ไม่รู้ ยังไม่เจอเหมือนกัน

 

 

  • ค่าที่พักที่ Acesite Knutsford Hotel คืนละ 1,200 บาท รวมสองคืนก็ 2,400 บาท (ตรงนี้ขอคิดเป็นเงินไทย เพราะจองและตัดบัตรเครดิตมาตั้งแต่ที่ไทย) มัดจำตอนเช็คอิน 500 HKD ซึ่งจะได้คืนตอนเช็คเอ้าท์ (แทบทุกโรงแรมที่ฮ่องกงจะต้องมัดจำ ซึ่งก็ดีนะ เหมือนเราเอาเงินฝากเขาเอาไว้ กันไว้มีใช้ฉุกเฉินในวันสุดท้าย เผื่อกรณีเงินหายหรือเผลอช้อปปิ้งหมดตูดเสียก่อน)
  • คุณภาพของที่พักก็ตามมาตรฐานโรงแรม 3 ดาวทั่วไป เราไม่ซีเรียสมากอะไร ขอแค่มีไวไฟฟรีในห้อง มีไดร์เป่าผม เครื่องปรับอากาศ เครื่องทำน้ำอุ่น อุปกรณ์อาบน้ำ และผ้าขนหนู เท่านี้ก็พอใจแล้ว

 

 

  • เมื่อเก็บสัมภาระและนั่งพักจนหายเหนื่อยแล้ว ก็ไปเดินเล่นเบา ๆ และถ่ายรูปเล่นที่ Kowloon Park สวนสาธารณะของที่นี่กว้างมาก และดูสร้างมาเพื่อประชาชนใน community ได้มาพักผ่อนหรือมี activities อย่างแท้จริง มีที่ออกกำลังกาย สนามเด็กเล่น สระว่ายน้ำ ลานกิจกรรม แหล่งศึกษาเที่ยวชมธรรมชาติ สวนนกสวย ๆ ในกรงใหญ่โตให้ชมฟรีด้วย แล้วถ้าเดินใน Kowloon Park แล้วร้อน ก็ข้ามกลับมาตากแอร์ที่ห้างฯ The One ได้

 

 

  • ที่ฮ่องกง มีห้างฯ หลายแห่ง เท่าที่ไปมา เราก็โผล่จาก MTR มาเจอห้างฯ ทุกสถานีเลย แต่ที่เราชอบคือ พวกแบรนด์หรู ๆ ใหญ่ ๆ เช่น Chanel, LV, Gucci เขามีช็อปใหญ่ริมถนนเลย เดินถนนไปมาก็เห็นดิสเพลย์ของร้านยิ่งใหญ่ตลอดแนว ดูแกรนด์ แต่ในขณะเดียวกันก็ดูเข้าถึงง่าย (ก็คงเข้าถึงไม่ยากจริง ๆ แหละนะ  เราเห็นคนเดินดินเดินถนนที่นี่หิ้วกระเป๋าแบรนด์เนมสวย ๆ เยอะมาก)
  • เท่าที่เดินมา เหมือนไม่เห็นบ้านเดี่ยวเลย จะเห็นก็แต่พวกตึกแถวที่เป็นร้านค้าต่าง ๆ และพวกตึกสูง ๆ อารมณ์อพาร์ตเมนต์หรือคอนโดฯ ที่แออัดยัดเยียดกันไปเลย แต่ที่พักอาศัยของพวกเขาก็น่าอยู่ดีเพราะใกล้รถไฟฟ้าและมี facilities โดยรอบ ไม่ว่าจะร้านอาหาร ห้างฯ สวนสาธารณะ สนามกีฬา ฯลฯ

 

 

