‘You must shed your masks to wear this armor.’

เชื่อว่ามนุษย์ยุค ’90 เกือบทุกคนต้องรู้จักหรือเคยดูทีวีซีรีส์ Power Rangers เราเองก็เป็นคนนึงที่ติดตามดู Power Rangers ทุกตอนเมื่อครั้งยังเด็ก ถึงแม้ตอนนี้เราจะจำเนื้อเรื่องไม่ได้เลย แต่ความรู้สึกเก่า ๆ ในวัยเยาว์ยังคงมีกลิ่นอายอยู่ทุกครั้งที่นึกถึงเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ห้าสีนี้

เมื่อปลายปี 2016 – ต้นปี 2017 ที่เทรลเลอร์ Power Rangers ฉบับ reboot ของ Hollywood ปล่อยออกมา เราก็คิดในใจละว่า เอา Power Rangers มาทำเป็นหนังแบบนี้ จะรอดหรอวะ มันไม่ตลกหรอวะ ยิ่งเห็นชื่อ Dean Israelite เป็นผู้กำกับ เรายิ่งไม่ไว้ใจ เพราะ Project Almanac ผลงานการกำกับก่อนหน้านี้ของเขา ไม่ค่อยตรงจริตเราสักเท่าไหร่

Power Rangers เวอร์ชั่น 2017 นี้ เปิดเรื่องในยุคไดโนเสาร์ เมื่อ Red Ranger Zordon (Bryan Cranston จาก Trumbo และ Argo) กับทีมเรนเจอร์ พ่ายให้กับ Rita Repulsa (Elizabeth Banks จาก The Hunger Games และ Pitch Perfect) Green Ranger ผู้ทรยศ ทำให้ Zordon สั่งให้อุกกาบาตพุ่งมาทำลาย Rita พร้อมฝังเหรียญตราพาวเวอร์เรนเจอร์ลงไปในพื้นปฐพี

65 ล้านปีต่อมา เด็กต่างเชื้อชาติ ต่างสีผิว ต่างสไตล์ทั้ง 5 คน ได้แก่ นักฟุตบอลดาวรุ่ง Jason Scott (Dacre Montgomery), อดีตเชียร์ลีดเดอร์สาวสุดป๊อป Kimberly Hart (Naomi Scott จาก The 33), ออติสติกผิวสี Billy Cranston (RJ Cyler จาก Me and Earl and the Dying Girl), หนุ่มเอเชียจอมซ่า Zack Taylor  (Ludi Lin), และสาวลึกลับ Trini Kwan (Becky G.บังเอิญมาอยู่ในที่เดียวกันและพบเหรียญทั้งห้านั้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย และตั้งแต่คืนนั้น พวกเขาก็รู้สึกว่าพวกเขาไม่ใช่พวกเขาคนเดิมอีกต่อไป

ในส่วนของตัวละครหลักทั้ง 5 นี้ ชัดเจนว่าหนังก็ไม่ได้ให้น้ำหนักความสำคัญเท่าเทียมกันเท่าไหร่นัก บทของ Jason, Kimberly, กับ Billy จะเด่นกว่า Zack และ Trini นิดหน่อย แล้วหนังก็ไปชดเชยให้ Zack กับ Trini ตรงที่เพิ่ม family backgrounds ให้ตัวละครสองตัวนี้มากกว่าเพื่อน ซึ่งเราว่าตรงนี้มันแปลก ๆ ไม่ค่อยบาลานซ์สักเท่าไหร่ และกลายเป็นว่าสุดท้ายเราไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังอะไรของ Kimberly เลยนอกจากเรื่องมีประเด็นผู้ชายกับเพื่อนสนิท (อืม แต่ก็เป็นปัญหาที่ girly จริง ๆ)

ถึงแม้ตัว Leader ของทีมจะยังคงเป็น A White Male แต่เราก็ชอบ Power Rangers เวอร์ชั่นนี้ตรงที่มีความหลากหลายของตัวละครในกลุ่มเรนเจอร์ กล่าวคือ มีตั้งแต่ผิวขาวหน้าฝรั่งอย่างอเมริกัน/ออสเตรเลีย (Red Ranger), ลูกครึ่งอินเดียหน้าคมขำ (Pink Ranger), เชื้อสายแอฟริกันผิวสี (Blue Ranger), เอเชียหน้าตี๋ผิวเหลือง (Black Ranger), และเม็กซิกัน/เชื้อสายละติน (Yellow Ranger)

นอกจากนี้ จุดเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่น่าสนใจที่สุดของภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่คือ หนัง Power Rangers เวอร์ชั่นนี้ มีซูเปอร์ฮีโร่เป็น LGBTQ แบบ(ค่อนข้าง) openly นั่นก็คือ Trini หรือ Yellow Ranger โดยตัวละครนี้ในหนังเวอร์ชั่นก่อน ๆ เป็น straight มาโดยตลอด

อย่างไรก็ตาม ประเด็น Gender ในเรื่องนี้ไม่ได้มุ่งไปที่ Sexual Orientation หรือความสนใจเรื่องความสัมพันธ์ทางเพศ หากแต่ให้ Trini หรือ Yellow Ranger เป็นตัวละครที่บอกกับคนดูว่า ซูเปอร์ฮีโร่ไม่จำเป็นต้องเป็น ‘he’ เสมอไป (เนื่องจากพวกเรนเจอร์จะเปิดเผยหน้าตาที่แท้จริงไม่ได้ คนทั่วไปอาจเหมารวมว่าซูเปอร์ฮีโร่ที่อยู่ภายใต้หน้ากากและชุดเกราะเหล่านี้ต้องเป็นผู้ชาย)

