The Mummy ไตรภาค (1999-2008) อาจไม่ใช่หนังที่ดีเลิศเลออะไร แต่มันก็เป็นหนังที่บันเทิง มีหลายฉากน่าจดจำ เช่น ฉากพายุทรายหรือฉากแมงป่องยั๊วเยี๊ยะ และตัวละครนำต่างก็มีเสน่ห์ ทั้งฝั่งคนที่มากันเป็นแฟมิลี่ (แก๊ง Brendan FraserRachel WeiszJohn Hannah ฯลฯ) ก็ตลก มีสีสัน หรือทั้งฝั่งมัมมี่อย่าง Arnold Vosloo ก็มีความน่ากลัวน่าเกรงขาม

ส่วน The Mummy (2017) เป็นหนึ่งในแปด (ตัวเลขยัง unofficial) ของหนังในโปรเจ็กต์ Dark Universe ของ Universal โดย The Mummy นี้ถือเป็นหนังเปิดจักรวาล

อย่างไรก็ดี แค่รู้ว่า Tom Cruise แสดงนำ เราก็หยั่งรู้ได้แต่เนิ่น ๆ โดยไม่ต้องดูเทรลเลอร์หรือเห็นโปสเตอร์ (ซึ่งหน้าพระเอกเด่นกว่ามัมมี่ 10 เท่า) เลยว่า The Mummy ฉบับนี้ต้องมีเนื้อเรื่องและการเล่าเรื่องที่ไม่เหมือนกับเวอร์ชั่นที่แล้วแน่นอน

เพราะตามสไตล์ของ Tom Cruise แล้ว เขาชอบฉายเดี่ยว ชอบให้กล้องหมุนรอบตัวละครของเขา และไม่ยอมแก่! (จริง ๆ Tom Cruise อายุจะ 55 แล้ว แต่ในเรื่องยังเล่นเป็นทหารหนุ่มอายุราว ๆ 30 กว่า ๆ เล่นคู่กับนางเอกอายุ 30 ต้น ๆ แถม Russell Crowe (จาก Gladiator) ผู้รับบทเป็น Dr. Henry Jekyll ในหนังยังต้องพูดอีกว่า Cruise น่ะยังหนุ่มยังแน่น แต่ Crowe น่ะแก่แล้ว ทั้งที่ตัวจริง Russell Crowe อายุน้อยกว่า Tom Cruise อีกจ้า~

ในเรื่องนี้ Tom Cruise รับบทเป็นนายทหาร Nick Morton ซึ่งบทบาทและคาแรกเตอร์ไม่ค่อยต่างจากบทของเขาใน Jack Reacher หรือใน Mission Impossible สักเท่าไหร่ เพราะ Nick Morton ก็เหมือน Jack Reacher ที่มีมัมมี่สาวและฝูงซอมบี้หนึ่งหยิบมือเป็นตัวประกอบ หรือเหมือน Ethan Hunt ที่ไม่มีเครื่องมือไฮเทคและลูกทีมตามตูด เรื่องนี้มีก็แต่ Chris Vail (Jake Johnson จาก New Girl) เป็นคู่หู ซึ่งเอาจริง ๆ ก็… มีเหมือนไม่มี

เรื่องย่อ The Mummy เวอร์ชั่นนี้คือ Tom Cruise ขโมยแผนที่ขุมทรัพย์จากนักโบราณคดีสาว Jenny Halsey (Annabelle Wallis จาก Annabelle) มา แล้วก็ไปปลดปล่อยมัมมี่ของเจ้าหญิง Ahmanet (Sofia Boutella จาก Kingsman) จากที่จองจำออกมา