  • การเดินเท้าก็เดินง่ายและค่อนข้างปลอดภัย มีทางม้าลายให้ข้ามตลอด และทุก ๆ ทางม้าลายจะมีสัญญาณไฟจราจร ทั้งสำหรับของคนเดินเท้าและรถยนต์ คนขับรถที่นี่ก็มีวินัย ไฟแดงคือหยุดให้คนข้าม และไม่มีใครจอดทับเส้นทางม้าลาย
  • เราเดินจาก Kowloon Park ไป 1881 Heritage ซึ่งที่นี่เป็นห้างฯ และโรงแรมที่สวยที่สุดในฮ่องกง เป็นสถาปัตยกรรมสไตล์อังกฤษเก่าแก่กว่า 120 ปี ภายในมีช็อปนาฬิกาแพง ๆ เยอะ เราอาจเข้าไปแล้วซื้ออะไรไม่ได้ แต่ทุกคนสามารถเข้าไปถ่ายรูปในบริเวณได้ โดยส่วนตัวเราไปทั้งกลางวันและกลางคืน เพราะกลางคืนเขาจะเปิดไฟ สวยคนละแบบกับตอนกลางวัน แล้วห้างฯ 1881 Heritage นี้ก็ใกล้ ๆ กับอ่าววิกตอเรียอยู่แล้ว ยังไงก็ต้องเดินผ่านทั้งขาไปและขากลับ Victoria Harbour อยู่แล้ว

 

 

  • ตลอดแนว Victoria Harbour ก็เป็นที่ที่เดินเล่นถ่ายรูปได้หมด ใครชอบถ่ายแนวสตรีท กดได้รัว ๆ ไม่มีเสาไฟฟ้าหรือสายไฟฟ้าระโยงระยางให้รำคาญใจ
  • แต่ตอนที่เราไป มิวเซียมต่าง ๆ และ Avenue of Stars กำลังปิดปรับปรุง มันเลยไม่เหลืออะไรให้เราเดินดูและถ่ายรูปมากนัก เราเลยเดินย้อนกลับไปกินข้าวเย็นก่อน

 

 

 

  • เรากินข้าวเย็นที่ร้าน The Sweet Dynasty (ร้านอยู่ใต้ตึก Hong Kong Pacific Center ถ. Hankow) อร่อยมากกกกก เราสั่งข้าวผัดที่เป็น signature ของที่ร้าน (จานนึงทานได้ 2 คน), เป็ดย่าง, ข้าวสวย, และขนมที่คล้าย ๆ เต้าฮวยสลัด แต่เป็นเหมือนพุดดิ้งมะม่วงกับไข่มุก รวมทั้งสิ้นมื้อนี้ค่าเสียหาย 300 HKD (คนละ 150 HKD)

 

 

  • เดินกลับมา Victoria Harbour เพื่อดูการแสดงแสงสีเสียง A Symphony of Lights ของตึกสูงระฟ้าทั้งหลายแหล่ริมอ่าว ซึ่งมีทุกวันเวลา 20.00 – 20.15 น. (โชว์ 15 นาที) แต่ควรรีบมาจองที่ก่อนเวลาเริ่มโชว์เพราะคนเยอะมหาศาลล้านแปด เยอะชนิดขี่คอกันดู
  • ในส่วนของการแสดง เราว่าเฉย ๆ ไม่มีอะไรเลย โดยรวมของสิงคโปร์สวยและมีอะไรกว่าเยอะ

 

 

  • เมื่อดู Symphony of Lights จบก็กลับที่พัก ไปพักผ่อน ล้างหน้าล้างตาสักหน่อย ก่อนจะออกมาเดินเล่นรอบดึกอีกสักรอบ เราเดินจากที่พักไป Temple Street Night Market แถว MTR Jordan (เปิด 16.00 – 24.00 น.) แต่ที่นั่นก็ไม่มีอะไรมาก มีแต่ของก๊อปแบรนด์หรือของอารมณ์ตลาดนัดคลองถม อย่างไรก็ดี ระหว่างทางก็ได้เดินดูวิถีชีวิต ตึกอาคารร้านรวง โดยเฉพาะริมถนนใหญ่อย่าง ถ. Nathan ก็มีร้านขายของให้แวะชมแทบตลอดทาง

 

 

