บล็อก Allegiant หรือ Divergent ภาค 3 นี้จะแบ่งเนื้อหาเป็น 4 พาร์ทด้วยกัน ได้แก่...
1. ความเดิมของ Divergent
2. ความเดิมของ Insurgent
3. เรื่องย่อ Allegiant
4. รีวิว วิเคราะห์ วิจารณ์ Allegiant

1. ความเดิมตอนที่แล้ว (Divergent)

โลกในซีรีส์ Divergent อยู่ในกำแพงเมืองชิคาโก้ที่เหมือนจะล่มสลายไปกว่า 200 ปีแล้ว สังคมภายในแบ่งกลุ่มคนออกเป็น 5 กลุ่ม ตาม personality (ไม่นับพวก Factionless) ดังนี้

  • Abnegation – selflessness – government (ฉายา “Stiffs”)
  • Dauntless – courage, bravery, toughness, fearlessness – police/soldiers/protectors
  • Candor – honesty, order – law leaders
  • Erudite – knowledge, intelligence, curiosity, astuteness – teachers/researchers (ฉายา “Know-it-all’s” และ “Noses”)
  • Amity – peacefulness, kindness, forgiveness, trust, sufficiency, neutrality – farmers

ใน Choosing Ceremony นางเอกของเรา Beatrice หรือ Tris (Shailene Woodley จาก The Fault in Our Stars) สละครอบครัวจากกลุ่ม Abnegation ไปอยู่กลุ่ม Dauntless และ Caleb (Ansel Elgort จาก The Fault in Our Stars) พี่ชายของเธอก็ย้ายไปอยู่กลุ่ม Erudite

โดยในภาคแรกจะเป็นช่วงที่ Tris ต้องเข้ารับการฝึกและคัดเลือกเป็นสมาชิกของกลุ่ม Dauntless เป็นส่วนใหญ่ และเธอยังได้เจอและตกหลุมรักกับ mentor หนุ่มสุดฮอต Tobias หรือ Four (Theo James จาก Underworld) ซึ่งก็ย้ายมาจากกลุ่ม Abnegation เช่นกัน

แต่ปัญหาคือ Tris กับ Four เป็น Divergence ซึ่ง Jeanine (Kate Winslet จาก Titanic) นางมารร้ายแห่ง Erudite เชื่อว่าเป็นภัยต่อระบบสังคม และแท็กทีมกับพวกทรยศในกลุ่ม Dauntless อันได้แก่ Eric (Jai Courtney จาก A Good Day to Die Hard) และ Max (Mekhi Phifer) กำจัดพวก Divergence

ตอนจบของภาคแรกนั้น จบตอนที่ Tris กับ Four พร้อมทั้ง Caleb, Peter (Miles Teller จาก Whiplash) และ Marcus พ่อของ Four (Ray Stevenson) วิ่งหนีการจับกุมและกระโดดขึ้นรถไฟมุ่งหน้าไปขอความช่วยเหลือจากพวก Amity ผู้ใจดีและรักสันติ

 

 

2. ความเดิมตอนที่แล้ว (Insurgent)

ถึงแม้ Tris, Four, Caleb, Peter, และ Marcus ได้รับการต้อนรับจาก Johanna หัวหน้ากลุ่ม Amity (Octavia Spencer จาก The Help และ Snowpiercer) และชาวบ้านในกลุ่มเป็นอย่างดี แต่ Tris ก็รู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะกับที่นี่ และยังคงโทษตัวเองเรื่องการตายของพ่อแม่ (Tony Goldwyn และ Ashley Judd ตามลำดับ) รวมถึงยังรู้สึกผิดที่ฆ่า Will (Ben Lloyd-Hughes) เพื่อนสนิทของตัวเอง

Jeanine สั่งให้คนออกตามล่า Divergence มาให้หมดแผ่นดิน เพื่อเอามาทำการทดลอง Eric กับ Max มาเจอทีมนางเอกของเราที่ Amity แต่เด็กๆ ก็หนีไปได้ ยกเว้น Marcus ที่เสียสละตัวเองเพื่อลูก กับ Peter ที่หักหลังเพื่อเอาตัวรอด