แต่เรื่องย่อ 2-3 บรรทัดข้างต้นนั้นคือเศษเสี้ยวเล็กน้อยเศษเสี้ยวเดียวจากความยาว 110 นาทีเท่านั้นที่มีความเป็น MUMMY เพราะหลังจาก เจ้าหญิง Ahmanet ฟื้นคืนชีพแล้ว หนังแทบไม่เหลือเค้าความเป็นมัมมี่แล้ว เหมือนหนังซอมบี้ที่ดาษดาอยู่ทั่วไปในยุคนี้ กลิ่นอายของอียิปต์เอยอะไรเอยก็หามีไม่ เพราะทั้งเรื่องไปมาหาสู่อยู่สองที่คืออังกฤษกับอิรัก ดูจบนี่ลืมไปเลยว่ากูกำลังดูมัมมี่

แต่เห็นความพยายามครีเอท ‘พายุทราย’ กลางกรุงลอนดอน ดูแล้วก็เออ… ‘ทรายลอนดอน’ นี่กลับกลายเป็นหนึ่งในไม่กี่สิ่งในหนังเรื่องนี้ที่ซาวนด์เมคเซนส์ว่ะ ซีนนี้ก็ทำลายล้างดี แต่มัมมี่ก็ยังสตรองได้ไม่สุด ยังไม่ปังเท่ากับผู้หญิงใน The Mummy เวอร์ชั่นก่อน ๆ

พลังหรือความน่ากลัวของนางมัมมี่เวอร์ชั่นนี้ดูง่อย แต่จะโทษนางคนเดียวก็ไม่ถูก เอาจริงเราก็สงสารนาง อุตส่าห์ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นหนัง “มัมมี่หญิง” แต่หามีสิทธิได้ผุดได้เกิดไม่ เพราะหนังที่มี Tom Cruise ต้องโฟกัสแต่ Tom Cruise ตามสไตล์ Tom Cruise (เอาจริง หนังควรตั้งชื่อเรื่องใหม่ว่า The Tom Cruise ให้ Tom Cruise เล่นเป็นนายทหารชื่อ Tom Cruise ให้รู้แล้วรู้รอด)

ยังดีที่ Russell Crowe ผู้เคยได้รับรางวัลออสการ์ ยังพอมีพลังและฝีมือที่จะงัดกับ Tom Cruise ได้อยู่ ไม่ถูก Tom Cruise บดมิดเหมือนตัวละครอื่น (คนอื่นคือไร้ประโยชน์หมด ใครหน้าไหนก็ห้ามเก๋าเกิน Tom Cruise) ฉากไฟต์ระหว่างเขาสองคนถือเป็นหนึ่งในฉากที่ดีที่สุดของ The Mummy เวอร์ชั่นนี้ โดยที่มัมมี่ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอยู่ในฉาก

โดยรวมหนัง The Mummy ก็ดูได้แหละ ดูไปกินป๊อปคอร์นไปก็เพลินดี แต่เทรลเลอร์สนุกกว่าหนังเต็ม และรู้สึกเวอร์ชั่น Brendan Fraser สนุกกว่า ยิ่งถ้าสมัยนั้น CG เทพอย่างสมัยนี้ เวอร์ชั่นนั้นยังไงก็ชนะใส ๆ ไม่เห็นฝุ่น (ทั้งนี้เรายังไม่เคยดูฉบับโคตรออริจินัลนะ)

พูดตรง ๆ หนัง The Mummy (2017) ก็เหมาะกับแฟน ๆ ของ Tom Cruise เสียมากกว่าแฟน ๆ ของหนังแฟรนไชส์นี้ ถ้าชอบพระเอกก็ไปดูเถอะ ยังไงก็คุ้ม แต่โดยส่วนตัว เราเองก็เคยชอบ Tom Cruise นะ (ก็หล่อซะปานนี้) แต่หลัง ๆ มาก็เริ่มเบื่อแล้วเอียนแล้ว ไม่ใช่ว่าเพราะเขาแก่นะ แต่เพราะเขาชอบเล่นแต่แอ็คชั่นแนวซ้ำซากจำเจอยู่นั่นแหละ

The Mummy คะแนนตามความชอบส่วนตัว 6/10

ป.ล. ไม่มี end credit หรือฉากแถม ดูจบแล้ว ลุกไปเลย กลับบ้าน

Comments

comments