The Man Who Knew Infinity: อัจฉริยะโลกไม่รัก สร้างจากเรื่องจริงของ Srinivasa Ramanujan นักคณิตศาสตร์ชาวอินเดีย ที่ไม่ได้รับการยอมรับ ถูกคนอังกฤษเหยียดสารพัด เพราะเป็นคนอินเดีย ยากจน ไม่มีดีกรีปริญญา และจากโลกนี้ไปด้วยวัยเพียง 32 ปีเท่านั้น

 

เรื่องย่อ The Man Who Knew Infinity

S. Ramanujan (Dev Patel จาก Slumdog Millionaire, ChappieThe Road Within) เป็นอัจฉริยะทางคณิตศาสตร์ที่ไม่มีใบปริญญา วันหนึ่งเขาส่งทฤษฎีที่เขาคิดค้นและเขียนขึ้นไปให้กับศ.จ. Godfrey Harold หรือ G. H. Hardy (Jeremy Irons จาก Batman v Superman: Dawn of Justice)

เขาจึงได้รับเชิญให้ข้ามน้ำข้ามทะเลจากเมือง Madras (หรือ Tamil Nadu ในปัจจุบัน) ประเทศอินเดียไปที่ Trinity College, Cambridge University ประเทศอังกฤษ ซึ่งตอนนั้นอยู่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1

 

 

รีวิว วิเคราะห์ วิจารณ์ The Man Who Knew Infinity

เนื่องจาก The Man Who Knew Infinity เป็นหนังชีวประวัติ สร้างจากเรื่องจริงของอัจฉริยะคณิตศาสตร์ชาวอินเดีย S. Ramanujan ที่ไม่ได้หวือหวาอะไรมากมาย ก็ละม้ายคล้ายกับหนังเข้าชิงออสการ์ที่เราเพิ่งดูกันไปไม่นาน: The Theory of Everything (ชีวประวัติ Stephen Hawking) กับ The Imitation Game (ชีวประวัติ Alan Turing)

แต่โดยภาพรวมจะเหมือน ๆ กับ The Imitation Game มากกว่า ตรงที่ทั้ง S. Ramanujan และ Alan Turing เป็นอัจฉริยะคนสำคัญที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักหรือกล่าวถึง (เว้นแต่จะเป็นคนในแวดวงคณิตศาสตร์หรือคอมพิวเตอร์), มีแบคกราวนด์เป็นสงครามโลกครั้งที่ 1 และสงครามโลกครั้งที่ 2 ตามลำดับ, และทั้งสองคนเป็นคนชายขอบในยุคสมัยนั้น

แต่มีข้อแตกต่างคือ Alan Turing ไม่ได้รับการยอมรับหรือถูกเหยียดเพราะเขาเป็นเพศที่สาม ในขณะที่ S. Ramanujan ไม่ได้รับการยอมรับและถูกเหยียดเพราะเป็นคนอินเดียและไม่มีการศึกษา หรือพูดอีกแง่คือ The Imitation Game คือเรื่องของอัจฉริยะกับปัญหา Gender Discrimination หรือ Sexism ส่วน The Man Who Knew Infinity คือเรื่องของอัจฉริยะกับปัญหา Racial Discrimination หรือ Racism

 

 

S. Ramanujan ท่องตรีโกณฯ ได้ทั้งเล่มตั้งแต่ 10 ขวบ สร้างทฤษฎีของตัวเองตั้งแต่ 12 ขวบ แต่พออายุ 20 ต้องออกจากการเรียน เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม (จริง ๆ ตอนแรกได้ทุน แต่นอกจากคณิตศาสตร์แล้ว เขาทำเกรดไม่ดีเลย ก็เลยหลุดทุน) แม้แต่กระดาษก็มีใช้จำกัดมาก เวลาคิดสูตรหรือทฤษฎีใดใดได้ก็ต้องไปเขียนกับพื้นวัด ไปสมัครงานก็ไม่มีคนรับ เพราะไม่มีปริญญาและแต่งตัวมอซอ

พื้นฐานชีวิตของ S. Ramanujan ที่จะส่งให้เขาประสบความสำเร็จได้นั้นแทบไม่มีเลย นอกจากความขยันและความเพียรพยายามมุมานะของเขาเอง ถ้าเขาไม่ใฝ่รู้ใฝ่เรียนคณิตศาสตร์ด้วยตนเอง ส่งจดหมายไปหา G. H. Hardy และกล้าตัดสินใจแหกคอกออกประเทศมุ่งหน้าไป Trinity College, Cambridge University เขาก็คงไม่ประสบความสำเร็จ

 

 

ทุก ๆ ซีนสำคัญ รวมถึงซีนการตัดสินใจหรือการเปลี่ยนแปลง หนังถ่ายทอดจุดจุดนั้นได้ดีงามมาก เช่น โดยส่วนตัวเราชอบวินาทีที่ G. H. Hardy เอามีดฉีกซองจดหมายของคนอินเดียโนเนมคนนี้มาเปิดอ่าน หนังก็ละเมียดละไมกับวินาทีนั้น เพราะตั้งใจให้เห็นว่าซีนนั้นมันคือวินาทีสำคัญ มันคือก้าวสำคัญที่กำลังจะเปลี่ยนชีวิตของ S. Ramanujan คือจุดเริ่มต้นของ “โอกาส” ที่เขาถวิลหา

