ใกล้จะถึงช่วงวันหยุดยาวนี้ โปรดิวเซอร์หนังชื่อดังอย่าง Steven Spielberg และ Oprah Winfrey ได้ปล่อย The Hundred-Foot Journey หนัง American comedy-drama ที่อร่อยที่สุดเรื่องหนึ่งในรอบปีออกมาเรียกน้ำย่อยคนทั่วโลก

ซึ่งถ้าใครได้หลงไปดูหนังเรื่องนี้เข้าแล้วล่ะก็ คงจะอยากไปเที่ยวยุโรปและชิมอาหารฝรั่งเศสขึ้นมาอย่างแน่นอน เพราะ 90% ของทั้งเรื่องถ่ายทำที่ประเทศฝรั่งเศส (ทั้งในเมืองและในชนบท) และที่เหลือเป็นฉากที่ประเทศอังกฤษกับอินเดีย

 

 

The Hundred-Foot Journey เป็นเรื่องราวของครอบครัว Kadam ที่อพยพลี้ภัยทางการเมืองจากเมือง Mumbai ประเทศอินเดีย มาตั้งรกรากใหม่ที่ยุโรป วันหนึ่งรถปุโรทั่งของพวกเขามาเบรกแตกที่เมือง Midi-Pyrénées ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส แล้ว Papa (Om Puri) ได้ตัดสินใจซื้อร้านอาหารเก่าที่เจ๊งไปนานแล้วแห่งหนึ่งท่ามกลางเสียงคัดค้านของลูกๆ เพราะที่ดินตรงนั้นเป็นทำเลไม่งาม อยู่ตรงข้ามกับร้านอาหารฝรั่งเศสสุดหรูระดับหนึ่งดาวมิชลิน ชื่อ Le Saule Pleurer (แปลว่า The Weeping Willow) ของ Madame Mallory (Helen Mirren จาก The Queen และ Inkheart)

 

 

Papa เป็นคนหัวดื้อ ในที่สุดก็รั้นเปิดร้านอาหารอินเดียที่นั่นจนได้ โดยใช้ชื่อว่า Maison Mumbai โดยมี Hassan Kadam (Manish Dayal) ลูกชาย เป็นกุ๊กมือทอง และเนื่องจากร้านของครอบครัว Kadam อยู่ห่างจากร้านของมาดามไฮโซแค่ 100 ฟุตเท่านั้น จึงเป็นที่มาของชื่อหนังเรื่องนี้นี่เอง

เมื่อร้านอาหารอินเดียของ Kadam เสร็จ *Gastronomical War ยกที่หนึ่งระหว่างร้านอาหารสองสัญชาติก็บังเกิดขึ้น เพราะความขิงก็ราข่าก็แรงของป้า French และลุง Indian คู่นี้นี่แหละ ซึ่งเราการันตีเลยว่า การปะทะกันและการเอาคืนกันระหว่าง Papa และ Madame นั้นดุเดือด เผ็ดร้อน แสบสัน และตูมตามอย่างกับระเบิดปรมาณูฟิวชั่น

*Gastronomical = the art or science of good eating

 

 

ในส่วนของคู่แก่ก็เผ็ดจัดจ้าน (และขโมยซีนรุ่นลูกๆ) กันไปแล้ว เครื่องเคียงจานหวานก็ตกเป็นหน้าที่ของคู่หนุ่มสาวอย่าง Hassan กับ Marguerite ซึ่งถึงแม้ทั้งสองจะต่างสัญชาติ แต่เคมีกลับเข้ากันอย่างน่ารักลงตัว

ในเรื่อง Hassan Kadam เป็นลูกชายคนรองของ Papa มีหน้าตาหล่อเหลา (สไตล์แขกๆ) และมีพรสวรรค์ด้านการทำอาหารมาก เขาเรียนรู้เรื่องอาหารจากแม่มาแต่เด็กๆ และพอมาอยู่ที่ฝรั่งเศส เขาได้มาเจอกับ Marguerite (Charlotte Le Bon จาก Yves Saint Laurent) sous chef คนสวยของ Madame Mallory ที่คอยช่วยให้คำแนะนำเรื่องอาหารฝรั่งเศส อีกทั้งยังได้ให้คู่มือการทำอาหารฝรั่งเศสกับเขาไปศึกษา โดยเธอเองก็ไม่คาดฝันว่าวันนึง Hassan คนที่เธอกำลังช่วยเหลือและกำลังตกหลุมรัก จะกลายเป็นคู่แข่งแย่งตำแหน่ง chef กับเธอ

 

รีวิวความสนุกโดยรวมของหนัง เราชอบช่วงที่ Papa กับ Madame ทะเลาะกันที่สุด ช่วงนั้นคือตลก น่ารัก และบันเทิงมาก (ขอชื่นชมอีกข้อคือ สำเนียงฝรั่งเศสของเจ๊ Helen Mirren แกเป๊ะมาก จนลืมไปเลยว่าจริงๆ แกเป็นคนชาติอะไร)

ส่วนอื่นๆ โดยเฉพาะในส่วนของบทหนังนั้น เราเฉยๆ เพราะเอาจริงๆ ความสมเหตุสมผลของหนังไม่ค่อยจะมี ดังนั้นดูเอาแค่บันเทิงพอ อย่าไปคิดอะไรมาก ดูแต่ความสวยงามของอาหารและประเทศฝรั่งเศสก็อิ่มไปถึงพรุ่งนี้เช้าแล้ว

 

 

นอกจากฉากการทะเลาะปะปังของทั้งสองร้านแล้ว เราว่าหนังในช่วงแรกๆ ปูเรื่องเยอะไปหน่อย (คือก็ไม่ได้ปูนานมากนะ แต่รู้สึกมันยิบย่อยและค่อนข้างเอื่อยไปหน่อย) และอาจเป็นเพราะหนังมัวแต่เตรียมเครื่องช่วงแรกๆ นานไปหน่อยนี่แหละ จึงไม่ค่อยเหลือเวลาละเมียดละไมให้กับอาหารจานหลังๆ เท่าไหร่

ดังจะเห็นได้จากช่วงองก์สุดท้ายของหนัง ทั้งในส่วนความรักของหนุ่มสาว และส่วนของความสำเร็จของพระเอกใน Paris นั้น ค่อนข้าง “ฉาบฉวย” เหมือนหนังเขายกออกมาเสิร์ฟให้เราชิมเพียงแค่ “ปาดหน้า” แล้วจากไป เรายังไม่ทันได้ลิ้มรสจนถึงเครื่องเทศหรือเนื้อเน้นๆ ของหนังเลย

สรุปคือเกือบดีแล้ว แต่ช่วงองก์สุดท้าย เรายังรู้สึก “ไม่อิน” และไม่รู้สึกถึงความอร่อยของมันอย่างที่ควรจะเป็น

 

 

โดยสรุป ถึงแม้ The Hundred-Foot Journey จะเป็นหนังที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัย เหมาะกับทุกคนในครอบครัว เพราะเนื้อเรื่องเบาสมอง ดูง่าย ดูเพลิน สนุกสนาน และโลกสวยฟีลกู้ด แต่คำเตือนก่อนไปชมหนังเรื่องนี้ก็คือ คุณควรทานอาหารให้อิ่มก่อนเข้าโรงภาพยนตร์ อันนี้สำคัญมาก เพราะทั้งเรื่องจะเต็มไปด้วยรูปรสกลิ่นเสียงของอาหารอินเดียและฝรั่งเศส ที่ชวนน้ำลายสอตั้งแต่วัตถุดิบยันไปถึงอาหารจานสำเร็จร้อนๆ จากเตา