หลายคนก็คงเข้าใจกันดีแล้วว่า ภาษาอังกฤษสำคัญแค่ไหนในปัจจุบันนี้ แต่ไม่รู้ว่าจะทำยังไงให้เก่งขึ้น
บางคนอาจจะท้อ ถอดใจ หรือตั้งแง่กับภาษาอังกฤษไปแล้ว
อ้างว่าภาษาเค้ายากบ้างล่ะ ดูถูกว่าตัวเองโง่บ้างล่ะ หรือโทษระบบการศึกษาของประเทศบ้างล่ะ
ทั้งๆ ที่ อันที่จริงแล้ว จะดีจะชั่ว จะเก่งจะโง่ จะรุ่งจะริ่ง ก็อยู่ที่ตัวเองทำตัวเองทั้งสิ้น

ถ้าบอกว่าภาษาเค้ายาก ทำไมคนไทยเราบางคนยังทำได้?
ถ้าประกาศว่าตัวเองโง่ ทำไมไม่พยายามทำตัวให้ฉลาดขึ้นบ้าง?
ถ้าหาว่าระบบการศึกษาไทยห่วย ทำไมไม่จัดระบบให้ตัวเองซะเลยล่ะ?
เคยมองบ้างหรือเปล่าว่าเรียนมากี่ปีๆ ก็ยังรู้สึกว่าภาษาอังกฤษแม่งยาก ยิ่งเรียนยิ่งโง่ ยิ่งโตยิ่งดักดาน… คิดมั้ยคะ?

บางทีก็ไม่ใช่สมองตัวเองหรอกที่ผิด แต่อาจจะผิดที่วิธีการหรือเปล่า?

ที่สำคัญเลย คุณจะต้องจัดสรรเวลาและตั้ง commitment กับตัวเอง
เพราะการที่เราจะเป็น expert ในด้านใดด้านหนึ่งได้ เราจะต้องทำสิ่งนั้นซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง อย่างน้อย 10,000 ชั่วโมง++

ภาษาอังกฤษก็เช่นกัน ถ้าเราไม่ใช้ทุกวัน ไม่ทวนสม่ำเสมอ เราก็ลืมอยู่ดี
ในทางกลับกัน ถ้าเราใช้ทุกวันหรือทวนเป็นประจำนะ อัตราความเร็วในการเรียนรู้ก็จะเร็วขึ้นและง่ายขึ้น อันนี้ confirm!

หลายคนอาจใช้ข้ออ้างมาทั้งชีวิตว่า “ไม่มีเวลา” (แต่ก็ยังมีเวลาไปดูหนัง เล่นเกม หรือติดตาม wall ผู้ชายใน facebook)
ขวัญบอกเลยว่า แค่เจียดเวลามาแค่วันละ 1/2 ชั่วโมง ก็ถมเถแล้วค่ะ
เพราะแค่อยู่กับภาษาอังกฤษวันละนิด แม้จะเพียง 30 นาทีต่อวัน แต่มันมีประสิทธิภาพกว่านั่งเรียน 2-3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ซะอีกนะ จะบอกให้
ดังนั้น หยิบ schedule ขึ้นมาค่ะ ลงตารางไว้เลยว่าอยากจะอยู่กับภาษาอังกฤษตอนไหน อาจจะช่วง 20.00 – 20.30 หลังอาบน้ำก็ได้ เป็นต้น

 

How to Learn Vocabulary (ปรับเปลี่ยนหรือดัดแปลงได้ตามความเหมาะสมส่วนบุคคล)

1. Spelling

ย้อนไปสมัยอนุบาล หลังท่อง A-Z ได้แล้ว เราก็จะค่อยๆ เรียนรู้คำศัพท์ ความหมาย และการสะกดคำ
และบอกเลย การคัดลายมือได้ผลจริงๆ คำคำนึงก็คัดไปเถอะ อย่างน้อย 5-10 ครั้ง
เพราะเวลาเราเขียน สมองมันซึมซับ มากกว่าการพิมพ์
แล้วเวลาสะกด ก็ให้นึกเป็นภาพไป เช่น เขียนคำว่า table แทนที่จะจำว่า โต๊ะ เฉยๆ ก็นึกว่าโต๊ะจริงๆขึ้นมาแทน (เอาสมองสองซีกมาประสานกันซะ!)
ทุกวันนี้เด็กหลายคนเริ่มไม่แม่นกับการสะกดคำ เพราะมันมีระบบแก้คำผิดอัตโนมัติ และระบบ T9 อื่นๆ ช่วยพิมพ์
ขวัญสังเกตว่า เราเริ่มสับสนงงงวยกับการสะกดคำ (ทั้งสองภาษา) ตั้งแต่พิมพ์ในมือถือหรือคอมฯ บ่อยกว่าการเขียนกระดาษ