  • การเที่ยวในฮ่องกง ถึงแม้รถไฟฟ้าจะทั่วถึง แต่ยังไงก็ต้องเดินเยอะอยู่ดี คนฮ่องกงเองเขาก็ชอบเดิน ดึกแค่ไหนก็ยังมีเพื่อนเดินถนนคึกคัก ๆ (แถมทุกอย่างดูรีบเร่งตลอดเวลาอีกด้วย) คนที่นี่ 90% ทั้ง local และ tourists จะสวมใส่รองเท้าผ้าใบ (แถมสวยและทันสมัยด้วยนะ ไม่ใช่ผ้าใบบ้าน ๆ) ดังนั้น ใครจะมาฮ่องกง เราก็แนะนำให้ใส่รองเท้าผ้าใบ การแต่งกายก็อย่าลุงหรือป้าจนเกินไป เพราะคนที่นี่ค่อนข้างแต่งตัวชิค ๆ มีสไตล์มั่นใจชัดเจน
  • เรามาช่วงเดือนกันยายน กลางวันแดดฮ่องกงร้อนแผดเผามาก แต่ก็ยังเดินถนนไหวอยู่ เพราะที่นี่เขาก็มีห้างร้านติดแอร์ ตึกสูง และต้นไม้เยอะ รถยนต์ก็ไม่หนาแน่นเท่ากรุงเทพฯ มลพิษหรือพวกควันฝุ่นก็เลยไม่เยอะ เราเดินที่นี่สามวัน สิวไม่ขึ้นเลย หน้าก็ไม่มัน ไม่สกปรก มีแต่เหงื่อทั่วไป
  • คนที่นี่พูดภาษาอังกฤษได้ค่อนข้างดี มีความกล้าพูด (ก็นะ นักท่องเที่ยวต่างชาติเยอะขนาดนี้ เขาก็ต้องพูดอังกฤษเก่ง ๆ เข้าไว้) แต่โดยรวมก็ไม่ได้เป๊ะเว่อร์อะไรนะ ถ้าเราพูดด้วยคำศัพท์ยาก ๆ หรือสำเนียงฝรั่งมาก ๆ เขาจะฟังไม่เข้าใจ เราก็ต้องเปลี่ยนเป็นคำที่ simpler ให้เขา เช่น เราใช้คำว่า branches เพื่อถามหา Adidas สาขาอื่น เขาไม่รู้ว่า branches แปลว่าอะไร เราก็เลยต้องใช้คำว่า other stores แทน แล้วเวลาเขาพูดก็พูดซื่อ ๆ แบบคนไทยพูดนะ เช่น ชั้นสองก็พูดว่า two floor อะไรประมาณนี้ แต่เขากล้าพูด มั่นใจ และสื่อสารรู้เรื่อง

 

 

DAY 2 – 12/09/2017
Kowloon East & Transformers Building & Central

  • เช้าวันที่สอง เหนื่อยและง่วงมาก เลยขอซัดมื้อเช้าเป็น Starbucks อันคุ้นเคย โชคดีที่ที่พักอยู่ใกล้ Starbucks และ 7-11 พอดี (ราคา Starbucks ก็พอ ๆ กับกินเบรคฟาสต์ตามร้านทั่วไปของที่นี่นะ)
  • เดินไปสถานีรถไฟฟ้า Tsim Sha Tsui ขึ้นรถไฟนั่งไปสถานี Wong Tai Sin สายสีเขียว เพื่อไปเยี่ยมชมวัด Wong Tai Sin ซึ่งเขาเชื่อกันว่าถ้ามากราบไหว้ขอพรที่นี่ จะหายจากโรคภัยไข้เจ็บ ตัววัดจะติด ๆ กับสถานี ทางออก B เลย แต่ว่าเวลาออกมาจากสถานี จะเจอห้างฯ ก่อน

 

 

