“Having your heart broken is a tremendous way to learn about the world.”

ทำไม 20th Century Women ถึงน่าดู?

20th Century Women เป็นหนังเนื้อดี เข้าชิงออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมไปเมื่อต้นปี อีกทั้งเข้าชิงลูกโลกทองคำสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม (Annette Bening) ด้วยอีกเวที (แต่เพิ่งเข้าไทย) ซึ่งจริง ๆ แล้ว ฝีมือการแสดงของ Annette Bening นี่ก็ระดับเทพไร้กังขามานานแล้ว เพราะเธอเข้าชิงออสการ์มาแล้วถึง 4 ครั้ง! ที่สำคัญยังมีนักแสดงดาวรุ่งหญิงแห่งปีอย่าง Elle Fanning เล่นด้วย ติ่งนุ้งแอลล์ห้ามพลาด (ผู้หญิงบ้าอะไร โคตรมีเสน่ห์ ทำหน้านิ่ง หน้าตาย ยังน่าดู)

หนังมีฉากหลังอยู่ใน Santa Barbara, California ปี 1979 ซึ่งปีดังกล่าวมีอะไรเกิดขึ้นมากมาย และเป็น “จุดเริ่มต้นของความเป็นปัจจุบัน” กล่าวคือ เป็นปีสุดท้ายที่ Jimmy Carter เป็นประธานาธิบดี, เป็นปีที่เกิดการปฏิวัติในอิหร่าน, เป็นปีที่มีเด็กสาววัย 16 ก่อเหตุ mass shooting ในโรงเรียน ด้วยเหตุผลที่ว่า หนูไม่ชอบวันจันทร์, ปีที่โรงงานนิวเคลียร์ในอเมริการั่วไหลครั้งแรก, ปีแรกที่ Apple ออกคอมพิวเตอร์ ฯลฯ

20th Century Women เป็นผลงานการกำกับล่าสุดของ Mike Mills ต่อจากผลงานเมื่อปี 2010 ที่เขาเคยทำหนังความสัมพันธ์พ่อลูกเรื่อง Beginners (Christopher Plummer กับ Ewan McGregor เล่นเป็นพ่อลูกกัน) ผู้เป็นพ่อในเรื่องเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายและเป็นเกย์ ต่อมาบทนี้ส่งให้ Christopher Plummer ได้ออสการ์สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม (แถมยังได้ขึ้นชื่อเป็นนักแสดงออสการ์ที่อายุมากที่สุด) อีกด้วย

อ๋อ ขอกระซิบอีกอย่างว่า ทั้ง Beginners และ 20th Century Women นั้น แต่งเติมมาจากเรื่องจริงของ Mike Mills เขาเอง หมายความว่า บทพ่อผู้เป็นเกย์ที่ Christopher Plummer แสดงนั้น ก็คือพ่อของเขาเอง และบทแม่สตรองที่ Annette Bening เล่นใน 20th Century Women ก็คือแม่แท้ ๆ ของเขาเองเช่นกัน ส่วนลูกชายซึ่งเป็นเด็กในเรื่องก็คือผู้กำกับคนนี้นี่แล โดยทั้งสองเรื่องเป็นมุมมองของเด็กคนหนึ่งที่เริ่มเข้าใจพ่อแม่ของเขาในฐานะที่เป็นมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่ง

เรื่องย่อ 20th Century Women

20th Century Women เป็นเรื่องของ Dorothea (Annette Bening จาก American Beauty) ซิงเกิลมัมที่คิดว่า ลำพังแค่เธอคนเดียวไม่สามารถเลี้ยง Jamie (Lucas Jade Zumann จาก Sinister 2) ลูกชายวัย 15 ปี ให้เติบโตเป็น a good man ได้ เธอจึงขอให้สองสาวมาช่วยเธอ คนหนึ่งคือ Abbie (Greta Gerwig จาก Jackie) ช่างกล้องสาวหัวสมัยใหม่ที่กำลังต่อสู้กับมะเร็งปากมดลูก และอีกคนคือ Julie (Elle Fanning จาก Maleficent) สาวแถวบ้านที่ Jamie ตกหลุมรัก

จริง ๆ ผู้เช่าบ้านคนหนึ่งของ Dorothea ก็ยังมีนายช่าง William (Billy Crudup จาก Watchmen) อีกคน ซึ่งเป็นผู้ชายวัยที่พอจะเป็นพ่อของลูกเธอได้ แต่ Dorothea มองว่า William ก็ยังไม่ appropriate พอที่จะเป็นแบบอย่างความเป็นชายที่ดีให้กับ Jamie ได้ เธอจึงต้องพึ่งบรรดาสาว ๆ

 

