ปีนี้ ใครที่เคยชื่นชอบผลงานของผู้กำกับ John Carney จาก Once และ Begin Again หรือ/และ ชอบเพลงสไตล์ยุค ’80 เราแนะนำเลยว่า คุณห้ามพลาด Sing Street ด้วยประการทั้งปวง

 

เรื่องย่อ Sing Street

ในปี 1985 ชาวไอริชประสบวิกฤติเศรษฐกิจอย่างหนัก รวมถึงสองสามีภรรยา Robert (Aidan Gillen จาก Game of Thrones) กับ Penny (Maria Doyle Kennedy จาก The Conjuring 2) แห่งเมือง Dublin ทำให้ลูกชายคนเล็กของพวกเขา Conor (Ferdia Walsh-Peelo) ต้องย้ายจากโณงเรียนที่ดีมาเรียนที่โรงเรียน Synge Street ซึ่งเป็นโรงเรียนในสังกัดของ Christian Brothers ดูแลโดย Brother Baxter (Don Wycherley) ผู้เจ้าระเบียบและเข้มงวด

Conor ตั้งวงดนตรีเพื่อจีบ Raphina (Lucy Boynton) สาวสวยแปลกหน้าที่ใฝ่ฝันจะเป็นซูเปอร์โมเดลที่ลอนดอน โดยมีเพื่อนใหม่อย่าง Darren (Ben Carolan) และ Eamon (Mark McKenna) เป็นกำลังสำคัญของวง และมีพี่ชายอย่าง Brendan (Jack Reynor) เป็น mentor

 

 

 

รีวิว วิเคราะห์ วิจารณ์ Sing Street

สิ่งแรกที่ต้องชมคือ เพลงต่าง ๆ ใน Sing Street เพราะมาก จังหวะมันมาก และเล่าเรื่องราวของตัวละครได้ดีอีกต่างหาก โดยเฉพาะเพลง Drive It Like You Stole It ที่ฉายประกอบ MV งานโรงเรียนเหมือนงานพร็อมในหนังเรื่อง Back to the Future ที่เห็นชัดมากเลยเรื่อง ความฝัน vs ความจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องเรียนรู้และยอมรับ

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่หนังสำหรับคนที่รักเพลงหรือรักดนตรีเท่านั้น แต่เป็นหนัง coming-of-age ที่เหมาะกับคนทุกคนที่ต้องการจะเติบโต โดยเฉพาะวัยรุ่นวัยกำลังเติบโต โดยเนื้อหาของหนังและเพลงในเรื่องจะไม่ได้ค่อนไปทางความรักแบบ Begin Again แต่ค่อนไปทางแนวชีวิตทั่วไปแบบ “happy/sad”

กล่าวคือ หนังจะสอนให้เรารู้จัก “happy being sad” หรือพูดง่าย ๆ คือยอมรับในความจริงของชีวิตนั่นเอง ซึ่งก็จะเกี่ยวกับความรักนิดหน่อย เพราะความรักก็เป็นหนึ่งในวิถีแห่ง “happy/sad” (แหม ฟังดูธรรมะธรรมโม) แต่หนังก็ไม่ได้ดราม่าน่าเบื่อนะ ดูเพลินมาก สนุก น่ารัก มุกตลกปังทุกมุก และเป็นมุกตลกที่ real มาก ไม่รู้ John Carney เขาทำได้ยังไง

 

 

ปลายทางของหนังคือการเดินตามความฝันและเป็นตัวตนของตนเอง เช่น Raphina ที่ใฝ่ฝันจะเป็นนางแบบอาชีพที่ลอนดอนถึงแม้จะมีใครว่าเธอเตี้ยหรือไม่สวยพอก็ตาม หรือ Conor ที่ตอนแรกริเริ่มตั้งวงเพื่อจะจีบ Raphina ทั้งที่ตัวเองแทบไม่มีความรู้เกี่ยวกับดนตรี และต่อมาความฝันก็เริ่มใหญ่ขึ้นถึงการเป็นนักดนตรีในลอนดอน

ถึงแม้พื้นฐานด้านดนตรีของ Conor จะน้อยนิด และเดิมทีจะเป็นเด็กเรียนและแต่งตัวในกรอบในทาง แต่โชคดีของเขาที่มีความรักเป็นแรงผลักดันไปสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ Raphina จุดประกายให้เขาได้ทำอะไรใหม่ ๆ มากมาย เช่น ตั้งวงดนตรี แต่งตัวแต่งหน้า ฯลฯ แถมยังมีเพื่อนที่เป็นเทพด้านดนตรีอย่าง Eamon ที่พร้อมจะสนับสนุนเขาทุกอย่าง ตั้งแต่การแต่งเพลง เครื่องเสียงเครื่องดนตรี จนไปถึงห้องซ้อม

