โดยปกติ หนังหลายเรื่องที่สร้างหรือดัดแปลงจากหนังสือหลายเล่มจบ จะเอามาทำเป็นหนังทำเงินได้หลายภาค (ไม่นับหนังสือหลายเล่มจบบางเรื่องที่พอสร้างเป็นหนังปุ๊บก็พังปั๊บตั้งแต่ภาคแรก) นอกจากนี้ หนังเดี่ยวๆ ที่ประสบความสำเร็จด้านรายได้มากๆ ก็มักจะได้รับเงินทุนที่หนาขึ้นจากทางค่าย ให้ไปเขียนบทและสร้างหนังภาคสองภาคสามต่อๆ ไป (ถึงแม้หนังภาคต่อหลายเรื่องจะค่อนข้างสนุกน้อยกว่าภาคแรกก็เถอะ)

Night at the Museum เป็นหนังตลกแฟนตาซีเบาสมอง ความยาว 90 กว่านาที เรื่องหนึ่ง ที่ไม่ได้ฟอร์มยักษ์มากมาย และไม่ได้เป็นหนังคุณภาพระดับ Oscar แต่ก็สร้างสรรค์และประสบความสำเร็จพอที่จะเดินทางต่อมาเรื่อยๆ ได้จนถึงภาค 3 ในที่สุด โดยแทบไม่มีการเปลี่ยนทีมนักแสดงเลย (แต่แต่ละภาคก็จะมีตัวละครใหม่ๆ หรือแขกรับเชิญมาสร้างสีสันแตกต่างกันไป)

ในภาคที่ 3 นี้ ใช้ชื่อตอนว่า Night at the Museum: Secret of the Tomb เรื่องราวอาจจะมีความ “เกี่ยวเนื่อง” กับภาค 1-2 แต่ก็ไม่ได้ “ต่อเนื่อง” กัน เพราะแต่ละภาคๆ เรื่องราวก็เกิดในพิพิธภัณฑ์คนละแห่ง นอกจากนี้ หนังเขาก็ค่อนข้างปูความเดิมตอนที่แล้วไว้อย่างดีพอ…

ดีพอที่ว่า คนที่ไม่เคยดูภาคก่อนหน้านี้มาก่อนก็ดูรู้เรื่อง และกระชับพอที่ว่า คนที่เคยดูภาคก่อนๆ มาก่อนก็ไม่รู้สึกเบื่อกับการเท้าความ

(คลิก อ่านสรุปทบทวน Night at the Museum ภาค 1-2)


เรื่องย่อ Night at the Museum 3 : Secret of the Tomb

เวทมนตร์ของแผ่นจารึกทองคำที่ปกติทำให้สิ่งไม่มีชีวิตในพิพิธภัณฑ์มีชีวิตกำลังเสื่อมคลาย Larry Daley (Ben Stiller) ยามกะกลางคืนแห่ง  American Museum of Natural History (AMNH) จึงขออนุญาต Dr. McPhee (Ricky Gervais) นำแผ่นจารึกทองคำ พร้อมกับหุ่น Ahkmenrah เดอะปรินซ์ออฟอียิปต์ (Rami Malek) บินข้ามน้ำข้ามทะเลไปหาคำตอบของปริศนาแผ่นจารึกทองคำจากเสด็จพ่อของ Ahkmenrah หรือท่านฟาโรห์ Merenkahre (Ben Kingsley) ที่ถูกจัดแสดงอยู่ที่ British Museum

โดยในกล่องที่บรรจุแผ่นจารึกกับ Ahkmenrah นั้น มีเจ้า Dexter (Crystal the Monkey) ลิงสตัฟฟ์พันธุ์ Capuchin และพลพรรคหุ่นขี้ผึ้งแอบซุกตามไปด้วย ได้แก่ ประธานาธิบดี Theodore ‘Teddy’ Roosevelt (Robin Williams), Sacagawea แฟนสาวของประธานาธิบดีเท็ดดี้ (Mizuo Peck), Attila หัวหน้าเผ่าฮั่น (Patrick Gallagher), คาวบอยจิ๋ว Jedediah (Owen Wilson), โรมันจิ๋ว Octavius (Steve Coogan) รวมถึง Laaa (Ben Stiller) หุ่นขี้ผึ้งชาวเผ่า Neanderthals ตัวใหม่แกะกล่องที่หน้าตาเหมือน Larry ยังกะโคลนนิ่ง

ภารกิจลัดฟ้าจากนิวยอร์กไปลอนดอนครั้งนี้ Larry หิ้วลูกชายวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ Nicky หรือ Nick (Skyler Gisondo) ไปกับเขาด้วย เพราะไม่ไว้ใจปล่อยลูกชายไว้ที่บ้านคนเดียว เราจึงเห็นความสัมพันธ์และความขัดแย้งของสองพ่อลูกที่ถกกันเรื่องอนาคตของ Nick แทรกอยู่ในการผจญภัยแทบตลอดทริป (จริงๆ ก็ขัดแย้งกันตั้งแต่ก่อนแพ็กกระเป๋าแล้วแหละ)