spelling_image.gif

2. Part of Specch

ปัญหาใหญ่อีกปัญหานอกจาก spelling คือการแยกแยะ part of speech หรือประเภทของคำ เช่น noun, verb, adjective ค่ะ
เด็กๆ จะสักแต่ท่องแค่คำกับความหมาย เช่น c-a-t = cat แมว โดยไม่ค่อยสนใจว่ามันคือคำประเภทอะไร
ตอนเด็กๆ น่ะ ปัญหาอาจจะไม่มาก เพราะศัพท์พื้นๆ แต่พอโตมา (เจอ succeed/success/successful เป็นต้น) แล้วจะซึ้งค่ะ
เช่น patient เป็น noun แปลว่าคนไข้ แต่พอเป็น adjective แปลว่าอดทน (ถ้าจะพูดว่า ความอดทน ซึ่งเป็น noun ใช้ patience)
ดังนั้น ต้องให้ความสำคัญกับประเภทของคำด้วย ไม่งั้นพอเอามาพูดหรือเขียนแล้ว จะผิดเพี้ยนเอาได้
เราก็อาจจะสังเกตเอาเอง เช่น คำที่ลงท้าย -ful มักเป็น adj. เช่น colour (n.) พอเติมเป็น colourful ก็กลายเป็น adj.

parts-of-speech.jpg

3. Categories

ขวัญแนะนำว่า pin คำศัพท์อย่างเป็นหมวดหมู่ให้เหมือนสะสม pin ใน pinterest ค่ะ (ไม่จำเป็นต้องเรียง A-Z) จะช่วยได้เยอะ
เช่น หมวดสัตว์ หมวดเครื่องเขียน หมวดอาชีพ ฯลฯ ไรเงี้ย (เหมือนเราพินหมวด fashion, หมวด movie ฯลฯ ใน pinterst เลย)
หรือจะแบ่งเป็น หมวดคำนาม คำกริยา คำวิเศษณ์ (แบบข้อ 2.) ก็ได้
หรือจะจัดกรุ๊ปคำที่ความหมายใกล้เคียงหรือหน้าตาคล้ายคลึงกันมาไว้ใกล้ๆกันก็ได้ เช่น conserve, deserve, preserve, observe
หรือจะจำแบบ synonym เช่น certain, precise, accurate, correct ก็เริ่ดสุดๆ
ซึ่งข้อนี้ จะแบ่งยังไงก็ตามแต่เราชอบเลยค่ะ เอาที่คิดว่าเหมาะกับตัวเอง
และจะใช้สีสันช่วยจำก็ช่วยให้น่าสนุกขึ้นก็ไม่ผิดกฎนะ
เพราะสุดท้ายแล้ว คอนเซ็ปต์การจำที่ดี ควรจำแบบเป็นระบบระเบียบ มันดีกว่าจำสะเปะสะปะ ว่ามั้ย?

In+the+Kitchen.png

4. Context

ขวัญสอน GAT มาหลายคน พิสูจน์มาแล้วว่า ต่อให้เด็กรู้ความหมายของศัพท์ ก็ไม่ได้แปลว่าจะทำข้อสอบพาร์ท vocab ได้คะแนนดี
ดังนั้น ต่อให้ครูคนไหนปริ้นท์คลังคำสรุปรวบใส่ A4 เรียง A-Z อย่างดี
หรือต่อให้เอาคำศัพท์ไปเรียงร้อยเป็นเนื้อเพลงมาสอนนักเรียน มันก็ไม่ช่วยอะไร
สิ่งที่เด็กได้คือ เด็กก็แค่รู้ว่าคำนี้มันคืออะไร แต่ก็ใช้ไม่เป็น เพราะตอนจำก็จำแบบดิบๆ
(ข้อดีของมันคือง่าย เร็ว ขายผ้าเอาหน้ารอด สอบพอถูไถ แต่สอบเสร็จก็ลืม)
ขออวดหน่อยว่า ขวัญ admissions เข้าคณะอักษร จุฬาฯ ไม่เคยเรียนพิเศษ และไม่เคยท่องศัพท์
การเรียนรู้ศัพท์ที่ดีที่สุดคือการเรียนรู้จาก context หรือบริบทค่ะ ไม่ใช่จำแบบดิบๆ ด้านๆ
บริบทที่ว่าก็คือจากเพลง หนัง หรือนิยาย เลือกเอาจากที่เราชอบเลยค่ะ
เพราะถ้าอยู่กับสิ่งที่เราชอบ ก็จะมีแรงกระตุ้นในการเรียนรู้มากกว่า
ส่วนตัว ขวัญชอบ Harry Potter ขวัญอ่านภาษาไทยตั้งแต่ประถม ชอบมาก พอโตมาก็ลองอ่านแบบภาษาอังกฤษ ดีมากๆเลยค่ะ
ลองนึกภาพ เราท่องคำว่า recognise แบบดิบๆ กับท่อง recognise จากบริบท

“Harry recognised the unconscious owl at once.” กับ “recognise (v.) จำได้ สำนึก ยอมรับ”

ขวัญบอกเลยว่าแบบเรียนรู้จากบริบท จำได้ดีกว่า และอยู่ยั้งยืนยงในระยะยาวกว่าแน่นอน แถมเพลินด้วย

best.  baby picture.  ever.