  • ตอนแรกว่าจะเดินจากวัด Wong Tai Sin ไปที่สำนักนางชี Chi Lin และสวน Nan Lian เลย เพราะเห็นห่างกันแค่ 1 สถานี แต่เนื่องจากแดดร้อนหนักมาก เลยยอมขึ้นรถไฟฟ้า MTR
  • สำนักนางชี Chi Lin และสวน Nan Lian อยู่ใกล้ ๆ กับสถานี MTR Diamon Hill ทางออก C ออกจากสถานีมาแล้วจะเจอห้างฯ Plaza Hollywood ก่อน ให้เดินตามทางไปยังถนน Fung Tak ก็จะเจอสวนสาธารณะหนานเหลียง
  • พอชมสวนเสร็จก็ข้ามสะพานเชื่อมไปฝั่งสำนักนางชีฉีหลินได้เลย
  • วัดวาอารามต่าง ๆ ของที่นี่ไม่เคร่งอย่างวัดไทย สามารถใส่สายเดี่ยว เกาะอก หรือกางเกงขาสั้นเข้ามาเที่ยวได้เลย ไม่ต้องเช่าผ้าถุงหรือเปลี่ยนเสื้อ (แต่ยังไงก็ให้เกียรติสถานที่เขาหน่อยนึงเนาะ เอาที่พอดีพองาม)

 

 

  • แถวนี้ไม่ค่อยมีร้านข้างทางเด่น ๆ ดัง ๆ และอากาศก็ร้อนระอุมาก มื้อเที่ยงเราเลยขอทานในห้างฯ Plaza Hollywood (ที่ติดกับสถานี MTR นั่นแล) เราเลือกทานร้านอาหารสิงคโปร์ Toast Box เพราะเคยทานที่สิงคโปร์ อร่อยดี จ่ายไปประมาณ 120 HKD หรือประมาณคนละ 60 HKD อาหารเป็นเซตมาพร้อมเครื่องดื่มเย็น ๆ (แนะนำให้ลองชิมชามะนาว ชาแท้ ๆ เจ้า)

 

 

  • เมื่ออิ่มแล้วก็นั่งรถไฟไปสถานี Tai Koo ออกทางออก B แล้วไปทางซ้ายมือ เดินตรงโลด มุ่งไปยังตึก Yick Fat Building หรือตึก Transformers (ตึกนี้เป็นโลเกชั่นถ่ายทำหนังเรื่อง Transformers และหนังฮอลลีวู้ดอีกหลายเรื่อง)
  • มาที่นี่ก็ไม่มีอะไรมาก มาถ่ายรูปอย่างเดียว แต่ภาพที่ได้มันอลังการคุ้มค่าแก่การมาจริง ๆ นะ
  • ระหว่างทางจากสถานีรถไฟฟ้ากับตึก Yick Fat นี่ เราก็จะได้เห็นรถรางเก่าแก่ของฮ่องกงวิ่งไปมาเยอะแยะด้วย

 

 

  • จากนั้นก็นั่ง MTR ไปสถานี Central ซึ่งถือเป็นย่านศูนย์รวมแหล่งความเจริญและความเป็นที่สุดในหลาย ๆ ด้านของฮ่องกงเอาไว้ (ก็เช่นพวกตึกสำคัญ ๆ ต่าง ๆ เช่น ตึก HSBC ที่อยู่คนละฝั่งกับฝั่งอ่าววิกตอเรียที่เรายืนดู A Symphony of Lights เมื่อคืนนั่นแล)
  • เออ สังเกตว่าที่นี่จะไม่มีวัฒนธรรมเรื่องการลุกให้เด็กหรือผู้หญิงนั่ง (ยกเว้นเป็นคนแก่หรือหญิงตั้งครรภ์ที่จำเป็นจริง ๆ) ถ้ามีชาวต่างชาติลุกให้นั่ง เด็กกับผู้หญิงฮ่องกงเขาก็จะไม่ค่อยนั่งอยู่ดี ส่วนคนพิการที่นั่งรถเข็นก็สามารถขึ้นรถไฟฟ้าคนเดียวได้ การบริการเขารองรับดี

 

 

  • เราออกทางออก D1 แล้วเดินมุ่งไปยังบันไดเลื่อนที่ยาวที่สุดในโลก นั่นก็คือ บันไดเลื่อน Mid-Level ซึ่งยาวรวมถึง 800 เมตร (เป็นบันไดเลื่อน 20 ตัวเรียงต่อกันแต่ละชั้น ๆ) ความรู้สึกเหมือนขึ้นบันไดเลื่อนไปยังยอดเขาเกาะฮ่องกง เพียงแต่ระหว่างทางวิวไม่ใช่ป่าไม้ วิวเป็นตึกรามบ้านช่อง ถนนหนทาง และร้านรวงต่าง ๆ ซึ่งสร้างทับภูเขานั้น
  • บันไดเลื่อนมีแต่ขาขึ้น ขาลงต้องเดินลงเอง เพราะขาลงจะเปิดเฉพาะตอนเช้าเวลา 7.00 – 10.00 น.