ซึ่งต่อมา G. H. Hardy ได้กลายเป็นเป็นมิตรแท้คนเดียวของ S. Ramanujan ที่อังกฤษเลยก็ว่าได้ โดยตัวละครทั้งสองตัวคนละขั้วกันสุด ๆ กล่าวคือ S. Ramanujan จะศรัทธาในพระเจ้า และเชื่อมั่นในทฤษฎีกับสัญชาตญาณของตนเอง ในขณะที่ G. H. Hardy ไม่เชื่อในอะไรก็ตามที่พิสูจน์ไม่ได้ ทั้งพระเจ้า และสูตรทางคณิตศาสตร์

แล้วการแสดงของ Dev Patel กับ Jeremy Irons ซึ่งรับบทเป็น S. Ramanujan กับ G. H. Hardy แท็กทีมกันได้อย่างน่าทึ่ง ทั้งสองคนแสดงดีงามไร้ที่ติ โดยเฉพาะ Jeremy Irons แสดงดีมาก ทำให้เราเห็นพัฒนาการของตัวละครชัดมาก โดยเฉพาะ eye contact กับน้ำเสียงที่ G. H. Hardy เขาใช้กับ S. Ramanujan ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย

 

 

นอกจากนี้ ทั้งบทและการถ่ายภาพก็สามารถถ่ายทอดวิถีชีวิต ขนบ วัฒนธรรมอินเดียและศาสนาฮินดูออกมาได้งดงาม ภาพสวยจริงจัง อีกทั้งยังถ่ายทอดความยากลำบากในการใช้ชีวิตในต่างแดนของ S. Ramanujan ให้เราอินได้สุดซึ้งว่า สังคมแบ่งแยกชนชั้นวรรณะไม่ได้มีแค่ที่อินเดีย และที่เราชอบที่สุดคือ เขาถ่ายทอดความ contrast ระหว่างโลกอินเดียกับโลกอังกฤษได้อย่างลงตัว

ถึงแม้อยู่ที่ Cambridge จะมีทั้งกระดาษเหลือใช้ มีเตียงให้นอน และมีโอกาสให้เรียนหนังสือ แต่ S. Ramanujan ก็ต้องอดทนต่อสู้กับอุปสรรคทางวิถีชีวิตและวัฒนธรรม เพราะนอกจากคนที่อังกฤษจะเหยียดคนอินเดียจนทำให้เขาเป็นโรคซึมเศร้าอ่อน ๆ แล้ว อาหารการกินและสภาพอากาศก็แตกต่างจนยากแก่การปรับตัว จนส่งผลให้สุดท้ายเขาเป็นโรควัณโรค และเสียชีวิตลงด้วยวัยเพียง 32 ปี

บางคนอาจคิดว่า เสียดายที่เขาอายุสั้น ถ้าเขาไม่มาประเทศอังกฤษ เขาคงอายุยืนกว่านั้น แต่สำหรับเรา ถ้าเขาอยู่แต่อินเดียทั้งชีวิต ไม่ได้ออกไปเปิดโลกกว้าง ไม่ได้ออกไปให้โลกได้ยินยลความสามารถ และไม่ได้สร้างคุณประโยชน์แก่โลกทั้งที่ตัวเองมีศักยภาพมากพอที่จะทำได้ เราว่าอย่างนี้คือ “น่าเสียดาย” มากกว่า

 

 

อีกประเด็นหนึ่งที่เราอินคือ บทบาทของผู้หญิงอินเดียในยุคนั้น (หรือกระทั่งยุคปัจจุบันนี้ก็อาจยังมีอยู่) ที่เล่าผ่านตัวละคร Janaki (รับบทโดย Devika Bhise) ภรรยาของ S. Ramanujan ที่เฝ้ารอวันที่สามีจะพาเธอไปอยู่ด้วยที่อังกฤษ

เช่นเดียวกับผู้หญิงอินเดียทุกคนตอนนั้น Janaki ไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ เธออ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ จะเขียนจดหมายก็ต้องวานให้พี่ชายเขียนให้ ชีวิตแต่ละวันไม่มีอะไรเลยนอกจากคิดถึงสามี ตรงกันข้ามกับ S. Ramanujan ที่อย่างน้อยชีวิตเขายังมีคณิตศาสตร์ให้คิดให้ทำไม่รู้จบ เช่นเดียวกับ G. H. Hardy ซึ่งมีการศึกษาและงานที่ดี ต่อให้เขาต้องอยู่เป็นโสดจนตาย ชีวิตก็ไม่เดือดร้อน

 

 

โดยสรุป ถึงแม้คนโง่เลขอย่างเราจะไม่อินกับสิ่งที่ S. Ramanujan คิดค้น แต่หนัง The Man Who Knew Infinity ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองโชคดีแค่ไหนที่เกิดมามีโอกาสทางการศึกษา โอกาสทางสังคม อีกทั้งยังมีเครื่องมือสื่อสารที่สะดวกสบาย ช่วยเพิ่มโอกาสมากมายในชีวิต ทำให้เราติดต่อกันได้ง่าย มีพื้นที่ออนไลน์ให้แสดงตัวตนและความสามารถให้โลกทั้งโลกได้ประจักษ์

ดังนั้น เราไม่มีข้ออ้างอะไรอีกแล้ว ที่จะ “ล้มเหลว”

The Man Who Knew Infinity: อัจฉริยะโลกไม่รัก เข้าฉาย 12 พ.ค. 2016 นี้ในโรงภาพยนตร์

คะแนนตามความชอบส่วนตัว 8/10

READ MORE: 

- กว่าเพชรจะถูกค้นพบ รามานุจันนักคณิตศาสตร์อัจฉริยะ
- ทฤษฎีรามานุจัน : อัจฉริยะคณิตศาสตร์ชาวอินเดีย
- ศรีนิวาสะ รามานุจัน