5. Dictionary

ขวัญไม่ค่อยสนับสนุนการเปิด dict เพื่อการเรียนรู้ แต่ควรใช้เพื่อการสืบค้นเท่านั้น (ฟังดูงงๆ ป่ะ 555)
จากข้อ 4. ที่ขวัญบอกให้เรียนรู้จาก context เชื่อว่าหลายคน อ่านไปก็ต้องพึ่ง dict ไป เพราะแปลไม่ออก
ขวัญจึงขอร้องเลยค่ะ อดทนนะคะ แรกๆ อาจจะยาก แต่ขอให้อดใจไม่เปิด dict และเดาศัพท์เองดูจากบริบท
เว้นแต่ศัพท์ที่สำคัญมากๆ แบบว่าสำคัญต่อความเข้าใจของเรื่อง แบบนั้นจะเปิด dict ก็ได้ แต่ต้องสำคัญมากๆ สำคัญจริงๆ เท่านั้นนะ
เวลาขวัญอ่านนิยาย ก็จะวงกลมหรือมาร์คข้อความศัพท์ไว้ (แม้กระทั่งถึงทุกวันนี้ก็ยังมีศัพท์ที่ไม่รู้หรือแปลไม่ออก)
คำไหนไม่รู้ก็ใช้ดินสอวงกลมไว้ พยายามแปลจากบริบทเอง แล้วค่อยเปิด dict ทีเดียวตอนอ่านจบแล้วบทนึง ไม่งั้นเสียอรรถรส
เวลาเปิค dict ขวัญไม่ค่อยเน้นจำคำแปลที่เป็นภาษาไทย จะจดที่เป็นคำแปลภาษาอังกฤษหรือ synonym ไว้
เช่น “Ron bellowed back.” ขวัญแปล bellow ไม่ออก ก็วงไว้ก่อน พอเปิดดิค ก็จด “yell” (ตะโกน) ไว้บางๆ ตรงนั้นเลย
นอกจากนี้ ขวัญแนะนำการเปิด dict เป็นเล่มๆ มากกว่า เปิด dict อิเล็กทรอนิกส์ อย่าง talking-dic หรือ app ในไอโฟน
เพราะการเปิด dict เล่มๆ จะเกิดกระบวนการการซึมซับและเรียนรู้มากกว่า (อันนี้พูดจริง ไม่เชื่อไปถามธีร์-ฮอร์โมนส์)
(ข้อดีของ dict อิเล็กทรอนิกส์ คือสะดวก ไว พกง่าย และอาจมีลูกเล่นต่างๆ เสริมมาสนุกสนาน แค่นั้นแล)

38-Oxford-Advance-learners-Dictionary

ทีนี้พอเริ่มสะสม Vocab ได้มากขึ้น และเริ่มเรียนรู้การท่องจำคำศัพท์ เราจะเริ่มเอามาใช้จริงใน sentence จริงๆ
โดย sentence จะสวยงามสมบูรณ์ได้นั้น มีศัพท์อย่างเดียวคงไม่พอ ต้องรู้หลัก Grammar แบบพอดีๆ ไปด้วย ถึงจะครบสูตร Basics
ซึ่งวิธีการเรียนรู้ Grammar แบบไม่ให้ดักดาน ก็คงต้องรอติดตามกัน blog ถัดไปนะคะ

 

ระหว่างนี้ก็ทำการบ้านฟิตรอไปก่อน ดังนี้
– ไปตั้ง commitment กับตัวเองก่อนเลย ว่าจะให้เวลาตัวเองกับภาษาอังกฤษ กี่นาทีต่อวัน และเวลาไหน อย่างไร
– เตรียมสมุดจดศัพท์ ออกแบบตามใจชอบ
– เตรียม dict แบบเล่ม (แนะนำให้ใช้ dict เล่มแบบดีๆ ไปเลย เช่น Oxford Dictionary ห้ามติดสบาย หรือติดเอาง่ายไว้ก่อนโดยเด็ดขาด)
– หาหนังสือ/หนัง/เพลง ที่ตัวเองชอบหรือสนใจ เอามาอ่าน/ดู/ฟัง เป็นภาษาอังกฤษ
– ทำแบบนี้ซ้ำๆ จนกว่าจะครบ 10,000 ชั่วโมง l0l