จริง ๆ แล้ว ช่วงหลังมานี้ เรามีความสนใจในหนังรักวัยรุ่นน้อยลงกว่าแต่ก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากได้ดู Isn’t It Romantic ทาง Netflix ไป มุมองที่มีต่อหนังรอมคอมหรือหนังรักโรแมนติกก็เปลี่ยนไปนิดนึงเหมือนกัน คือมันไม่ใช่ว่าตอนนี้เราไม่ชอบหรือเอียนหนังแนวนี้แล้ว แต่มันเป็นความรู้สึกเรื่องความอิ่มตัว กับความสนใจที่น้อยลง ก็เท่านั้น

เท่าที่จำได้ หนังแนวนี้เรื่องล่าสุดที่เราชอบและเห็นหลาย ๆ คนก็ชอบด้วยเหมือนกัน คือ The Faults in Our Stars ซึ่งเป็นหนังรักของคนป่วยมะเร็งสองคน และหนังก็แจ้งเกิดให้ Shailene Woodley กับ Ansel Elgort มาแล้ว ถ้าใครยังไม่เคยดู ก็อยากแนะนำให้ลองไปหาดู เพราะมันไม่ได้น้ำเน่าจนเกินไป John Green (ผู้เขียนนิยายต้นฉบับ) เค้าเขียนไว้ค่อนข้างเฉียบคมและกลมกล่อม

ส่วน Five Feet Apart ที่เรากำลังพูดถึงในบล็อกนี้ มันก็มีพล็อตตั้งต้นคล้าย ๆ กับ The Faults in Our Stars ตรงที่มันเป็นเรื่องราวความรักของผู้ป่วยสองคน ซึ่งต้องบอกว่า ตอนแรกเราก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก แต่ตั้งใจไปดูมาก เพราะเราชอบพระเอก (Jughead จากซีรีส์ Riverdale) แต่เอาจริง ๆ หนังมันโอเคกว่าที่คิดไว้มากทีเดียว มีบ้างที่ดูเพ้อฝันไปหน่อย แต่สาว ๆ หลายคนน่าจะชอบ เราเองเราก็โอเค เพราะมันไม่ได้เลี่ยน เป็นความโรแมนติกที่ยอมรับได้ ที่สำคัญภาพรวมของหนังมันให้ความหวังและกำลังใจ แล้วซีนที่ขำก็ขำจริง ซีนที่เศร้าก็เศร้าจริง ซีนที่ซึ้งก็ซึ้งจริง

ตัวเอกของเรื่อง Stella (Haley Lu Richardson จาก Columbus) และ Will (Cole Sprouse จาก Riverdale) ต่างก็เป็นโรค cystic fibrosis (CF) ซึ่งเป็นโรคเกี่ยวกับปอด ทางเดินหายใจ ฯลฯ คือมันจะติดเชื้อง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเป็นผู้ป่วย CF ด้วยกันเอง จะถูกเนื้อต้องตัวกันไม่ได้เลย เข้าใกล้กันได้ใกล้สุดแค่ 6 ฟุตเต็มที่ (ในหนังจะบอกอีกทีว่าทำไมหนังตั้งชื่อแค่ 5 ฟุต) ซึ่งไม่ง่ายเลยสำหรับวัยรุ่นที่กำลังอินเลิฟ นอกจากนี้ Stella ก็มีเพื่อนรักที่เป็นโรคเดียวกันมาแต่เด็กคือ Poe (Moises Arias จาก The Kings of Summer) ทั้งสามคนอยู่ในโรงพยาบาลเดียวกัน ตึกเดียวกัน และชั้นเดียวกัน โดยมี Barb (Kimberly Hebert Gregory จาก Vice Principals) นางพยาบาลประจำของพวกเขาต้องคอยดูแลและจับแยกพวกเขาตลอดเวลา

จริง ๆ แล้ว มันไม่ง่ายเลยที่หนังรักจะทำให้คนดูอินกับความรักของคนคู่หนึ่งในเวลาแค่ 1:30 – 2:00 น. ตั้งแต่ก่อนเค้าจะรักกัน-ยันเค้ารักกัน-ยันเค้าฝ่าฟันอุปสรรคด้วยกัน-ยันไปถึงบทสรุปของหนัง ไม่ว่าจะลงเอยหรือจากลา แต่หนังเรื่องนี้มันทำให้เราอินและเชื่อในความรักของพวกเค้าได้

สิ่งที่เราชอบในพระนางคู่นี้คือความแตกต่าง กล่าวคือ นางเอกจะเป็นลักษณะของคนไข้ตัวอย่าง ทำตามกฎระเบียบการรักษาอย่างเคร่งครัด เป็นพวกย้ำคิดย้ำทำ มีตารางเวลาและ to-do lists ชัดเจนทุกวัน และยังเป็น YouTuber ด้วย  แต่เธอก็แทบไม่ได้ออกไปใช้ชีวิตอย่างแท้จริงเลย วัน ๆ อยู่แต่โรงพยาบาล ที่เปรียบเสมือน community mall ของเธอ ส่วนพระเอกจะขั้วตรงข้ามกับนางเอก พระเอกเป็นคนหัวขบถ หัวดื้อ ไม่ค่อยชอบอยู่ในกฎในกรอบ อยากใช้ชีวิตมากกว่ามานอนรักษาและกินยาไปวัน ๆ แล้วพอสองคนนี้เค้ามาอยู่ด้วยกัน มันพอดี มันลงตัว เพียงแต่ทั้งสองมีอุปสรรคขวางกั้นอยู่ นั่นคือ Space 5-6 ฟุต ยิ่งถ้าจูบกันเมื่อไหร่ เตรียมตัวต่อโลงได้เลย

