ติวเตอร์ขวัญตอบคำถามว่า จะเก่ง writing ต้องเริ่มต้นตรงไหน อ่านเล่มไหน เขียนยังไง และฝึกแค่ไหน บลาๆๆ

แบคกราวนด์เจ้าของบล็อก (ก่อนเข้าอักษรฯ จุฬาฯ)

  • เป็นคนไทย เชื้อสายไทย-จีน พ่อแม่เรียนไม่สูง ภาษาอังกฤษไม่ได้
  • ไม่เคยไปอยู่ต่างประเทศ ชีวิตในประเทศไทยก็ไม่ค่อยมีโอกาสเจอฝรั่ง
  • ไม่เคยเรียนพิเศษ เข้าค่าย หรือลงคอร์สอะไรเกี่ยวกับภาษาอังกฤษ
  • เรียนโรงเรียนรัฐบาลปกติตั้งแต่ประถมยันมัธยม (ม.ปลาย เรียนสายวิทย์-คณิต)
  • ตอนเด็กๆ ไม่ชอบภาษาอังกฤษ พื้นฐานไม่ดี ชอบเรียนแต่ภาษาไทย
  • กลัวการอ่านหรือพูดภาษาอังกฤษหน้าชั้นเรียน เคยอ่าน blood ว่า “บลุด” อายมาก
  • เรียนภาษาอังกฤษ ในชั่วโมงที่อาจารย์ฝรั่งสอน ก็จะนั่งเงียบๆ เพราะฟังไม่รู้เรื่อง
  • ตอนประถมได้เรียนอังกฤษกับอาจารย์ที่ดุ ตอบผิดก็เอาแปรงลบกระดานตีมือ (นี่เรื่องจริง ฝังใจ)

เริ่มต้นสนใจภาษาอังกฤษ

  • เนื่องจากไม่ได้เกิดมาในสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการฝึกภาษาอังกฤษ ก็ต้องช่วยเหลือตัวเองทางเดียวเท่านั้น
  • สอบเข้าคณะอักษรฯ จุฬาฯ ได้ด้วยคะแนนที่ต่ำเตี้ย คะแนนวิชาภาษาอังกฤษไม่ได้สูงมาก (ถ้าเทียบกับเด็กอักษรฯ คนอื่นๆ) แต่โชคดีที่เก่งภาษาไทย ได้คะแนนภาษาไทยที่สูงมาก ช่วยดึงจนเอ็นท์ติดคณะนี้ได้
  • พอเข้าคณะนี้ สภาพแวดล้อมก็เริ่มบีบ รู้สึกว่าต้องพัฒนาภาษาอังกฤษ ไม่งั้นอยู่ไม่รอด ทุกวิชาเกี่ยวข้องกับการใช้ภาษาอังกฤษหมดเลย แม้กระทั่งวิชาปรัชญา สไลด์ก็เป็นภาษาอังกฤษ วิชาการละคร เขาก็เปิดหนังที่ไม่มี subtitle ให้วิเคราะห์
  • สังคมคาดหวัง มึงเรียนอักษรฯ มึงต้องเก่งภาษาอังกฤษ

