“Big things have small beginnings.”

เราได้ยินมาแต่เด็กเลยว่า Alien (ปี 1979)  เป็นหนังมาสเตอร์พีซเรื่องหนึ่งของยุคนั้น แต่เนื่องจากตอนนั้นเรายังไม่เกิด และเกิดมาก็ยังหาจังหวะสะดวกไม่ได้ เลยยังไม่ได้ดู Alien ออริจินัลสักที แต่เมื่อปี 2012 ที่หนังชื่อว่า Prometheus นั้นเราได้ดู

ทั้ง Alien (1979), Prometheus (2012), และ Alien: Covenant (2017) เป็นผลงานการกำกับของผู้กำกับระดับตำนาน Ridley Scott ทั้งสามภาคเรื่องราวมีความเชื่อมโยงกัน จนเรียกว่าภาคต่อก็ว่าได้ แต่อย่างไรก็ดี ต่อให้ไม่เคยดูภาคใดภาคหนึ่งมาก่อน ก็ยังสามารถดูอีกภาคหนึ่งได้รู้เรื่อง

เช่นเดียวกับ Prometheus คือหนังเอเลี่ยนภาคนี้ Alien: Covenant ตั้งชื่อเรื่องตามชื่อยานในเรื่องภาคนั้น ๆ และ Alien: Covenant เป็นภาคที่ผสมผสานระหว่าง Alien กับ Prometheus พูดอีกแบบง่าย ๆ คือ Alien: Covenant ก็คือ Prometheus ที่มีเอเลี่ยน และคราวนี้เป็นเอเลี่ยนที่มี CG หรือเทคโนโลยีมาช่วยมากขึ้นกว่าเมื่อสี่สิบปีก่อนเยอะละ

ถึงหนังจริง ๆ จะห่างกันแค่ 5 ปี แต่เรื่องราวใน Alien: Covenant ถูกเซตในปี 2104 ห่างกับเรื่องราวของ Prometheus ถึง 10 ปี โดย Alien: Covenant เป็นเรื่องของกลุ่มผู้ล่าอาณานิคมแห่งยาน Covenant ที่กำลังบินไปยังดาว Origae-6 เพื่อสร้างอาณานิคมใหม่ (มิชชั่นคล้าย ๆ กับในเรื่อง Passengers) แต่ระหว่างทางเกิดอุบัติเหตุขึ้น และมีเหตุให้ต้องลงดาวแห่งหนึ่ง ซึ่งเช็คแล้วว่าสภาพเหมาะแก่การอยู่อาศัย และที่นั่นก็มีสิ่งมีชีวิตอยู่จริง ๆ!

ตัวละครหรือสมาชิกแห่งยาน Covenant จริง ๆ มีจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่ตายทิ้งตายขว้าง บางคนยังไม่ทันจำชื่อจำหน้าได้ก็ตายซะแล้ว ตัวละครหลักที่คนจดจำได้ก็จะมีแต่เจ้าเก่าอย่าง David หรือ Walter (Michael Fassbender จาก Steve JobsX-Men) กับรองกัปตันหญิงแกร่งผมสั้น Daniels (Katherine Waterston จาก Fantastic Beasts and Where to Find ThemSteve Jobs)

สำหรับเรื่องนี้ โปรดักชั่นดีไซน์ งานซีจี คอมพิวเตอร์กราฟิก สเปเชียลเอฟเฟ็กต์ และซาวนด์เพลง ฯลฯ ยังสมราคาคุณปู่ Ridley Scott แต่ในส่วนของเนื้อเรื่อง เราไม่เข้าใจว่าทำไมสมาชิกบนยาน Covenant ซึ่งตามหลักแล้ว ทุกคนก็ดูมีการศึกษา เป็นนักวิทยาศาสตร์ เป็นหมอ เป็นนักบิน บลาๆๆ คือคาดหวังว่าควรฉลาด แต่ดูแล้วเราเจอแต่คนตรรกะแปลก ๆ และการพูดคุยหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ ดูเหมือนเป็นชาวบ้านทั่วไปมากกว่า

