จริงหรือที่ความ “เท่าเทียม” ไม่มีอยู่จริง เพราะความ “เท่า” คือความ “เทียม” ?

 

หมายเหตุ ขออนุญาตออกตัวก่อนว่า เราพูดในฐานะ feminist ไม่ใช่ misogynist 

 

เราเติบโตมาในสังคมที่ถูกปลูกฝังเป็นรากลึกมานานว่า “เป็นผู้หญิงจะเรียนสูงๆ หรือทำงานหนักๆ ไปทำไม แต่งงานแล้วก็เท่านั้น สุดท้ายผู้หญิงก็ต้องอยู่บ้านเลี้ยงลูก”

ยิ่งในสังคมสมัยก่อน ผู้หญิงจะไม่ค่อยได้รับสิทธิหรือโอกาสทางการศึกษาทัดเทียมผู้ชายนัก ต้องทำงานบ้านงานเรือน ร้อยพวงมาลัย ตำน้ำพริก และอยู่แต่เหย้าเฝ้าแต่เรือน ส่วนใหญ่จะเห็นแต่ผู้ชายเท่านั้นที่ได้เข้ารับราชการ มียศถาบรรดาศักดิ์ และเป็นผู้นำครอบครัว

จากวันนั้นถึงวันนี้ ก็ยังมีอีกหลายๆ เรื่องที่ผู้หญิงไทยพูดไม่ได้และทำไม่ได้ เอะอะอะไรก็ว่าไม่งามบ้าง ไม่เหมาะสมบ้าง ทั้งๆ ที่ผู้ชายเขาสามารถพูดได้ ทำได้  พูดแล้วไม่กระดาก ทำแล้วไม่น่าเกลียด เช่น การใช้สรรพนามกูมึง การเข้าหาเพศตรงข้ามก่อน หรือการเมาเหล้าสูบบุหรี่

แม้แต่เรื่องอาชญากรรมอันเลวร้าย อย่างข่าวฉุดข่มขืนที่เห็นกันไม่เว้นแต่ละวัน ผู้ใหญ่ก็ได้สอนผู้หญิงว่า ไปไหนมาไหนก็ต้องระวังตัว อย่ากลับบ้านดึก อย่าแต่งตัวล่อแหลม ฯลฯ แต่จะมีสักกี่คนที่จะสอนผู้ชายว่า ให้เกียรติผู้หญิงให้มากๆ อย่าทำแบบนี้ ไม่ว่ากับใคร หรือเพศอะไร

เพราะไม่ว่าจะยังไง ความจริงที่ยากจะเปลี่ยนแปลงคือ สังคมไทยยังยึดหลัก “ผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้า และผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง”

 

ถึงแม้ปัจจุบันจะมีการรณรงค์กันปาวๆ ว่าสังคมได้ให้สิทธิและการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันแล้วทั้งหญิงและชาย แต่การเหยียดเพศก็ยังมีให้เห็นอยู่ถมไป อยู่ที่ว่าแสดงออกมากหรือน้อย แสดงออกทางตรงหรือทางอ้อม แสดงออกโดยเจตนาหรือไม่เจตนา

หากจะว่าแต่ฝ่ายชายที่ไม่ให้เกียรติสิทธิสตรีก็ไม่ถูก หรือจะว่าแต่ผู้ใหญ่ที่หัวโบราณทึนทึกก็ไม่ใช่ เพราะลึกๆ พวกเขาก็เข้าใจแหละว่านี่มันยุค ดิจิตอลแล้ว และโลกตะวันตกก็ก้าวหน้าไปถึงไหนต่อไหน สมัยนี้ใครๆ ก็พยายามเปิดใจและเปิดโอกาสให้ผู้หญิงอย่างเต็มที่ทุกทางเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งถ้ามองผิวๆ อาจจะยังเห็นไม่ชัดเจนนัก เพราะเรื่องความเท่าเทียมทางเพศเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป เช่นเดียวกับการเลิกทาสในสมัยรัชกาลที่ 5 นั่นแหละ

แต่ที่ทุกวันนี้ความเท่ามันยังเทียมอยู่นั้น ตามมุมมองของฉัน

ฉันคิดว่าส่วนหนึ่งอาจเป็นที่ตัวผู้หญิงเองนี่แหละที่ทำให้คนอื่นยังมองว่า “สตรีเพศยังด้อยกว่าบุรุษเพศ”

 

เราอยู่ในประเทศที่ผู้หญิงจำนวนหนึ่งยังเรียกร้องให้ผู้ชายบนรถไฟฟ้าลุกให้เธอนั่งอย่างซีเรียสลี่ ในขณะที่ผู้หญิงอีกครึ่งค่อนโลกกำลังรณรงค์ความเสมอภาคทางเพศ (Gender Equality) กันอย่างแข็งขัน

แล้ววิธีเรียกร้องของหญิงไทยยุคนี้อยู่ในระดับที่น่ากลัวถึงน่ากลัวมาก ไม่นานมานี้ ฉันเห็นโพสต์ของผู้หญิงคนหนึ่งที่แอบถ่ายรูปผู้ชายตูดหนักที่ไม่ยอมลุกให้นั่งบนรถไฟฟ้า แล้ว ประจานลงในสื่อโซเชียลฯ พร้อมแคปชั่นอันแสบทรวงประหนึ่งผู้ชายคนนั้นได้ข่มขืนเธอโดยที่ไม่มีใครรู้เนื้อรู้ตัว

