ถึงแม้จะเป็นหนังที่มาหลังเพื่อน ๆ ฮีโร่คนอื่น ๆ ไปหลายปี แต่เรื่องราวในหนัง Captain Marvel เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปี ’90 ก่อนที่ Avengers จะมารวมตัวกันอยู่หลายปี ดังนั้น ผู้ที่เติบโตมาในยุค ’90 จะได้เห็นบรรยากาศเก่า ๆ ย้อนวันวาน ไม่ว่าจะเป็น ร้านเช่าวิดีโอบล็อกบัสเตอร์ เพจเจอร์ ตู้หยอดเพลง ซีดีรอม ฯลฯ ซึ่งตรงนี้แอบได้ใจเราไปเลย โดยไม่ต้องพยายาม

Vers (Brie Larson นักแสดงรางวัลออสการ์จาก Room) เป็นฮีโร่นักรบชั้นสูงของชาว Kree ที่มีพลังพิเศษแต่อยู่ในช่วงควบคุมและเรียนรู้การใช้งาน โดยมี Yon-Rogg (Jude Law จาก Sherlock Holmes) เป็นเมนเทอร์ ปัญหาอีกอย่างหนึ่งของ Vers คือเธอจำเรื่องราวในอดีตของตัวเองไม่ได้ แต่จะฝันถึงภาพการต่อสู้กับผู้หญิงคนหนึ่ง (Annette Bening จาก 20th Century Women) ซ้ำ ๆ อยู่เสมอ

ขณะออกปฏิบัติภารกิจกับทีม Vers พลาดท่าเสียทีกับ Skrulls (ชนเผ่าเอเลี่ยนที่แปลงร่างเป็นใครก็ได้) แต่ก็หลบหนีออกมาได้ แล้วมาโผล่ที่ดาวโลก จนเจอกับ Nick Fury (Samuel L. Jackson กับเทคนิคพิเศษช่วยลดอายุให้ดูหนุ่มขึ้นกว่ายี่สิบปีอย่างน่าอัศจรรย์) แต่แก๊ง Skrulls นำโดย Talos (Ben Mendelsohn จาก Ready Player One) ก็ยังตามมาล่าเธอถึงที่นี่อย่างไม่ลดละ

บท/เรื่องราวของ Captain Marvel ไม่ได้มีอะไรใหม่หรือพิเศษแบบเกินคาด ค่อนข้างธรรมดาและเป็นไปตามสูตรเสียด้วยซ้ำ แต่ก็มีสไตล์เฉพาะที่แตกต่างจากหนังฮีโร่เรื่องอื่น ๆ จากค่ายเดียวกัน โดยที่ยังรักษาอารมณ์ขันตามสไตล์ของมาร์เวล เพียงแต่มีมุกตลกสามช่าหรือมุกสามบาทห้าบาทน้อยลง

หนังก็มีประเด็นพลังหญิงอยู่บ้างแบบง่าย ๆ เบา ๆ ตามสมควร ไม่มากไปไม่น้อยไป เช่น นักบินไม่ใช่อาชีพของผู้หญิง แข่งรถไม่ใช่กีฬาหรือเกมของผู้หญิง ฯลฯ แต่ประเด็นมันก็ไม่ได้ถ่ายทอดออกมาทรงพลังหรือน่าสนใจอย่างที่คาดหวังสำหรับหนังฮีโร่หญิงเดี่ยวเรื่องแรกของค่ายนี้ (โดยส่วนตัวคิดว่า Wonder Woman ทำได้ดีกว่า โดยเฉพาะประเด็นเฟมินิสต์) ในขณะเดียวกัน หนังก็ให้ความสำคัญกับเรื่องของ minorities & refugees เข้ากับยุคสมัยปัจจุบันด้วย

ตัว Brie Larson เอง… ถึงแม้จะทำหน้าที่ได้ดี แต่ตัวละครยังขาดเสน่ห์ และหนังยังส่งเธอน้อยไปหน่อย ดูแล้วเรายังไม่ค่อยได้ฟีล #แม่มาแล้วธานอส ขนาดนั้น รู้สึกว่า Wonder Woman ยังสตรองกว่า แต่ทั้งนี้ เข้าใจว่า Captain Marvel เพิ่งเริ่มใช้พลังเป็นตอนช่วงท้าย ๆ ของเรื่อง ต้องรอดู Avengers: Endgame กันอีกที ว่าแม่จะปล่อยพลังจัดเต็มไปถึงไหนได้อีก

พูดถึงพลัง… โดยส่วนตัวคิดว่า Captain Marvel มีพลังที่เก่งโคตรโอเว่อร์มากเกินไปจนทำให้เรารู้สึกลุ้นหรือตื่นเต้นกับฉากบู๊แอ็คชั่น เพราะอะไร ๆ มันก็ดูง่ายไปหมด ยังไง ๆ แม่ก็ชนะแบบไม่เสียเลือดเสียเนื้อ ซึ่งนั่นทำให้เรารู้สึกว่า ไม่ว่าฉากแอ็คชั่นเค้าจะพยายามทำมาสนุกแค่ไหน มันก็ออกมา เฉย ๆ อยู่ดีสำหรับเรา แต่ยังดีที่ดู IMAX 3D เค้าทำมาตื่นตาตื่นใจ สมมาตรฐานมาร์เวล

แต่โดยรวม เป็นหนังฮีโร่ที่ดูเพลิน ๆ เอาบันเทิงได้ แต่ต้องไม่คาดหวังมาก ถ้าหวังมาดูคั่นเวลาระหว่างรอ Avengers: Endgame อะไรแบบนั้นน่ะได้ เพราะมันก็มีจุดเชื่อมโยงกันในจักรวาลอยู่ด้วยหลายจุด โดยเฉพาะในช่วง end credit อันแรกที่เชื่อมโยงอย่างชัดเจน อันนี้คือต้องหยุดรอดู (end credit มีสองตัว ตัวแรกต้องดู ตัวที่สอง ดูก็ได้ ไม่ดูก็ได้)

นอกจากนี้ สิ่งที่ห้ามพลาดคือ ควรเข้าโรงหนังให้ไว เพื่อดูฉากเปิด MARVEL ช่วงเริ่มเรื่อง อันนั้นคือดีมาก เอาใจแฟนหนังไปเลย 10/10 (ลึก ๆ ชอบฉากนี้มากกว่าหนังเกือบทั้งเรื่องมัดรวมกัน)

สุดท้าย ไม่พูดถึงไม่ได้ นั่นก็คือน้องแมวส้ม ซึ่งเป็นตัวขโมยซีนของหนัง หนังมีฉากเอาใจทาสแมวอยู่ไม่น้อย และน้องแมวเองก็ช่วยเพิ่มความน่าดูให้กับหนังมากขึ้นจริง ๆ (แต่ก็ไม่ได้ปังหรือน่ารักเท่าน้อง Groot (I am Groot.) ขนาดนั้นนะ)

คะแนนตามความชอบส่วนตัว 7/10

รีิวิว Captain Marvel: กัปตันมาร์เวล #แม่มาแล้วธานอส
Plot & Story6.7
Acting Performance7.5
Production7.6
7.3Overall Score

Comments

comments