Jason เป็นตัวแทนวัยรุ่นคนดังที่เป็นดาวเด่นประจำโรงเรียน เราชอบจุดที่ Jason ไม่ได้รู้สึก proud กับการเป็นนักฟุตบอลดาวรุ่งหรือการที่จะได้เข้ามหาลัยโควต้านักกีฬา เหมือนเขารู้สึกว่ามันไม่ได้เป็นเป้าหมายในชีวิตเขา มันไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ มันเป็นแค่สิ่งที่พ่อหรือสังคมคาดหวังให้เขาเป็น แล้วการมาเป็นเรนเจอร์ มันตอบคำถามบางอย่างในตัวเขาได้ เหมือนเขาได้รู้ว่าเขาเกิดมาเพื่ออะไร

Kimberly ก็เป็นคนดังในแง่ของการเป็นคนสวย เป็นสาวเชียร์ลีดเดอร์ แต่ช็อตที่ Kimberly ตัดผม (ตามที่เราก็เห็นกันในเทรลเลอร์) มันเป็นหนึ่งในการตัดสินใจเรื่องการเปลี่ยนแปลง เธอไม่ได้อยากเป็นผู้หญิงสวยในอุดมคติ ไม่ได้อยากเป็นตุ๊กตาหน้ารถให้นักกีฬา แต่เธอแค่อยากเป็นเธอ และทำอะไรที่เป็นเรื่องเป็นราวจริง ๆ

ถ้าไม่นับ Zack ที่ขโมยซีนไปบ้างด้วยความหล่อตี๋และคาแรกเตอร์ที่ actively alert และซ่าตลอดเวลา Billy คือตัวละครที่คนดูทั้งโรงต้องหัวเราะและปรบมือให้แทบทุกซีนของเขา Billy คือสีสันของหนังเรื่องนี้อย่างยิ่ง การมีเขาอยู่ทำให้หนังสนุกขึ้นมาก มีล้อ Iron Man, Spider-Man, Transformers ด้วย เขาเป็นคนที่ทำให้เราอยากจะจัด genre ให้หนังเรื่องนี้จริง ๆ ว่า Power Rangers คือหนังตลก

ยิ่ง Elizabeth Banks นี่ก็ฮา ฮาแบบไม่รู้ทำไมเธอกล้ามาเล่นบทแบบนี้และใส่คอสตูมอะไรแบบนี้ แต่เอาเถอะ เห็นนางเล่นแบบนี้แล้วก็บันเทิงดีไปอีกแบบ เหมือนดูลิเก ดูจบแล้วก็อยากกินคริสปี้ครีม

เอาจริง ๆ ไปดู Power Rangers เวอร์ชั่นนี้ เราก็ไม่อยากให้คาดหวังถึงคิวบู๊หรือการทำลายล้างสเกล Marvel เพราะมันเทียบกันไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าไปดูก็อยากให้เปิดใจ และมองว่ามันคือ Power Rangers ที่เด็ก ๆ ยุค ’90 คุ้นเคย เพิ่มเติมคือโปรดักชั่นที่แพงขึ้นและนักแสดงที่เล่นใหญ่ขึ้นจากเวอร์ชั่นเดิม

Power Rangers เวอร์ชั่นนี้ ฉากบู๊ยังมีไม่มาก หนัก ๆ ก็มีแค่ช่วงท้ายเท่านั้น ทั้งนี้ก็ต้องเข้าใจว่ามันก็เป็นหนังภาคแรก ต้องปูพื้นหลังหรือเล่าเรื่องเยอะหน่อย ตั้งแต่ใครเป็นใคร มาเป็นทีมเดียวกันได้ยังไง และต้องฝึกซ้อมนี่นั่นกันก่อน ซึ่งช่วงนี้เปรียบได้กับช่วง coming-of-age แสดงให้ถึงการเติบโตของวัยรุ่นก็ว่าได้ แล้วจากนั้นค่อยไปบู๊กับตัวร้ายแค่ช่วงท้ายทีเดียวพอ ถ้าใครอยากมันส์กันต่อเพิ่มเติม ก็ต้องไปต่อกันภาคต่อไป (เท่าที่ดูช่วง end credit ก็เห็นละว่าหนังเขาปูทางไปภาค 2 แล้ว)

สิ่งสำคัญที่หนังสอนกับคนดู ที่เด็กดูได้ผู้ใหญ่ดูดี คือเรื่องมิตรภาพและความสามัคคีในหมู่คณะ ซึ่งจะก่อให้เกิดพลังอันยิ่งใหญ่ ฟังดูมันอาจจะเป็นเรื่องที่เชย แต่มันกลับเป็นเรื่องที่คลาสสิกและทำเอาซึ้งตามความสัมพันธ์ของพวกเรนเจอร์ได้โดยไม่รู้ตัว แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปอีกขั้น จะพบว่า มันไม่ใช่แค่เรื่องเพื่อน การที่หนังตั้งใจให้ตัวละครหลักทั้งห้ามาจากหลากหลายเชื้อชาติและสีผิว เขาอาจจะต้องการให้พวกเราเห็นด้วยเช่นกันว่า โลกของเราจะไม่พังพินาศหรือถูกทำลายด้วยคนโลภหากทุกคนทุกเชื้อชาติร่วมมือร่วมใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

Power Rangers  เข้าฉายแล้ว 23 มี.ค. 2017 นี้ในโรงภาพยนตร์ คะแนนตามความชอบส่วนตัว 7/10