เมื่อถึงลอนดอน สองพ่อลูกรวมหัวกันหลอก Tilly (Rebel Wilson) ยามสาวหน้าประตู British Museum เข้าไปในพิพิธภัณฑ์ได้สำเร็จ พลังของแผ่นจารึกทองคำทำให้สิ่งต่างๆ ในพิพิธภัณฑ์นั้นมีชีวิตในคืนนั้น ระหว่างเดินหาโซนอียิปต์เพื่อไปหาเสด็จพ่อของ Ahkmenrah อยู่นั้น คณะทัวร์ของ Larry ได้พบกับหุ่นอัศวิน Sir Lancelot (Dan Stevens) ที่เป็นทั้งความโชคดีและความโชคร้ายในคราเดียวกัน และความวุ่นวายก็เริ่มขึ้น!


รีวิว / วิจารณ์  Night at the Museum 3 : Secret of the Tomb

ในเมื่อหนังเขาเป็นหนังตลกที่ไม่ค่อยมีสาระ เราจึงมองข้ามประเด็นเรื่องสาระและความสมเหตุสมผลของพล็อตหนังออกไปได้เลย ประเด็นสำคัญต้องเทให้ความตลกหรือความสนุกของหนังต่างหาก ที่ต้องยอมรับเลยว่า Night at the Museum: Secret of the Tomb เป็นหนังที่เหมาะกับช่วงเทศกาลคริสต์มาสหรือเทศกาลส่งท้ายปีจริงๆ

ถ้าเรียงลำดับตามความชอบส่วนตัว เราชอบ Night at the Museum: Secret of the Tomb ภาคนี้ มากกว่า Night at the Museum: Battle of the Smithsonian (ภาค 2) โดยภาค 1 ยังเป็นเบอร์หนึ่งในใจเราอยู่เหมือนเดิม เพราะมีความคลาสสิคและดูมีมนต์ขลังของความเป็นหุ่นขี้ผึ้งมากที่สุด

แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ชอบเทคโนโลยีที่เพิ่มเข้ามาในภาค 3 เช่นกัน คือดูแล้วรู้สึก… เออ ทีมงานเขาก็ดูพยายามหามุกตลก ลูกเล่น หรือครีเอทอะไรใหม่ๆ ให้คนดูได้เสพกันตามยุคตามสมัยดีเหมือนกัน ไม่ได้สักแต่ทำๆ เพื่อโกยเงินอย่างเดียว อย่างที่หนังภาคต่อห่วยๆ หลายเรื่องเขาชอบทำกัน

เสน่ห์ของหนัง Night at the Museum: Secret of the Tomb ก็คงเช่นเดียวกับที่ภาค 2 เขาพยายามคงมุกตลกและลูกเล่นบางอันของภาคแรกเอาไว้ ภาค 3 นี้ก็ยังคงมุกตลกและลูกเล่นของภาค 1-2 นั้นไว้เช่นกัน เช่น ฉากลิงตบหน้าคน ฉาก Easter Island Head “กัมกัม ดัมดัม” และฉากที่สลับไปสลับมา ระหว่างฉากหน้าที่มองในมุมของเจ้าหุ่นจิ๋วว่าสิ่งที่กำลังต่อสู้อยู่นั้นเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ปานโลกจะแตก กับฉากหลังที่เป็นฉากในมุมมองของคนไซส์ปกติที่แทบไม่เห็นหรือรู้สึกเลยว่าเจ้าจิ๋วทั้งสองกำลังทำอะไรของมันอยู่ ซึ่งฉากเหล่านี้น่าจะถูกใจแฟนๆ ของหนังไตรภาคเรื่องนี้พอสมควร

แต่จุดที่รู้สึกเสียดายคือ ผจญภัยกับหุ่นต่างๆ ใน British Museum ยังไม่ค่อยจุใจ ถ้าหนังทำยาวกว่านี้ได้ ก็อาจจะเพอร์เฟ็กต์กว่านี้ (นี่แค่ 97 นาทีเอง ทุกอย่างเลยดูรวบรัด กระชับ และเร่งรีบไปเสียหมด) ส่วนใหญ่ในพิพิธภัณฑ์จะเหมือนพาเดินชมนกชมไม้รอบโลกมากกว่า แล้วก็มีฉากที่เข้าไปเล่นในรูปภาพเหมือนมุกเดิมในภาคสอง โดยคราวนี้เข้าไปเล่นในภาพ “Relativity” (1953) ของ M.C. Escher

ฉากในพิพิธภัณฑ์ที่ตื่นเต้นหน่อยก็มีประมาณที่เห็นในเทรลเลอร์ คือฉากไดโนเสาร์ ฉากงูยักษ์หลายหัว กับฉากลาวาปอมเปอี แล้วก็ออกไปผจญภัยต่อนอกตัวพิพิธภัณฑ์ ซึ่งก็ไม่ได้โกลาหลหรือเล่นใหญ่มากมาย แถมตัวร้ายยังใจง่ายจบง่ายไปหน่อย (มีนักแสดงรับเชิญซึ่งเป็นตัวละครลับมาเซอร์ไพรส์สองคนด้วย สาวก X-men อาจจะฟินไม่มากก็น้อย)