ทีม Tris, Four, และ Caleb หนีเสือปะจระเข้ไปเจอทีม Factionless และได้เจอกับ Evelyn (Naomi Watts จาก The Impossible และ Birdman) แม่ของเขา ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้นำของกลุ่ม Factionless

พรรคพวก Dauntless ที่หลงเหลือรอดไปหลบซ่อนอยู่กับกลุ่ม Candor วันต่อมา Tris กับ Four จึงออกเดินทางไปหาเพื่อนๆ แต่ Caleb ขอแยกออกตัวออกไป ที่ Candor ทั้งสองได้เจอเพื่อนๆ อีกครั้ง โดยเฉพาะ Christina (Zoë Kravitz จาก Mad Max), Uriah (Keiynan Lonsdale), และ Tori (Maggie Q)

พวก Eric กับ Max เข้ามาบุก Candor เพื่อตามจับ Divergence เกรดดีๆ ไปทดลองและฆ่า Divergence เกรดต่ำๆ ทิ้ง Tris ซึ่งถูกค้นพบว่าเป็น Divergence ที่สมบูรณ์แบบที่สุด จึงอาสาไปเป็น The SIMs หนูทดลองให้ Jeanine ที่แล็บของ Erudite โดยมีเงื่อนไขว่าพวก Jeanine ต้องหยุดทำร้ายคนบริสุทธิ์

ระหว่างกระบวนการ Jeanine ถูกฆ่าตาย และ Tris สามารถเปิดกล่องแห่งความลับได้ ทำให้รู้ว่าหลังกำแพงชิคาโก้ยังมีโลกแห่งอนาคตและมวลมนุษยชาติอีกกลุ่มหนึ่งรอพวกเขาอยู่

 

 

 

3. เรื่องย่อ Allegiant

หลังจาก Evelyn ยึดอำนาจจาก Jeanine มาได้ เธอก็สั่งห้ามไม่ให้ประชาชนออกไปนอกกำแพงเป็นอันขาด แต่ Tris กับ Four เชื่อว่าหลังกำแพงยังมีโลกที่ดีกว่ารออยู่ พวกเขานำทีม Caleb, Christina, Tori, และ Peter หลบหนีข้ามกำแพงไปอีกฟากหนึ่ง Edgar (Jonny Weston จาก Project Almanac) มือขวาของ Evelyn ตามไปขัดขวาง แต่ไม่สำเร็จ

ทีม Tris ได้ไปเจอกับคนแห่งโลกอนาคต นำโดย David (Jeff Daniels จาก The Marian และ Steve Jobs) หัวหน้าศูนย์ Bureau ที่เรียกตัวเองว่าเป็นพวก “Pure” และเรียกคนในกำแพงชิคาโก้ว่าเป็นหนูทดลองของกลุ่ม “Damaged”

 

 

 

4. รีวิว วิเคราะห์ วิจารณ์ Allegiant

จริงๆ เราพูดมาตั้งแต่ภาค Divergent และ Insurgent แล้วว่าซีรีส์ดิสโธเปียชุดนี้ค่อนข้างมีความจำเจกับ The Hunger Games ผสมกับ The Maze Runner จนทำให้หลายคนอาจรู้สึกเบื่อ

แต่จะว่าหนังเรื่องไหนได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังเรื่องไหนนั้น คงต้องย้อนกลับไปดูตั้งแต่วันที่หนังสือเขาตีพิมพ์ ซึ่งถ้าว่ากันตามหลักเกณฑ์นี้ ก็จะเรียงได้ว่า The Hunger Games (2008) > The Maze Runner (2009) > Divergent (2011) ตามลำดับ ทั้งนี้ยังไม่นับ The Giver (1993) ด้วยนั่นอีกเรื่องหนึ่ง

 

 

