ถึงแม้ในส่วนของตัวหนัง Gone Girl (2014) จะได้รับกระแสที่บวกในระดับดีจนถึงดีมาก แต่ Plot และ Characters ทำให้ Gone Girl ถูกวิจารณ์ด้วยว่าเป็น “One of the most misogynistic movies ever made.” และตัว Gillian Flynn ซึ่งเป็นคนเขียนบททั้งฉบับนิยายและแผ่นฟิล์ม ก็ถูกกล่าวหาว่าเป็น Misogynist

WARNING: บล็อกนี้มีเนื้อหาสปอยล์

Misogynist = a person who hates women or anti-feminist
Feminist = a person who supports women's rights and gender equality

จะเห็นได้ว่า ตัวละครหญิงแต่ละตัว ตั้งแต่ตัวละครหลักจนไปถึงตัวประกอบด๊อกด๋อย ในเรื่อง Gone Girl ที่ Gillian Flynn เขียนนั้น สร้าง negative stereotypes ให้เพศหญิงอย่างชัดเจน กล่าวคือ ตัวละครหญิงแทบทุกตัวมีคาแรกเตอร์ที่แบน (Flat) และมีแค่มิติเดียว (One-dimensional) ดังนี้…

Amy Elliott Dunne ตัวละครหลักของเรื่อง คู่แต่งงานของ Nick Dunne ภายนอกเป็นผู้หญิงที่เพอร์เฟ็คต์ สวย ฉลาด มีการศึกษา มีฐานะ และมีชื่อเสียง แต่ลึกๆ แล้วเป็นคนละคนกับที่ออกสื่อโดยสิ้นเชิง

ในครึ่งแรกของเรื่อง เธอเป็นผู้หญิงที่อมทุกข์ คิดมาก และยอมให้คนอื่นบงการชีวิตทุกอย่างตั้งแต่เด็ก และพอครึ่งหลังก็กลายเป็นผู้หญิงที่เลวร้ายกว่าเดิม คือเป็นโรคจิตจนเข้าข่ายบ้า

 

ในขณะที่คาแรกเตอร์ของ Nick ซึ่งเป็นตัวเอกฝ่ายชายดูเป็นมนุษย์ กลับมีหลายมิติ (multi-dimensional) กว่า Amy โดยเฉพาะคาแรกเตอร์ครึ่งหลังของ Amy ยิ่งทำให้ไม่มีใครแทบสนใจ Nick เลยว่าเขาจะเป็นคนยังไง

Nick กลายเป็นผู้ชายที่น่าเห็นใจทันทีที่คนดูรู้ว่าเขาต้องทนอยู่กับภรรยาที่โรคจิตและแสนร้ายมาเป็นเวลาหลายปี จนบางคนแทบไม่กล่าวโทษเลยที่ Nick ไปมีเมียน้อยเป็นเด็กมหา’ลัย ทั้งๆ ที่ ถ้าคิดดีๆ Nick ก็มีส่วนผิดนะที่ทำให้ Amy เป็นคนที่ร้ายจนถึงระดับทำลายล้างขนาดนั้น

 

  • Andie นักศึกษาสาวที่เป็นชู้กับ Nick ซึ่งเป็นอาจารย์ของเธอและเป็นสามีของ Amy คาแรกเตอร์ของเธอเป็นเมียน้อยไร้สมอง ค่อนข้างเห็นแก่ตัว และเอาแต่ได้

 

  • Margo Dunne ฝาแฝดของ Nick ที่ดูเป็นตัวละครหญิงที่ปกติที่สุดแล้วในเรื่อง แต่เธอก็ยังมีปมเรื่องพ่อ (พ่อของฝาแฝดคู่นี้มีฉากอยู่ไม่กี่นาที แต่ก็ทำให้คนดูเห็นว่าพ่อของทั้งสองเป็น Misogynist ตอนที่สบถด่าภรรยาของลูกชาย) และยังเป็นผู้หญิงโสด อยู่ตัวคนเดียว ไปไหนไม่ได้ ได้แต่มาเปิดบาร์กับ Nick โดยใช้เงินของ Amy

 