จะให้เข้าใจนางคนนั้น… ก็พอเข้าใจได้ เพราะลำพังจะให้ชี้หน้าด่าผู้ชายเขากลางขบวน ใครจะไปกล้า (ขนาดผู้หญิงบางคนถูกโรคจิตจับก้นหรือลวนลามบนรถเมล์ ยังไม่กล้าโวยวายเลย) ครั้นจะด่าแค่ในใจก็คงไม่สาแก่ใจ นางจึงเลือกตะโกนด่าผู้ชายคนนั้นให้โลกได้ยิน โดยมีอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการทำลายล้างที่นั่งของผู้ชายทั้งหลายบนรถโดยสารสาธารณะ ให้สิ้นซาก

 

ผู้หญิงประเภทแม่ปูนิ่มสนิมสร้อยแบบนี้มีอยู่เยอะเหมือนกันในประเทศกรุงเทพฯ (ค่ะ เขียนไม่ผิดหรอกค่ะ ประเทศกรุงเทพฯ นี่แหละค่ะ)

ปูนิ่ม ณ ที่นี้ ฉันหมายถึง ผู้หญิงแบบเวรี้…เวรี่ผู้หญิง (ผู้หญิงคำแรกเป็น Noun ผู้หญิงคำที่สองเป็น Adjective) ลักษณะพื้นฐานคือเป็นผู้หญิงที่ชอบก่นด่าก่นบ่นผู้ชายว่าไม่เจนท์ฯ ไม่เทคแคร์ ไม่เสียสละ

ปูนิ่มขั้นกว่าจะเริ่มงอแงง้องแง้ง ประมาณว่าต้องให้ผู้ชายคอยเอาอกเอาใจ ทำนี่นั่นโน่นให้ ตั้งแต่ตักข้าวให้ ถือของให้ จนไปถึงขับรถรับส่งให้ทั่วสารทิศ 24 ชั่วโมง (เออ ตกลงนางจะหาผัวหรือหาเบ๊?) แล้วถ้าผู้ชายไม่สนองความต้องการ นางก็จะงอน เหวี่ยง วีน ประชด เสียดสี แดกดัน จนถึงขั้นทวีตด่า 140 ตัวอักษร x 10 ทวีต หรือตั้งสเตตัสดราม่าตามมาเป็นตุเป็นตะ (เยอะ!)

เอาจริงๆ แล้ว ฉันเองก็ไม่ค่อยเข้าใจระบบความคิดของสตรีสมัยนี้หรอก (อ้าว แล้วตัวเองเป็นสตรีสมัยไหน? หรือไม่ใช่สตรี?)

ผู้หญิงหลายคนเรียกร้องความเสมอภาคทางเพศ ทั้งสิทธิ หน้าที่ และโอกาสทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ฯลฯ อยากได้ อยากมี อยากเป็น และอยากทำได้ทุกอย่างแบบที่ผู้ชายทำได้ แต่สุดท้ายสตรีเหล่านี้ก็ยังทำตัวเป็นแม่ปูนิ่มที่ใช้ความอ่อนแอมาอ้างให้ผู้ชายจำต้องเสียสละอยู่ดี

บางทีฉันเลยไม่เข้าใจว่าตกลงนางต้องการอะไรจากสังคมกันแน่?

ต้องการความเท่าเทียม… หรือต้องการความ เหนือกว่า บุรุษเพศ?

 

เนี่ย… สังคมเขาอุตส่าห์มอบโอกาสเราให้เท่าเทียมผู้ชายแล้วในระดับหนึ่ง ให้เรียนหนังสือ ทำงานทำการ เลือกตั้ง ขับรถ ยันไปถึงเป็นนายกฯ ก็ได้ เพราะฉะนั้นอย่างี่เง่าง้องแง้งให้ผู้ชายเขาว่าได้อีกเลยว่า ผู้หญิงเป็นเพศที่ยังมีวุฒิภาวะทางอารมณ์และมีระบบตรรกะไม่เพียงพอสำหรับการดูแลรับผิดชอบเรื่องสำคัญใหญ่ๆ ได้

 

ถึงแม้เพศสรีระที่บอบบางและเรี่ยวแรงที่น้อยกว่ากะเทยควายหรือผู้ชายอกสามศอกนั้น จะเป็นข้อเท็จจริงที่ยากจะโต้แย้งหรือเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าผู้หญิงเราไม่ได้อ่อนแอถึงขั้นทุพพลภาพ ก็ไม่ควรทำตัวงุ้งงิ้งง้องแง้ง ประหนึ่งเป็นง่อยทั้งทางกายภาพ และทางสติสัมปชัญญะ

อย่าลืมว่า คุณค่าความเป็นมนุษย์ของผู้หญิงเรานั้น “เท่าเทียม” กับผู้ชายเขา โดย “เทียมแท้” มาแต่กำเนิดแล้ว

 

เพราะเห็นที มันคงจะไม่ถูกต้อง…

ถ้าเรายังคงเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศ โดยที่ตัวเองยังไม่พร้อมจะลำบาก หรือเต็มใจจะเสียสละอย่างแท้จริง…