ที่หนักหนากว่านั้นคือ เนื้อหาใน Allegiant (ซึ่งเป็นภาค 3 ของซีรีส์ Divergent) เองก็ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ กล่าวคือ ในภาคสามนี้ Evelyn ก็ขึ้นมาเป็นผู้เถลิงอำนาจแทน  Jeanine และ Johanna ก็มาเป็นฝ่ายต่อต้านแทน Evelyn แล้วความเห็นต่างทางระบอบการเมืองการปกครองก็ทำให้พวกนางตีกันเหมือนเดิม

แต่ที่เพิ่มเติมคือทีม Tris ได้ออกไปเจอโลกใหม่หลังกำแพงที่ใหญ่ขึ้น ไฮเทคขึ้น และต้องกบฏต่อศัตรูระดับบิ๊กบอส ที่เป็นผู้ส่งพวก Tris เข้าไปอยู่รวมกันหลังกำแพง เพื่อทำการทดลองทางพันธุกรรม ซึ่งในส่วนนี้ก็เหมือน The Maze Runner ภาค 1-2 เลยนั่นแหละ แถมตอนหลังยังจะมี propaganda war แบบใน Mockingjay อีก อื้อหือ~

แต่ถ้าจะให้เราพยายามรีวิวหนัง Allegiant นี้แบบเป็นกลางที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยให้ทำเป็นเหมือนว่าเราไม่เคยอ่านหรือเคยดู The Hunger Games กับ The Maze Runner  มาก่อนเลย ก็พอจะพูดได้อยู่ว่า Allegiant เป็นหนังดิสโธเปียที่ดูเพื่อความบันเทิงได้ดีเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

 

 

ความคุ้มค่าอย่างแรกของหนังคือ ความ Sci-Fi และ CGI ที่อลังการงานสร้าง ตื่นตาตื่นใจ ถึงแม้จะมีความหลอกตาไปอยู่บ้าง แต่โดยผิวๆ จัดได้ว่าทะเลทรายของเขานี่แกรนด์จริง อีกนิดนึงจะเท่า The Martian หรือ Mad Max: Fury Road ได้อยู่แล้วกระมัง และฉากที่เท่ติดตาติดใจ แบบเท่สุดๆ เลยก็คือ “ฉากปีนกำแพง” โอ้โห! นี่ไฮไลต์เลย พลาดไม่ได้จริงๆ บอกเลย เท่กว่ากำแพงใน Attack on Titan ร้อยเท่าพันเท่า

สิ่งที่เราชอบอีกอย่างของซีรีส์ชุดนี้คือ เสื้อผ้า ส่วนนี้นี่ชอบมาตั้งแต่ภาคแรกๆ ละ เขาออกแบบให้เข้ากับ faction และ personality ดี อย่างภาคนี้ก็ใช้เสื้อผ้าในการ discriminate คนได้ดี อย่าง Tris เป็นพวก Pure 100% ก็ใส่ชุดขาว จะใส่สีดำก็ต่อเมื่อจะออกไปลุยแบบ Dauntless กับเพื่อนๆ ละ อย่าง Four ก็จะใส่สีดำเป็นส่วนใหญ่ จะใส่สีแดงก็ตอนไปทำงานทหารให้ศูนย์ฯ

 

 

เออ จะว่าไป ถ้าจะพูดถึงจุดเด่นหรือข้อแตกต่างของซีรีส์ชุดนี้จากหนังดิสโธเปียเรื่องอื่นๆ ที่กล่าวมาข้างต้น ก็คงจะเป็นธีมเรื่อง Identity อย่างภาคแรกๆ ตัวตนแต่ละคนถูกแบ่งแยกด้วย faction system หรือถ้าเฉพาะใน Allegiant ซึ่งไม่มี faction system แล้ว ก็ยังมีการแบ่งคนระหว่างพวกสมบูรณ์ (Pure) กับพวกบกพร่อง (Damaged)