 

 

  • ระหว่างทางเราแวะซื้อทาร์ตไข่เจ้าดังที่เขาว่าอร่อยที่สุดของฮ่องกง ชื่อ Tai Cheong Bakery ร้านก็ดูมีคนเดินเข้าออกตลอดเวลาเลย
  • ปกติเราคุ้นเคยกับทาร์ตไข่ของไทยอย่างร้าน Ka-Nom หรือ KFC พอมากินของเจ้านี้ก็รู้สึกว่าแปลกดี อร่อยไปคนละแบบ แป้งเขาจะกรอบ ๆ เหมือนแป้งพาย แต่ไข่ไม่คาวเลย มาลองกินดูก็ไม่เสียหายนะ ชิ้นละ 9 HKD โดยส่วนตัวซื้อมาชิมคนละ 2 ชิ้น รวม 4 ชิ้น

 

 

  • จริง ๆ บันไดเลื่อนนี่ไม่ต้องขึ้นไปสุดก็ได้ แต่นี่ gikกระแดะขึ้นไปสุดเลย เลยต้องเดินอ้อมกลับลงมาอีกไกลแสนไกล (ไกลโฮกกกกก แต่ระหว่างทางก็มีอะไรสวย ๆ Unseen ให้ถ่ายรูปตลอดทางเดินเลยเหมือนกัน) เพื่อไป The Peak Tower นั่งรถรางหรือ Peak Tram ขึ้นไปชมวิวเมืองยามค่ำคืนบน Victoria Peak ซึ่งเป็นจุดสูงสุดบนเกาะฮ่องกง

 

 

  • รถราง Peak Tram มีรอบตั้งแต่ 7.00 – 24.00 น. ใช้เวลาขึ้น/ลง รอบละ 8 นาทีโดยประมาณ แต่ The Peak Tower เปิดเวลา 10.00 – 23.00 น. เท่านั้น ยกเว้นวันเสาร์-อาทิตย์ที่เปิดตั้งแต่ 8.00 น.
  • สำหรับตั๋วนั่งรถราง Peak Tram และค่าเข้า Sky Terrace 428 (จุดชมวิวที่สวยที่สุดบน The Peak Tower) นั้น เราซื้อที่ไทยมาแล้วจาก hongkongfanclub.com ในราคารวม 350 บาทไทย (ถ้าซื้อหน้างานก็ประมาณ 90 HKD) พอมาถึงแล้ว เราสามารถใช้ตั๋วนั้นเดินเข้าไปต่อคิวรอขึ้นรถรางได้เลย (ถ้าใครมาเที่ยวช่วงพีค ๆ จะต้องต่อแถวซื้อตั๋วยาวด้วยเหมือนกัน)
  • ช่วงเวลาหลัง 17:30 น. เป็นช่วงที่วิวสวยมาก คือแดดไม่ร้อน ได้ดูพระอาทิตย์ตกดิน ได้เห็นบรรยากาศและแสงไฟยามราตรีของเกาะ แต่ข้อเสียคือ คนเยอะมากกกกกกกก…ก (ก.ไก่ล้านตัว) ทำให้ถ่ายรูปดี ๆ ลำบาก เซลฟี่ก็ยาก เพราะแต่ละคนก็แย่งมุมกันถ่ายรูปอะนะ นี่เราเลยยอมควักเงินให้ช่างภาพประจำของบนนั้นไป 200 HKD เพื่อให้ได้รูปคู่สวย ๆ (แบบไฟล์ดิจิตอล) กลับบ้านด้วย

 

 