  • Rhonda Boney ตำรวจหญิงมีตำแหน่ง ฉลาด รอบคอบ มีความเป็นธรรม แต่ก็ดูมีปมกับสามีเก่า (ในหนังไม่ได้บอกชัดเจน แต่สังเกตเอาจากบทพูด)

 

  • Marybeth Elliott แม่ของ Amy ที่พยายามบงการชีวิตลูกสาวทุกอย่าง และคอยฉกฉวยโอกาสจากคนรอบข้างเสมอแม้แต่ในยามวิกฤต

 

  • Greta ผู้หญิงที่แสร้งมาเป็นมิตรกับ Amy แต่สุดท้ายก็พาผู้ชายมาทำร้ายและปล้นเอาเงินสดของ Amy ไปจนหมดตัว

 

  • Ellen Abbott พิธีกรรายการทีวี ที่เสแสร้ง เกาะกระแส ยำข่าวเอาสนุก ใส่สีตีไข่ เป็นสื่อที่สักแต่พูดอะไรก็ได้ให้รายการตัวเองเรตติ้งกระฉูด โดยไม่แคร์ว่าสิ่งที่นำเสนอเป็นความจริงหรือไม่

 

นอกจากนี้ก็ยังมีตัวประกอบหญิงอีกบางจำพวก เช่น…

  • เพื่อนแถวบ้านของ Nick และ Amy ที่อ้างว่าเป็นเพื่อนสนิทของ Amy เธอเป็นมนุษย์แม่บ้านลูกดก สมองทึบ และมีความเป็น “มนุษย์ป้า” ในตัวสูง
  • ผู้หญิงที่มาขอถ่ายรูปกับ Nick เพราะหวังจะเกาะกระแส รวมถึงผู้หญิงสาวๆ ที่มาฟัง Nick แถลง และกรี๊ดกร๊าดชม Nick ว่าหล่อ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ดูแรดและร่านอย่างหนึ่ง (แต่ก็เป็นเรื่องจริง) ของเพศหญิง

 

อย่างไรก็ตาม Gillian Flynn ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวแล้ว และยืนยันด้วยว่า เธอเป็น Feminist ไม่ใช่ Misogynist

กล่าวคือ เธอพยายามเสนออีกมุมมองว่า Feminism ไม่ได้พิสูจน์ว่าผู้หญิงก็สามารถประสบความสำเร็จได้เท่าๆ กับผู้ชายเท่านั้น แต่ Feminism รวมถึงประเด็นที่ว่าผู้หญิงก็สามารถโหดร้ายรุนแรงได้ไม่ต่างจากผู้ชายเช่นกัน นอกจากนี้สิ่งที่ Amy Dunne (ตัวละครเอก) ทำ เป็นเสมือนอาวุธป้องกัน Female Stereotypes อย่างหนึ่ง

เราจะเห็นได้ว่า ทั้งชีวิตของ Amy เธอถูกตีตรามาแต่เด็ก พ่อแม่ทำให้คนทั้งประเทศเรียกเธอว่า “Amazing Amy” หรือสามีของเธอที่เรียกเธอว่า “Cool Girl” (แล้วหลังๆ พออยู่กันไปนานๆ ก็ค่อยๆ กลายเป็น “Bitch”) หรือ “Beautiful and Doting Amy” ที่ Desi (แฟนคนแรกของ Amy) เรียกเธอ

แล้วมันก็ถึงเวลาแล้วที่เธอจะลุกขึ้นมาสู้เพื่อได้ในสิ่งที่เธอต้องการ (ทรายมาเอาทุกอย่างของทรายคืนจริงๆ ค่ะ!)

แต่ไม่ว่า Gone Girl จะเป็น Feminism หรือ Misogyny โดยส่วนตัวมองว่า Gone Girl ก็ประสบความสำเร็จแล้ว ในการถ่ายทอด ประเด็นครอบครัว สื่อสาธารณะ การข่มขืน และการทำร้ายร่างกายผู้หญิง

ถือว่าเป็นการช่วย Feminist ปลุกกระแสให้สังคมให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่องเพศ (Gender) ทางหนึ่ง

“…เรื่องทุกเรื่องมีมากกว่าหนึ่งมุมมองเสมอ…”

Comments

comments