การที่ David จับพวก Damaged ไปไว้หลังกำแพงเมืองชิคาโก้เป็น social experiment เพื่อกำจัดลักษณะนิสัยที่ไม่พึงประสงค์ เช่น ความรุนแรง, ความโลภ, ความขี้ขลาด, ความไม่สัตว์ซื่อ, ความเย่อหยิ่ง, จนไปถึงความโง่เขลา ที่คนคนหนึ่งมีสิ่งนั้นอยู่ในตัวเองมากเกินไป

ซึ่งถ้ามองกันด้วยความคิด ความเชื่อ หรือเจตนา สำหรับเรา David ก็ไม่ได้ผิดหรือเลวร้ายขนาดนั้น เพราะเอาจริงๆ gene ก็มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมหรือลักษณะนิสัยของมนุษย์จริงๆ แต่ยังไงเขาก็เป็นคนที่เลวร้ายอยู่ดีสำหรับคนกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลกระทบ และเลวร้ายด้วยวิธีการที่เขาทำ อย่างเช่น ถ้าเขาจะล้างความทรงจำของคนคนนึงเพื่อสร้างตัวตนใหม่ให้กับคนนั้นให้ได้ตามที่เขาต้องการ มันก็เป็นอะไรที่เลวร้ายเกินไป

และ David อาจจะมองแบบนักวิทยาศาสตร์ ที่มองว่า nature เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมและความคิดมนุษย์อย่างเดียวมากเกินไป จนมองในมุมของนักมนุษยศาสตร์หรือนักจิตวิทยาที่ว่า nurture หรือการเลี้ยงดูนั้น ก็มีส่วนสำคัญต่อคนคนหนึ่ง อย่างที่เราจะเห็นจาก Four เป็นตัวอย่างสำคัญ ว่าเขาเป็น Four อย่างที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ จากการเลี้ยงดูของพ่อแม่ มากกว่าทาง biological ที่ว่าลูกไม้ต้องหล่นไม่ไกลต้น

 

 

ในส่วนของนางเอกนั้น บอกตามตรงว่า เราดูจนถึงภาคที่ 3 แล้ว (เดี๋ยวปีหน้ามีภาค 4 เป็นภาคจบชื่อ Ascendant) เราก็ยังไม่เข้าใจหรอกว่าทำไม Tris ถึงเป็นมนุษย์ที่ perfect ทั้งในแง่เป็น Divergent และแง่ที่เป็น Pure แต่ที่เห็นได้ชัดคือนางเป็นพวกนิยมโลกยูโธเปีย นางต่อสู้เพื่อความเท่าเทียม นางไม่ต้องการการแบ่งแยก

ซึ่งเรามองว่านางกำลังต่อสู้กับสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ คนเราไม่มีทางคิดเห็นเหมือนกัน ถ้าต่อสู้จนชนะความเท่าเทียมด่านหนึ่งไป มันก็ย่อมมีความไม่เท่าเทียมหรือความแปลกแยกอย่างใหม่เกิดขึ้นมาในสังคมที่เหมือนกันอยู่ดี

แต่เราก็ไม่ได้กำลังบอกว่า Tris ผิดหรือ Tris ไม่ดี ตรงกันข้าม เราก็ชื่นชม Tris อยู่ดีที่ต่อสู้เพื่อการเป็นตัวเอง และต่อสู้เพื่อจุดยืนของตัวเอง ที่สำคัญ ไม่ว่าจะยังไง เธอก็ยังรักครอบครัวของเธอเหนือสิ่งอื่นใด

 

 

 

สุดท้ายนี้ ความบันเทิงที่สำคัญที่สุดของหนังคือ รูปร่างหน้าตาของทีมนักแสดงนำวัยรุ่นทั้งหลายนี่แหละ ซึ่งในภาคนี้แต่ละคนดูดีมีออร่าขึ้นกว่าเดิมมาก ทั้ง Shailene Woodley (Tris), Theo James (Four), Ansel Elgort (Caleb), Miles Teller (Peter), และ Zoë Kravitz (Christina) โดยเฉพาะ Miles Teller ที่ดูกวนตีนขึ้นทุกภาคและขโมยซีนได้ทุกภาค สำหรับเราแล้ว เขาเป็นจุดที่โดดที่สุดในหนังภาคนี้เลยนะ