โดยผิวๆ เรารู้สึกว่าตัวละครเก่าๆ ไม่ค่อยเด่นเท่าตัวละครใหม่ๆ (ยกเว้นเจ้าลิงจ๋อไว้ตัวนึงนะ รายนี้ยังเด่นข้ามหน้าข้ามตามนุษย์อยู่เหมือนเดิม นางขโมยซีนตั้งแต่ภาคแรกยันภาคจบจริงๆ) อย่างเช่น ยามสาวของ British Museum ที่รับบทโดย Rebel Wilson (หรือ Fat Amy สาวสุดฮาจากเรื่อง Pitch Perfect), อัศวิน Sir Lancelot ซึ่งรับบทโดย Dan Stevens นักแสดงหนุ่มสุดหล่อ ที่อุตส่าห์สละซีรีส์ที่ตัวเองเล่นอยู่ เพื่อมารับเล่นเรื่องนี้โดยเฉพาะ (คงกะแจ้งเกิดสักทีจากเรื่องนี้กระมัง), และ Laaa ซึ่งรับบทโดย Ben Stiller เองนี่แหละ (เล่นเองขโมยซีนตัวเอง)

ตัวละครใหม่ที่ใช้ไม่คุ้มที่สุด คือ ฟาโรห์ Merenkahre ที่อุตส่าห์ได้ Ben Kingsley มาแสดง แต่กลับไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากพูดไดอะล็อกเพ้อเจ้อเพ้อภพอยู่กับที่ คนละฟีลกับตอนเขาเป็นฟาโรห์ใน Exodus มากๆ (นี่ตอนแรกก็คาดหวังว่า อย่างน้อยฟาโรห์เรื่องนี้ก็น่าจะทรงพลังประมาณ “มากกว่าหรือเท่ากับ” ฟาโรห์ใน The Mummy หรือ The Mummy Returns)

ส่วนตัวละครใหม่ที่ยังไม่ขึ้นจออย่างที่ควรจะเป็น ก็เห็นจะมีแต่ Nick ที่แสดงโดยหนุ่มน้อย Skyler Gisondo จาก The Amazing Spider-Man ที่ยังดูจืดชืดไปซะหมด ทั้งรูปร่างหน้าตาและฝีมือการแสดง (แต่ประเด็นความขัดแย้งของพ่อลูกซึ่งเป็นซับพล็อตของเรื่องก็ดูไม่ค่อยได้รับการเน้นเท่าไหร่อยู่แล้วด้วย) โดยส่วนตัวมองว่า Nick เป็นตัวละครที่สำคัญมากในภาคแรก ไหนๆ ก็อุตส่าห์โตเป็นหนุ่มแล้ว (และไหนๆ ก็ไม่ได้ใช้เด็กคนเดิมมาเล่นอยู่แล้ว) ก็น่าจะหาคนใหม่ที่หล่อหรือมีชื่อกว่านี้สักหน่อย เผื่อจะพอดึงเรทติ้งจากสาวๆ เพิ่มได้บ้างนิดนึง

อย่างอัศวิน Sir Lancelot นี่พอไหวอยู่นะ…

อย่างไรก็ตาม โดยรวม Night at the Museum: Secret of the Tomb ก็ยังเป็นภาคจบที่ดูสนุกเพลินๆ เหมือนงานเลี้ยงรุ่นที่จบสวย จบค่อนข้างสมบูรณ์ ตัวละครแต่ละตัวล้วนมีทางไป… มีอนาคตของตัวเองที่ลงตัว ดูแล้วรู้สึกอิ่มและมีความสุข (ถ้าไม่คิดอะไรมากนะ) สาระอาจจะไม่มาก แต่ตัวละคร Nick ก็พอทำให้เราฉุกคิดเรื่องอนาคตของชีวิตตัวเองและการเลือกทางเดินของตัวเองอยู่เหมือนกัน ส่วนในแง่ของความบันเทิงและความสร้างสรรค์ ไม่ต้องพูดถึง ถือว่าสอบผ่านฉลุย

ที่สำคัญ Night at the Museum: Secret of the Tomb ยังเป็นผลงานการแสดงเรื่องสุดท้ายที่ Mickey Rooney และ Robin Williams ฝากทิ้งท้ายเอาไว้ก่อนการจากไปอย่างไม่มีวันกลับอีกด้วย แฟนๆ ของดาวตลกก้องโลกทั้งสอง ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง ประโยคที่ Robin Williams พูดตอนจบในหนัง… ให้ความรู้สึกเหมือน Robin Williams เป็นคนพูดเองจริงๆ มากกว่าตัวละคร Theodore Roosevelt ยังไงยังงั้น

ป.ล. ถ้าจะทำภาค 4 ต่อ ขอให้สร้างให้ยาวขึ้นกว่านี้หน่อยนะ และก็ลองไปพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ (Musée du Louvre) ที่ปารีสดูบ้างนะ แล้วไปเล่นกับรูป Mona Lisa น่าจะสนุกและมีอะไรให้เล่นเยอะดี :3