และเส้นทางที่เขากำลังเดิน ก็เป็นเส้นทางที่ไม่ยากจนเกินไปหากเขาพร้อมเต็มใจจะพยายาม เพราะเส้นทางนั้นมีพี่ชายคนโตถางไว้ให้แล้ว พี่เป็น mentor ที่ดีของเขา และในขณะในเดียวกันพี่เขาก็เป็นตัวอย่างของความ(เกือบ)ล้มเหลวในการไปไม่ถึงฝั่งฝัน ดังนั้นพี่ชายของเขาจึงเป็นทั้งอุทาหรณ์ แรงบันดาลใจ และกำลังใจที่ทรงอิทธิพลที่สุดในชีวิตของเขา ทั้งนี้ยังไม่นับพ่อและแม่ของเขาด้วยอีกคู่หนึ่ง

 

 

เราจะเห็นได้ว่าหลายคนไม่กล้าก้าวออกไปไขว่คว้าความฝัน เพียงเพราะเจออุปสรรคขัดขวางก็เลยท้อ ถอดใจ ล้มเลิก หรือเปลี่ยนไปเส้นทางที่ง่ายกว่า เช่น ยอมแพ้กับความฝันแล้วไปขาย McDonald’s เป็นต้น หรืออย่าง Ann พี่สาวของ Conor ก็ทิ้งฝันที่จะเป็นจิตรกรไปเป็นสถาปนิกเพราะรู้สึกว่าศิลปินไม่ใช่อาชีพที่แท้จริง

บางคนก็มีข้ออ้างเรื่องไม่มีเงินบ้าง ไม่มีเวลาบ้างที่จริง ๆ แล้ว ทั้งเงินทั้งเวลาล้วนเป็นสิ่งที่เราจัดสรรได้ อ้างว่าครอบครัวมีปัญหานี่นั่นโน่น ทั้งที่ที่จริงแล้ว ทุกคนย่อมมีปัญหาแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะยากดีมีจน เพราะถ้าไม่มีปัญหามันก็ไม่ใช่การใช้ชีวิต สิ่งสำคัญคือเราต้องยอมรับมันให้ได้ อย่างที่บอกข้างต้นว่ามันคือ “happy/sad”

 

 

บางคนไม่เริ่มทำอะไรใหม่ ๆ หรือไม่กล้าลองสู้เพื่อฝัน เพราะอ้างว่าทำไม่เป็น ทั้งที่ความรู้หรือทักษะก็เป็นสิ่งที่สร้างและฝึกฝนกันได้ ไม่มีใครทำอะไรเป็นกันแต่เกิดทั้งนั้นแหละ แล้วบางคนก็มัวแต่ซีเรียสกับกฎ ทฤษฎี หรือหลักการมากเกินไป จนลืมไปว่า ต่อให้มีความรู้มากก็ไม่สำคัญเท่าเริ่มลงมือทำ

เรื่องความรู้นี่ก็เป็นอะไรที่น่าคิด เด็กทุกคนถูกบังคับให้เรียนหนังสือ เพราะคนเชื่อกันว่าการเรียนสำคัญ ซึ่งเราก็เห็นด้วยนะว่า learning หรือ education นั้นสำคัญมาก แต่ schooling โดยเฉพาะ bad schooling กับ bad teachers เช่น โรงเรียน Synge Street ในเรื่องนั้น ไม่เกิดผลดีเสมอไป บางครั้งผลที่ได้ก็คือการเสียเวลาที่จะไปทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับความฝันตัวเอง แต่ยังดีที่ schooling คือการเปิดโลก เปิดสังคม ซึ่งก็เป็นไปได้เช่นกันว่าจะเจอทั้งเพื่อนที่ดีและเพื่อนที่ไม่ดี นั่นก็อยู่ที่เราเลือกอีกเช่นกัน

 

 

อุปสรรคอาจจะมีพลังสกัดกั้นหรือเหนี่ยวรั้งคนคนนึงก็เท่านั้น แต่ความฝันและเป้าหมายของคนเรามันพิเศษกว่านั้น มันมีพลังในการสร้าง ซึ่งอุปสรรคสร้างไม่ได้ ถ้าเปรียบอุปสรรคให้เห็นภาพชัด ลองนึกถึงคนไอริชที่ใฝ่ฝันจะไปอังกฤษ พวกเขามีน่านน้ำใหญ่เป็นอุปสรรคกั้นขวาง แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่าเราพร้อมจะหาเรือหาเครื่องบินเดินทางข้ามมันไปหรือจะยอมติดเกาะอยู่ที่เดิมไปจนตาย… มันอยู่ที่เรา

ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง เราไม่เห็นพระเอกของเราฟูมฟายกับชีวิตของเขาเลย ตัวละครยิบย่อยต่าง ๆ ก็แทบจะไม่เช่นกัน ดูแล้วก็คิดถึงตัวเองสมัยอายุ 15 หรือแม้กระทั่งตอนนี้เองก็ตาม… คิดถึงว่า… นี่เรากำลังทำอะไรอยู่… และทำอะไรเพื่อความฝันของเราไปบ้างแล้ว…

 

 

Sing Street เข้าฉาย 30 มิ.ย. นี้ ในโรงภาพยนตร์ คะแนนตามความชอบส่วนตัว 8.5/10

(ป.ล. แอบให้คะแนนพิเศษกับน้อง Eamon หรือน้อง Mark McKenna ไปนิดหน่อย หล่อมาก กิ๊งมาก โอโม่มาก ชอบส์~)

 

รอบที่ 1

 

รอบที่ 2