ในส่วนพระเอก-นางเอก ก็เล่นดีขึ้นอย่างมีพัฒนาการขึ้นเรื่อยๆ อย่างเห็นได้ชัด แต่ใน Allegiant นี้ ดูเหมือนพลังหญิงของ Tris จะถูกลดความสำคัญลงมานิดนึง แล้วหนังไปเน้นโฟกัสให้ Four เป็นศูนย์กลางเด่นๆ ของเรื่องแทน (ทั้งนี้ ในหนังสือเขาเขียนสลับบทกัน ระหว่างบทจากมุมมองของ Tris กับมุมมองของ Four)

 

 

ฉากบู๊ใน Allegiant นี้ก็มีไม่มากไม่มาย หลักๆ ก็มีฉากปีนกำแพงสุดเท่นั่นแล้วหนึ่งฉาก ส่วนฉากอื่นๆ ส่วนใหญ่จะเป็นคิวบู๊ของ Four นี่แหละที่เยอะหน่อย เยอะจนบางทีก็รู้สึกว่าพระเอกมันจะเก่งเว่อร์เกินไปมั้ย นี่เป็น Dauntless หรือ Avenger !?! แต่อย่างไรก็ดี ก็เชื่อว่า แฟนๆ ของ #TeamFour น่าจะ enjoy กับภาคนี้เป็นพิเศษเลยแหละ

แต่บทที่เหมือนจะควรเด่นแต่กลับไม่เด่นเลยคือบทของ Christina นี่แหละ ดูเป็นติ่งต้อยมาตั้งแต่ภาคสองละ คือเราดูแล้วไม่เคยรู้สึกเลยว่า นางเป็นเพื่อนรักของนางเอกของเรื่อง (เอ๊ะ หรือนางเอกมีผัวแล้วลืมเพื่อน?) อย่างฉากพระเอกกับนางเอกโผเข้ากอดและจูบกันนี่คือหนังตัดนัง Christina ฉับออกไปจากซีนทันทีเลยนะ เหมือนไม่เคยมีนางอยู่จริงไปเลยจ้า

 

 

 

โดยสรุป ในส่วนของเนื้อหาเรื่องราวนั้น Allegiant ก็ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่มากมายนัก แต่ถ้าใครชื่นชอบและยังไม่เบื่อกับหนังแนวนี้ Allegiant ก็ยังคงเป็นหนึ่งในทางเลือกของการดูหนังที่ยังดี๊ดีอยู่

ในส่วนของฉากบู๊อาจจะมีไม่มากไม่มาย แต่ฉากเท่าที่มีก็เท่ เว่อร์วัง และสนุกพอตัว หรือบางคนแค่ได้เข้าไปดูดารานักแสดงหล่อๆ สวยๆ กับงาน visual อะล้าอลัง ก็นับว่าคุ้มค่าตั๋วแล้วนะ

เอาเป็นว่า เราโอเค เราให้ผ่าน คะแนนตามความชอบส่วนตัว 7.5/10 แล้วยิ่งช่วงนี้มีหนังใหญ่ๆ เด่นๆ ที่น่าสนใจเข้าฉายไม่เยอะมากด้วย ถ้าไม่ดูเรื่องนี้ก็ไม่รู้จะดูเรื่องไหนแล้วเนาะ

 

 

Allegiant เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ 10 มี.ค. นี้ ก่อนอเมริกา (จะดูโรง IMAX เลยก็ได้นะ เห็นรูขุมขนพระเอกชัดดี คริ)

 

ขอบคุณสหมงคลฟิล์มอินเตอร์เนชั่นนัลนะคะ

ชอบของสมนาคุณณณณณ

 

นิว-ชัยพล คนดีของขวัญญญญญ

 

READ MORE: