John Wick (2014) เป็นการกลับมาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีของ Keanu Reeves กับบทอดีตนักฆ่าที่ต้องหวนกลับสู่วงการเพื่อไปตามฆ่าล้างบาง Iosef (Alfie Allen จากซีรีส์ Game of Thrones) ซึ่งเป็นลูกชายของ Viggo เจ้านายเก่า (Michael Nyqvist จาก Mission Impossible : Ghost Protocal และ The Girl with the Dragon Tattoo) ข้อหาที่บุกมาขโมยรถและฆ่า Daisy หมาของเขาตาย

คือ Plot ของเรื่องมีแค่นั้นจริงๆ ธรรมดา ไม่มีอะไร พระเอกหน้าตายฉายเดี่ยวโซโล่เป็น Killing Machine สู้กับบอดี้การ์ดและนักฆ่าได้เป็นร้อยแบบชิลๆ โดยพระเอกต้องเก่งเทพไร้เทียมทาน ทนถึกตายยาก ไม่ว่าจะยังไง ตอนจบพระเอกก็ต้องชนะอยู่ดี

หนังเน้นขายแต่ความบู๊ระห่ำล้วนๆ ซึ่งถึงแม้โดยส่วนตัว เราไม่ใช่คอหนังบู๊สักเท่าไหร่ แต่สำหรับเรื่อง John Wick ถือว่าไม่น่าเบื่อเลย และความพิเศษคือ เขาออกแบบฉากบู๊ออกมาได้อย่างมีศิลปะ ทั้งภาพ แสง สี และเสียง (ไม่ใช่บู๊ที่สักแต่ตึกถล่ม รถระเบิด หรือบ้าพลังผลาญงบประมาณชุ่ยๆ) คือเจ๋งที่สามารถทำให้หนังที่พล็อตไม่มีอะไร นอกจากยิงปืน ขับรถ และวิ่งไล่ล่า กลับดูมีอะไร สนุก เร้าใจ โดยเฉพาะฉากบู๊แต่ละช็อตที่ให้ความรู้สึกว่าสวยงามและคลาสสิคกว่าหนังบู๊ทำลายล้างทั่วๆ ไป soundtrack & music ก็คูลดี ทำให้หนังมีเสน่ห์และน่าตื่นเต้นขึ้นเยอะ

สิ่งที่ทำให้ John Wick มีจุดเด่นต่างจากหนังนักฆ่าเรื่องอื่น คือความตลกร้าย กล่าวคือ ในโลกหรือสังคมที่ John Wick อยู่คือสังคมนักฆ่า สังคมนักธุรกิจ-นักลงทุน รวมถึงแวดวงธุรกิจเพื่อการฆ่าครอบจักรวาล ตั้งแต่ธุรกิจโรงแรมสำหรับนักฆ่า (The Continental) หมอรักษานักฆ่า จนถึงบริการกวาดล้าง (หมายถึงทำความสะอาดและเก็บศพ) ให้นักฆ่าหลังปิดจ็อบ โดยทำธุรกรรมใช้จ่ายต่างๆ ด้วย Gold Coins และมีหน้าฉากที่หรูหรามีระดับ

ตัว John Wick ฆ่าคนได้หน้าตายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น คนรอบตัวของ John Wick ก็เห็นการฆ่าแกงกันเป็นเรื่องปกติเหมือนขายข้าวแกงธรรมดา สรุปคือทั้งเรื่องนี้ หมาสุดที่รักของพระเอกตาย 1 ตัว ส่งผลให้ฝ่ายตัวร้ายตายอีก 100 คน แต่คนตาย 100 คนนั้นไม่สะเทือนกับใดใดบนโลกอีกเลย ช่างเป็นการล้างแค้นที่สมเหตุสมผลสุดๆ มึงฆ่าหมากู กูฆ่าลูกน้องมึง ลูกชายมึง และฆ่ามึงด้วย จบ.

โดยสรุป John Wick อาจจะไม่ใช่หนังดี อาจจะไม่ใช่หนังมีสาระ แต่ John Wick เป็นหนังบู๊ที่ครบรส “โหด มัน ฮา” และสนุกที่สุดเรื่องหนึ่งในรอบปี (8.5/10)