  • ขาลงนี่ก็ต้องต่อแถวรอขึ้นรถรางยาวเหยียดมาก แต่เราก็ต่อคิวไป คุยไป ดูรูปที่ถ่ายไว้ในกล้องไป เลยไม่รู้สึกว่ายาวนานสักเท่าไหร่ แต่ถ้าใครไม่อยากเสียเวลายืนรอรถราง จะลงด้วยวิธีอื่น เช่น รถบัส ก็ได้เหมือนกัน
  • เรานั่งรถรางลงมาข้างล่าง รถบัสที่จะพากลับไปใจกลาง Central จอดรถอยู่หน้าตึกอยู่แล้ว ก็ใช้บัตร Octopus นั่นแหละติ๊ดขึ้นได้เลย (บัตรเดียวกับที่ขึ้น MTR) นั่งรถบัสก็สบายกว่าเดินเยอะ ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาทีก็ถึง MTR Central ละ แป๊บเดียวเอง

 

 

  • ก่อนกลับที่พัก เรานั่งรถไฟฟ้าไปสถานี Prince Edward ก่อน ออกทางออก A ไปกินข้าวเย็นที่ร้าน One Dim Sum ซึ่งเป็นร้านติ่มซำรางวัลมิชลินสตาร์ เราไม่รู้ว่าอร่อยที่สุดของฮ่องกงแล้วหรือยังเพราะยังไม่ได้ลองติ่มซำเจ้าอื่น แต่แค่ของเจ้านี้ เราว่าแค่นี้ก็ถือเป็นติ่มซำที่อร่อยที่สุดเจ้าหนึ่งที่เราเคยกินมา แต่ละเข่งก็ให้เยอะ เครื่องแน่น อิ่มสบายท้อง มื้อนี้เราสั่งไป 6 เข่ง 6 อย่าง อร่อยทุกอย่าง จ่ายไปประมาณ 140 HKD หรือคนละ 70 HKD (ในเมนู มีราคาตั้งแต่ เข่งละ 15-27 HKD) อ่อ…​และเจ้าของร้านก็พูดไทยได้นิดหน่อย ในเมนูมีรูปและมีภาษาไทย ถ้ามีโอกาสมาฮ่องกงอีก ก็จะมากินติ่มซำที่นี่อีก ชอบ
  • ข้อสังเกตอย่างหนึ่งคือ ร้านอาหารฮ่องกงนี่ชอบให้กินกับชาร้อน อากาศบ้านเค้าก็ร้อน อาหารที่กินก็ร้อน แล้วชาก็ยังร้อนอีก คือมันก็ดีนะ แต่บางทีเราก็กระหายน้ำเย็น ๆ T^T
  • ก่อนนอนก็เข้าเว็บไซต์ Cathay Pacific เพื่อเช็คอินออนไลน์ล่วงหน้าและเลือกที่นั่งบนเครื่องให้เรียบร้อย (เข้าไปทำได้ตั้งแต่ 48 ช.ม. – 90 นาทีก่อนเทคออฟ)

 

 

DAY 3 – 13/09/2017
Lantau Island / Ngong Ping 360

  • เช้านี้ตื่นค่อนข้างสายด้วยความเหนื่อยสะสม แต่ก็ยังเหลือเวลาพอสมควร เพราะแพลนเที่ยววันสุดท้ายของเราไม่แน่น
  • เช็คเอ้าท์ออกจากที่พัก ก็ได้เงินมัดจำ 500 HKD คืน
  • ลากกระเป๋าเดินทางขึ้น MTR ไปลง MTR Central และเดินไปยังสถานี AE สถานี Hong Kong ที่อยู่ชั้นล่างของตึก ICC เพื่อทำการ In-town Check-in
  • In-town Check-in เป็นบริการพิเศษฟรี! สำหรับผู้โดยสารที่ถือบัตร AE คือมันเป็นบริการให้เราไปรับ Boarding Pass และฝากสัมภาระไปกับเคาน์เตอร์เขาได้เลย (ล่วงหน้าตั้งแต่ 24 ช.ม. ก่อนเทคออฟ) จากนั้นเราก็จะได้เดินตัวปลิวไปเที่ยวต่อได้ชิลล์ ๆ จนกว่าจะถึงเวลาขึ้นเครื่อง
  • นอกจากที่สถานี Hong Kong ที่อยู่ชั้นล่างของตึก ICC แล้ว อีกที่ที่มีเคาน์เตอร์ In-town Check-in คือ สถานี AE สถานี Kowloon ทั้งสองจุดเปิดบริการตั้งแต่ 5.30 น. (แต่ต้องเช็คก่อนไปนะว่าสายการบินที่เราบินเขาร่วมกับบริการนี้หรือเปล่า แต่ใครบินกับ Cathay Pacificการบินไทย, บางกอกแอร์เวย์ส คือใช้บริการนี้ได้ชัวร์ ๆ ทุกระดับประทับใจ)
  • ก่อนจะเข้าไปในบริเวณเคาน์เตอร์ In-town Check-in ก็ต้องมีตั๋ว AE ไปสนามบินเสียก่อน เราก็ซื้อตั๋ว AE อีกครั้งเหมือนที่ซื้อในวันขามา (ราคาคนละ 85 HKD)
  • เออ Starbucks ที่ชั้น 2 ของตึก ICC จัดดิสเพลย์อาหารและขนมน่าทานตระการตามาก