Screen Shot 2557-08-19 at 9.21.53 PM

เริ่มต้นฝึก Writing จากตรงไหน

**กฎคือ อ่านเยอะๆ เขียนเยอะๆ และทำเป็นประจำสม่ำเสมอทุกวันๆ**

  • อ่าน Harry Potter และนิยายอื่นๆ ที่ตัวเองสนใจ เป็นภาษาอังกฤษ (โดยพยายามไม่เปิดดิคฯ) เพื่อสะสมศัพท์ และสร้างความเคยชินกับสำนวนภาษา เน้นฝึกศัพท์และโครงสร้างต่างๆ (เราไม่เคยท่องศัพท์ของครูสมศรีหรือครูพี่แนนนะ)
  • เราพยายามไม่ใช้ดิคฯ โดยเฉพาะดิคฯ Eng-Thai แต่ถ้าใช้ จะใช้ Eng-Eng ของ Oxford (เลือกแบบที่มี syn., ant., และตัวอย่างประโยคด้วย)
  • พยายามอ่านเยอะๆ ถ้าอ่านเยอะก็จะชินกับภาษาเขียนเค้า และเราจะได้จำศัพท์ จำสำนวนโครงสร้าง มาใช้ด้วย
  • อ่าน Grammar และทำแบบฝึกจากเล่ม English Grammar in Use ของ Cambridge เขียนโดย Raymond Murphy (หนังสือมี 3 สี 3 ระดับ เราอ่านเล่มสีน้ำเงิน) ทำวันละอย่างน้อย 1 บทย่อย และเทคโน้ตด้วย
  • พอได้หลักการแกรมม่าแล้ว ไปอ่านหนังสืออื่นๆ เช่น Harry Potter (อะเกน) หรือ article พวก headlines ข่าวสารต่างๆ อะไรก็ได้ แล้วดูว่าประโยคไหนใช้แกรมม่าแบบไหนบ้าง
  • ฝึกเขียน diary หรือจด memo นี่นั่นเป็นภาษาอังกฤษ จะแค่ประโยคสองประโยคก็ทำหมด จะแชทก็จะแชทเป็นภาษาอังกฤษ ทำยังไงก้ได้ให้เราคุ้นเคยกับมัน และได้ใช้ศัพท์ทุกวันๆ
  • หนังสือ Writing เราเรียนเล่ม Academic Writing ของ Longman มีหลายระดับ เราเริ่มเรียนที่ level 4 ส่วนที่เป็นการเขียนเฉพาะ IELTS กับ TOEFL เราอ่านของ Barron’s นอกจากนี้ก็อ่าน Model Essays จากใน Internet
  • ฝึกทำข้อสอบ Error ประมาณ 1,000 ข้อ++ (ไม่ใช่แค่หาจุดผิดได้ แต่ต้องแก้ให้ถูกด้วย)
  • การฝึกเขียนที่ดีที่สุด เริ่มต้นจากการฝึก paraphase (หาบทความมา แล้วเอามาเขียนเรียบเรียงใหม่เป็นภาษาตัวเอง เช่น เปลี่ยน synonym หรือเปลี่ยนจาก active เป็น passive บลาๆๆ โดยต้องไม่ก๊อปปี้มาทั้งดุ้น ไม่ตัดความ และไม่เพิ่มความให้ต้นฉบับ) อันนี้ก็ต้องทำเยอะๆ และฝึกแบบหลากหลาย
  • เขียนเยอะๆ หลายๆ topics เขียนเสร็จแล้วก็ทิ้ง draft นั้นเอาไว้สักครึ่งวันเป็นอย่างน้อย แล้วค่อยกลับมาอ่านใหม่ (edit ดราฟท์แผ่นนั้นอีก 1-2 รอบ) และเขียน journal (แบบฟรีสไตล์) ว่างานเขียนชิ้นนี้ เรามีพัฒนาการอย่างไรจากแผ่นอื่นๆ แผ่นนี้มี strength & weakness ยังไงบ้าง คือวิเคราะห์งานตัวเอง (แต่เขียนเป็นภาษาอังกฤษนะ)
  • ลองหา source จากแหล่งอื่นๆ มา support คำตอบของ topic นั้นๆ ของเรา คือทำ research บ้าง ไม่จำเป็นต้อง brainstorm แต่ความคิดในหัวของตัวเองมาเขียนเท่านั้น ในขั้นตอนการฝึก เรายังสามารถ research หาข้อมูลมาใส่หัวเพิ่มเติมได้ เวลาเขียนเองจริงๆ จะได้ดูเป็นคนมีเหตุมีผลและมีความรู้
  • งานทุกแผ่นก็เก็บรวมไว้เป็นที่เดียวกัน สร้างโฟลเดอร์ หรือทำพอร์ตฯ เป็นที่เป็นทาง แต่ละแผ่นก็เขียน topic บนหัวกระดาษให้ดี ระบุให้ชัดด้วยว่า topic นั้นๆ แผ่นไหน draft 1 แผ่นไหน draft 2
  • ให้ผู้เชี่ยวชาญหรือ native เค้าตรวจและวิจารณ์งานเรา (ใครไม่มีที่พึ่งพา มาจ้างเราก็ได้ ราคาไม่แพง inbox มาหาเราได้เลย~ #พื้นที่โฆษณา)

Comments

comments