Movie / January 31, 2018

รีวิว The Shape of Water: รักต่างพันธุ์

 “When he looks at me, he doesn’t know I am incomplete. He sees me as I am.”

ปีนี้ผู้ที่ได้เข้าชิงออสการ์สูงสุดคือ The Shape of Water 13 สาขา จำนวนน้อยกว่า La La Land ผู้เข้าชิงออสการ์สูงสุดปีที่แล้วไปเพียงสาขาเดียว ทั้งสองเรื่องไม่ใช่หนังรางวัลที่มีเนื้อหาหนักหน่วงหรือดูยากแต่อย่างใด แถมยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับความรักหรือความสัมพันธ์เป็นตัวดำเนินเรื่องด้วยเช่นกัน

The Shape of Water เป็นเรื่องราวความรักต่างสายพันธุ์ ระหว่าง Elisa (Sally Hawkins จาก Blue Jasmine) มนุษย์ (หญิงใบ้ภารโรง) กับอมนุษย์ (พรายน้ำผู้เป็นเสมือนเทพเจ้าแห่งลุ่มน้ำอะแมซอน) (Doug Jones จาก Pan’s Labyrinth) ที่ถูกจับมาขังและทรมานในแล็บทดลองของ Occam Aerospace Research Centre ในช่วง 1960s หรือช่วง Cold War โดย Elisa รักพรายน้ำตนนี้ เพราะเขาเป็นชายคนเดียวที่ฟังเธอ มองเธออย่างที่เธอเป็น ไม่ตัดสิน หรือมองว่าเธอแตกต่างหรือไม่สมบูรณ์จากคนอื่น

นอกจากนางเอกจะเป็นคนพิการ (เป็นใบ้) ตัวละครที่เป็นเพื่อนสนิทของนางเอกก็ล้วนแต่เป็นคนชายขอบที่สังคมรังเกียจ ไม่ยอมรับ หรือกดขี่ดูแคลน ตั้งแต่ Giles (Richard Jenkins จาก The Visitor) เพื่อนบ้านซึ่งเป็นศิลปินแก่ หัวล้าน ไส้แห้ง และเป็นเกย์ กับ Zelda (Octavia Spencer จาก The Help) เพื่อนภารโรงของเธอซึ่งเป็นคนผิวสี

คนที่จับพรายน้ำมาขังคือ Richard Strickland (Michael Shannon จาก Nocturnal Animals) ผู้โหดเหี้ยมอำมหิต เหยียดเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ คิดว่าตัวเองเป็นพระเจ้า แถมยังมีแนวโน้มชอบล่วงละเมิดทางเพศ แต่เปลือกนอกอยู่บ้านสวย ขับรถหรู และมีครอบครัวที่เหมือนหลุดออกมากจากโปสเตอร์โปรโมตภาพลักษณ์ American Family ในยุคนั้น

ถึงแม้เรื่องราวของหนังจะถูกเซตในปี 1960s แต่เรื่องราวต่าง ๆ ที่เขานำเสนอนั้นเป็นเรื่องที่ยังคงพบเจอในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเหยียดชนชั้นวรรณะ เหยียดเชื้อชาติสีผิว เหยียดเพศ ล่วงละเมิดทางเพศ การเหลื่อมล้ำ ฯลฯ อันเป็นปัญหาสังคมที่ไม่เคยหมดไป… หรือแม้แต่จะลดน้อยลง…

เราเชื่อว่า เรื่องราวเหล่านี้ ผู้กำกับ Guillermo del Toro … ในฐานะที่เป็นชาวเม็กซิกัน… คงตั้งใจถ่ายทอดลงมาในแผ่นฟิล์มของเขาทุกรายละเอียด เพราะเขาคงต้องประสบเรื่องเหยียด ๆ เหล่านี้กับตัวเองมาแทบทั้งชีวิตเช่นกัน และความตั้งใจนั้น ได้มีส่วนสำคัญให้เขาเนรมิตผลงานผลงานมาสเตอร์พีซที่ดีที่สุดเรื่องนี้ขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นงานภาพ งานตัดต่อ งานซาวนด์ งานสกอร์ งานคอสตูม งานโปรดักชั่นดีไซน์ งานแคสต์หรือแอ็คติ้ง ฯลฯ มันอาจจะไม่ใช่ The Best of the Year ในทุก ๆ ด้าน แต่ทุก ๆ ด้าน เขาใส่ใจทำ มันดีงามลงตัวไปเสียหมด ซึ่งหายากมากในหนังสมัยนี้ (เออ ชอบที่บอกว่า สีเขียวน้ำทะเลคือสีแห่งอนาคต และใช้มันคลุมโทนทั้งเรื่องอย่างงดงามด้วย) เราเชื่อเลยว่า เขาอาจจะได้เป็นผู้กำกับเม็กซิกันอีกคนที่จะได้รางวัลออสการ์ตามผู้กำกับ Birdman และ Gravity ก็เป็นได้

การดูหนังเรื่องนี้มันคือการได้เอาน้ำสะอาดล้างตาดี ๆ จากหนังที่สักแต่ทำมาขายให้ดูบางเรื่องที่มีเกร่ออยู่ตามท้องตลาด มันคือการเสพงานศิลป์ ที่ไม่ได้เข้าถึงยากแต่อย่างใด ตรงกันข้าม สารที่หนังต้องการจะสื่อนั้นเข้าถึงง่าย มีเนื้อหาทรงคุณค่าเหนือกาลเวลา และในขณะเดียวกัน ก็มีความบันเทิง ดูสนุก น่าติดตาม และรู้สึกอิ่ม… (ด้วยความที่นางเอกเป็นใบ้ เพื่อนนางเอกเลยพูดมาก ขี้บ่น ติดตลกหมดเลย เออดี)

คะแนนตามความชอบส่วนตัว 8.5/10

เข้าฉาย 1 ก.พ. 2018 ในโรงภาพยนตร์ #หนังมันต้องดู

Comments

comments






Previous Post
I, Tonya: ทอนย่า นักสเก๊ตลีลา บ้าให้โลกคลั่ง
Next Post
รีวิว Samui Song: ไม่มีสมุยสำหรับเธอ



Kwanmanee Haemanurux
Movie Blogger | Essay Tutor






Enjoy this blog? Please spread the word :)