หนังเปิดเรื่องและปิดเรื่อง เน้นย้ำความสำคัญของการสัมผัส เช่น การกอด การกุมมือ ฯลฯ ว่าสำคัญพอ ๆ กับอากาศที่เราใช้หายใจ โดยส่วนตัวเราไม่ได้อินกับประเด็นเรื่องสัมผัสนี้มากมายนัก ส่วนเรื่องการอยู่ใกล้ 5-6 ฟุตนี่ยังไงก็น่าเห็นใจ เพราะเป็นระยะห่างที่บางทีก็ใช้ชีวิตได้ยากในหลายสถานการณ์ เช่น การยืนอยู่ในลิฟต์ตัวเดียวกัน หรือกระทั่งตอนที่ต้องจับมือคนรักในยามที่เขามีปัญหา เป็นต้น

หลัก ๆ ที่เราสนใจในหนังเรื่องนี้คือประเด็นเรื่องการสื่อสาร ที่เห็นชัดเจนตั้งแต่ Stella ต้องคุยกับ Poe เพื่อนรักผ่าน FaceTime เป็นหลัก ทั้งที่ห้องอยู่ห่างกันไม่กี่ฟุต และก็มีเรื่อง Social Media ช่องทางต่าง ๆ ที่ทุกวันนี้ เราสามารถรู้จักคนคนนึง (ในระดับหนึ่ง) ผ่านหน้าโซเชียลฯ ของเค้า เพราะ Social Media เป็นเครื่องมือที่ user คนนั้นนั้นใช้เพื่อพรีเซนต์ตัวเองด้านที่อยากให้โลกได้รู้ได้เห็นให้คนอื่นรับรู้ เช่น Stella ซึ่งถึงแม้เธอจะทำ YouTube Channel แชร์เรื่องราวเกี่ยวกับโรคของตัวเอง แต่ส่วนใหญ่เธอจะแสดงให้ผู้ติดตามเห็นว่า เธอยังร่าเริง ยิ้มแย้ม สนุก และมีความหวัง (ซึ่งปกติเธอก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ นั่นแหละ) แต่พอกล้องตัดจบ เธอก็ต้องสู้กับโรคของเธออย่างหนักแบบที่ยิ้มไม่ออกกันเสียเลย

นอกจากช่องทางออนไลน์แล้ว เรายังมีช่องทางการสื่อสารอีกมากมาย เช่น การวาดรูปของ Will และการแสดงออกหรือการทำสิ่งต่าง ๆ ให้ Stella เพื่อให้เธอรู้ว่าเขาก็รักเธอมาก หรือแม้แต่คนที่จากเราไปแล้ว บางครั้งเขาก็สื่อสารกับเราผ่านสิ่งที่เขาทิ้งไว้ ทั้งสิ่งของก็ดี ทั้งความทรงจำก็ดี

สุดท้าย หนังเรื่องนี้ให้ความรู้สึกกับเรามากมาย และให้แรงบันดาลใจ อยากให้เราออกจากโรงแล้วไปสื่อสารกับคนที่เรารักมากขึ้น รวมถึงถ่ายทอดเรื่องราวของตัวเองที่อาจเป็นประโยชน์ต่อคนอื่น ๆ ผ่านทาง Social Media ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

และสุดท้ายท้ายสุด อดไม่อวยไม่ได้จริง ๆ คือ… อยากบอกว่า Cole Sprouse หล่อมาก หล่อฟุ้มเฟือย ยิ้มโคตรมีเสน่ห์ เห็นหน้าแล้วละลาย ชอบมากมาตั้งแต่ซีรีส์ Riverdale แล้ว ถึงแม้หลัง ๆ ซีรีส์จะป่วย ๆ ออกนอกทะเลไปไกลแค่ไหน แต่ก็ยังทนดูทุกตอน เพียงเพื่อได้เห็นหน้าเค้า แต่ใน Five Feet Apart นี่ไม่ต้องทนกับอะไรเลย (ทนอย่างเดียวคือทนกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลในโรงหนัง) เพราะหนังเค้าโอเค นางเอกก็น่ารัก แล้วบท Cole Sprouse ในเรื่องนี้ก็หล่อไม่บันยะบันยั้งทั้ง ๆ ที่ป่วยหนัก (ปาหัวใจใส่รัว ๆ)

ถ้าใครยังไม่เคยรู้จักเค้า ลองไปดูหนังเรื่องนี้ แล้วจะหลงรัก / Five Feet Apart เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ 18 เม.ย. 2019 จะชวนแฟนชวนเพื่อนชวนครอบครัวไปดูได้หมด ขอแค่ให้เป็นคนรัก

คะแนนตามความชอบส่วนตัว 8/10 (มีคะแนนพิศวาส Cole Sprouse ปะปนอยู่จำนวนหนึ่ง)

รีวิว Five Feet Apart: อยากขยับเข้าไปใกล้เธอ
Plot & Story7.7
Acting Performance8
Production7.6
7.8Overall Score

Comments

comments