 

 

  • เมื่อถึงเวลาเราก็นั่ง MTR ไปลงสถานี Tung Chung (อยู่ถัดจากดิสนีย์แลนด์ไปหนึ่งสถานี) ระหว่างทางก็มีอะไรสวย ๆ ให้ดูมากมายเช่นเดียวกับตอนนั่งรถ AE
  • ออกมาจากสถานี Tung Chung ทางออก B ก็จะเจอห้างฯ Citygate Outlet ศูนย์รวมร้านค้า Outlet มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Nike, Adidas, Coach ฯลฯ ถึงแม้จะเป็น Outlet แต่ก็ถือว่าของค่อนข้างใหม่และไม่ได้ตกรุ่นมาก ราคาส่วนใหญ่ก็ดีงามตามท้องเรื่อง แต่บางแบรนด์ เช่น Coach หรือ Kate Spade ก็ยังราคาสูงกว่าไปซื้อที่อเมริกาหรือพวกร้านไอจีที่หิ้วมาจากอเมริกา

 

 

  • แฉลบไปด้านซ้ายมือของเรา (เมื่อออกมาจากสถานี Tung Chung นั่นแหละ) เลียบตัวห้างฯ Citygate Outlet ไป ก็จะเจอบันไดเลื่อนขึ้นไปสถานีกระเช้า Ngong Ping 360
  • สำหรับตั๋วขึ้นกระเช้า เราซื้อที่ไทยมาแล้วจาก hongkongfanclub.com มาแล้วเช่นกัน ตั๋วที่ซื้อมาเป็นตั๋วแบบจัดโปรฯ Afternoon Trip ราคา 620 บาทไทย โปรฯ นี้ใช้ขึ้นกระเช้าได้หลัง 14.30 น. เป็นต้นไป (แต่ก็ต้องก่อน 15.00 น.) โดยขาไปเราจะได้นั่งกระเช้าคริสตัล (พื้นกระเช้าใส ๆ เป็นกระจก มองเห็นด้านล่าง เหมือนเรายืนลอยอยู่กลางอากาศ) ส่วนขากลับ (ซึ่งต้องกลับก่อน 18.00 น.) เราจะได้นั่งกระเช้าแบบพื้นทึบทั่วไป
  • สำหรับคนที่ไม่ได้ใช้โปรฯ เดียวกับเราข้างต้น ปกติแล้ว กระเช้าจะเปิดตั้งแต่ 10.00 – 18.00 น. ในวันธรรมดา และ 9.00 – 18.30 น. ในวันเสาร์อาทิตย์ ราคาไปกลับสำหรับกระเช้าพื้นทึบธรรมดา อยู่ที่ประมาณ 210 HKD ส่วนกระเช้าคริสตัล ไปกลับ 290 HKD หรือจะแบบไปคริสตัลและกลับแบบธรรมดาเหมือนเราก็มี ราคา 265 HKD
  • ระยะเวลาในการนั่งกระเช้านานถึง 25 นาที ระยะทางโดยประมาณ 5.7 ก.ม. เรียกว่าระหว่างทางก็ข้ามเขาข้ามทะเลชมวิว 360 องศากันอิ่มไปเลย มองเห็นสนามบินและพระใหญ่จากบนกระเช้าด้วย