แต่สถานะทางสังคมของเหล่าสมาชิกบนยานนี่ช่างมันไปก็ได้ หนังเขาอาจจะเน้นให้เราเห็นว่า จริง ๆ แล้วการจะไปตั้งรกรากที่ดาวดวงใหม่ มันก็เหมือนเรือโนอาห์อะ ก็คือเอาไปแต่ชายหญิงเป็นคู่ ๆ เพื่อจะไปสืบพันธุ์หรือขยายเผ่าพันธุ์สืบไป ดังนั้น ส่วนใหญ่พวกคนที่ไปจะไปกันเป็นคู่ ๆ ผัวเมียกันทั้งนั้น แทบไม่เห็นมีใครโสดเลยนอกจาก Michael Fassbender ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ AI

จริง ๆ คู่ที่เป็น homosexual ก็มีอยู่คู่หนึ่ง แต่ตอนแรกเราไม่ได้สังเกต หรือไม่มีอะไรให้เราสังเกตมาก่อนเลยว่าคู่นี้เขาเป็นคู่ขากัน เหมือนเป็นแค่เพื่อนร่วมงานทั่วไป ตอนที่รู้ว่าเขารักกันแบบคู่รัก เราก็รู้แบบ… กะพริบตาหรือเผลอสติหลุดไปคือหลุดเลย เพราะเขาแสดงให้เห็นโมเมนต์คู่รักร่วมเพศคู่นี้แค่ไม่กี่วินาทีจริง ๆ แล้วก็ไม่พูดถึงอีกเลย

สิ่งที่ชอบคือเรื่องจุดกำเนิดของมวลมนุษชาติที่ Michael Fassbender ถกกับ Guy Pearce ในช่วงเปิดเรื่อง และชอบประเด็นการล่าอาณานิคมที่ก่อนหน้านี้ Passengers ควรทำได้แต่เขาไม่ทำ (แต่ก็อย่างว่า Passengers เขาไปสายไททานิค)

การแสวงหาที่อยู่ใหม่ที่ดีกว่าหรือการล่าอาณานิคมของชาวโลกไปยังดาวอื่น ๆ แทบไม่ต่างอะไรกับสมัยก่อนเลย เหมือนสมัยโคลัมบัสเลย คือก็อาจต่างกันนิดนึงกับพวก จูเลียส ซีซ่าร์ หรือยุโรปยุคหนึ่ง ที่เขาเน้นล่าอาณานิคมเพื่อเพิ่มพูนอำนาจ

ช่วงหลังเราดูหนังอวกาศหลายเรื่อง รวมถึง Alien: Covenant เรื่องนี้แล้วก็ได้แต่สงสัยว่า มนุษย์เราจะแสวงหาดาวดวงอื่นที่ดีกว่าไปเพื่ออะไร ในเมื่อจริง ๆ เราก็ทำเท่าที่มีอยู่หรือที่ที่เราอาศัยอยู่ให้น่าอยู่ก็ทำได้ถ้าตั้งใจจะทำ เพราะสุดท้าย ถ้าคนเรายังเห็นแก่ตัวหรือคิดถึงแต่ตัวเองกันเหมือนเดิม สุดท้ายไปอยู่ที่ไหนมันก็จบเหมือนเดิม

แต่สำหรับหนัง Alien: Covenant เรื่องนี้ โดยภาพรวมของหนัง เราพอดูได้เรื่อย ๆ ฉากเอเลี่ยนก็น่ากลัวสยดสยองขนลุกชนิดที่หนังเอเลี่ยนเสิ่นเจิ้นหลายเจ้าทำไม่ได้ ส่วนมนุษย์ นอกจากนางเอกแล้ว ก็ไม่ค่อยมีคนฉลาดและน่าเอาใจช่วยสักเท่าไหร่ คนที่สตรองที่สุดควรค่าแก่ไฟนอลวอล์คที่สุดอีกคนก็มีแต่ Michael Fassbender เท่านั้น

แต่ในส่วนของตอนจบ ยังทำได้ไม่เซอร์ไพรส์เท่าไหร่ ชั้นเชิงในการเล่าหรือเฉลยยังธรรมดาเกินไป ทำให้เดาไม่ยาก ไม่เหวอ และไม่เหนือความคาดหมาย แบบหนัง M. Night Shyamalan หรือเรื่อง Life หนังเอเลี่ยนที่เพิ่งดูไปก่อนหน้าไม่นาน โดยรวมก็ดูได้ ดีตามมาตรฐาน แต่ไม่มีอะไรน่าจดจำ และไม่ได้สนุกหรือมีอะไรให้คิดตามเยอะขนาดจะอยากดูซ้ำ

 

คะแนนตามความชอบส่วนตัว (ในฐานะที่ไม่เคยดูเอเลี่ยนออริจินัล) ให้ 7/10