 

 

  • ลงจากกระเช้า ที่นี่ก็จะมีหมู่บ้านนองปิงให้เยี่ยมชม เราแวะทานอาหารเที่ยงเอาแรงที่ร้าน Ngong Ping Garden Restaurant ราคาแอบแรงกว่าในเมืองแต่ก็รับได้สำหรับแหล่งท่องเที่ยวแบบนี้ รสชาติก็ดีสมราคาเลยแหละ มื้อนี้ค่าเสียหาย 250 HKD หรือประมาณคนละ 125 HKD

 

 

  • ใครจะขึ้นไปกราบไหว้พระใหญ่ Tian Tan ก็ขึ้นบันได 268 ขั้นขึ้นไป พระใหญ่ Tian Tan เป็นพระพุทธรูปที่ใหญ่ที่สุดในโลก สูงใหญ่ถึง 34 เมตรเลยทีเดียว แต่เราขี้เกียจ ขอกราบไหว้จากบันไดขั้นที่ 1 พอ
  • จากนั้นก็ไปชมวัดโปลิน วัดเป็นสถาปัตยกรรมแบบจีนแท้ ๆ ในนั้นก็มีเจ้าแม่กวนอิม แต่เราไม่ได้เข้าไปกราบไหว้
  • เดินเข้าป่าตามทางไปประมาณ 10-20 นาที (ไม่แน่ใจเวลา เพราะเดินไปถ่ายรูปเล่นไป) จะได้ชมเสาไม้สัจธรรม (The Wisdom Path) ใหญ่ยักษ์ 38 ต้น ที่ปักเรียงรายเป็นเลข 8 (ถ้าเอาโดรนขึ้นไปถ่ายรูป หรือมองจากมุมนกบินก็คงเห็นเป็นเลข 8) เสาแต่ละต้นก็มีอักษรจีนสลักอยู่ แต่เราอ่านไม่ออก เน้นชื่นชมบรรยากาศและความยิ่งใหญ่อย่างเดียว

 

 

  • กลับจากนองปิง ยังมีเวลาเหลือ ก็เลยเดินเล่น ช้อปปิ้ง และนั่งเล่นใน Citygate Outlet พอใกล้เวลาก็ค่อยนั่งรถไฟฟ้าไปต่อ AE เพื่อไปสนามบิน (เดินตัวเปล่าทั้งวัน เพราะสัมภาระไปรออยู่ที่สนามบินแล้ว สบาย สบาย)
  • อย่าลืมแวะเอาเงินมัดจำค่าบัตร Octopus คืน คนละ 50 HKD ที่เคาน์เตอร์เซอร์วิซ
  • วันนี้เที่ยวจริงจังแค่ที่เดียว แต่ก็เหนื่อยและเพลียแดดไม่น้อย ขอนั่งพักสบาย ๆ ใน Plaza Premium Lounge หรู ๆ และกินของฟรี ระหว่างรอเวลาขึ้นเครื่องสักหน่อย (เพราะอาหารบนเครื่องบินมันไม่ถูกปากเอาซะเลยจริง ๆ นะ ถ้าไม่นับขนมหวาน)

 

 

  • เที่ยวบินของเราเป็นไฟล์ท 10.25 น. ขากลับ สภาพอากาศไม่ค่อยดี เมาเครื่องนิดหน่อย ตั้งใจจะดูหนังบนเครื่องก็ดูไม่ไหว นอนยาวเกือบ 3 ช.ม. ถึงไทยเวลา 12.15 น. ตามเวลาประเทศไทย แต่สุวรรณภูมิเอากระเป๋ามาลงให้ช้ามาก ยืนรอตั้งนาน เซ็ง (เออ ลืมบอก ขากลับมาไฟล์ทเดียวกับ กอล์ฟ-ขวัญ ด้วย ตอนอยู่ที่ Outlet ก็เลือกรองเท้าติดกับขวัญเลย อิอิ)

 

 

Comments

comments