รีวิว วิเคราะห์ วิจารณ์ 20th Century Women

20th Century Women เป็นหนังเกี่ยวกับความสัมพันธ์แม่ลูก สอดแทรกประเด็น coming-of-age, feminism, รวมถึงศิลปะ บันเทิง การเมืองและประวัติศาสตร์อเมริกาอีกเบา ๆ แต่ย่อยไม่ยาก เบาสมอง มีความตลก มีข้อคิดที่เหมาะกับคนแทบทุกเพศทุกวัย ซึ่งหนังบอกเล่าสิ่งเหล่านั้นอย่างงดงาม และเล่าเรื่องอย่างน่ารักน่าสนใจ

coming-of-age

เราอาจดูหนังแนว coming-of-age มาเยอะแล้ว แต่ 20th Century Women ก็ไม่ซ้ำซากกับเรื่องอื่น เพราะยังไงการก้าวผ่านพ้นวัยมันไม่จำเป็นต้องเป็นแค่ช่วงของเด็กวัยรุ่นวัยทีน หากแต่คนที่โตแล้ว เป็นผู้ใหญ่แล้ว ก็ต้องก้าวผ่านพ้นวัยด้วยเหมือนกัน

แม้กระทั่งการรับมือกับช่วงเปลี่ยนยุคเปลี่ยนสมัย หรือการเติบโตไปกับบริบททางสังคมแต่ละวาระ เช่น Dorothea ผู้อยู่มาทุกยุค ตั้งแต่ช่วงอดอยากปากแห้งอย่าง the Great Depression, the World War II, จนกระทั่งแต่งงาน มีลูก หย่า ลูกโตเป็นหนุ่ม ฯลฯ เราก็นับว่ามันเข้าข่าย coming-of-age – ทุกช่วงอายุ เราทุกคนต่างต้องเรียนรู้และก้าวผ่านพ้นวัยกันตลอดเวลา ในขณะที่ Jamie กำลังต้องก้าวผ่านพ้นวัยในช่วงวัยรุ่นนี้ Dorothea ผู้เป็นแม่ ก็ต้องก้าวข้ามผ่านไปด้วยพร้อม ๆ กัน

ตามประสาแม่ แม่จะห่วงลูก ไม่อยากให้ลูกผิดซ้ำผิดซากอย่างที่ตัวแม่เคยทำ คนเป็นแม่จึงมักบอกลูกว่า ทำไมเล่นแบบนี้ ทำไมทำแบบนั้น มันอันตราย ทั้งที่ตัวแม่เองก็ยังไม่คิดถึงสิ่งที่ตัวเองทำว่ามันดีหรือปลอดภัยรึเปล่า เช่น แม่ยังสูบบุหรี่ตลอดเวลา ทั้งที่รู้ว่ามันอันตรายต่อแม่ (และคนรอบตัว) เหมือนกัน

ความรัก (และเซ็กส์) เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของวัยรุ่น ความรักมันก็เปรียบได้กับการสูบบุหรี่ ตอนแรกที่เริ่มสูบ เรารู้แต่ว่ามันเจ๋ง มันคูล มันสนุก มันแฮปปี้ โดย ณ ตอนนั้นเราอาจไม่คิดหรอกว่าวันนึงมันจะอันตรายหรือจะทำร้ายเรา

เช่นเดียวกัน บางเรื่องคนเราก็รู้ว่ามันไม่ดี มันจะทำให้เราเสียใจ แต่สุดท้ายก็ยังทำอยู่ เพราะเขารู้ว่า อย่างน้อย สิ่งที่ทำมันก็ไม่ได้นำพาไปสู่ความเสียใจอย่างเดียวเสมอไป และบางครั้งคนเราก็ต้องปล่อยให้หัวใจแตกสลายเสียก่อนถึงจะเรียนรู้โลกใบนี้

นอกจากนี้ เราได้ตระหนักว่า เรามักวางแผนชีวิตหรือตั้งความหวังเกี่ยวกับชีวิตไว้มากมาย แต่สุดท้ายเรากลับพบว่ามันไม่มีอะไรเป็นอย่างที่เราคิดฝัน เพราะเวลาเราคิด เวลาเราฝัน เราก็คิดและฝันเอาจากวัตถุดิบที่เรามีอยู่ ณ เวลานั้น ซึ่งในชีวิตจริงนั้น แต่ละวัน ๆ มันมักจะมีวัตถุดิบ ปัจจัย หรือตัวแปรใหม่ ๆ เพิ่มเข้ามาได้อยู่เรื่อย ๆ เช่น วันนี้เราอายุ 15 ปี เรารักผู้หญิงคนนี้ เราคิดว่าโตไปจะแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้ แต่สุดท้ายเราลงเอยได้แต่งงานกับผู้หญิงอีกคนที่เราเพิ่งเจอตอนเราอายุ 25 ปี

“Whatever you think your life is going to be like, just know, it’s not gonna be anything like that.”

parental role

Dorothea มีชีวิตที่ค่อนข้างเหงา แต่จริง ๆ เธอเป็นผู้หญิงเก่ง เธอเคยอยากเป็นนักบิน แต่สงครามโลกจบลงเสียก่อน เธอเลยมาลงเอยที่การทำงานบริษัท และก็เล่นหุ้น (โดยเฉพาะตัว IBM กับ Xerox ซึ่งเราเดาว่าคงปังอันดับต้น ๆ ในยุคนั้น) แต่สิ่งที่ยากที่สุด แต่ก็ดีที่สุด ของการเป็นผู้หญิงของเธอ คือ การเป็นแม่คน

เธอเหมือนจะแกร่ง เลี้ยงลูกคนเดียวได้ แต่พอลูกชายเริ่มโตเป็นหนุ่ม เธอก็เริ่มขาดความมั่นใจอยู่กลาย ๆ ว่าจะเลี้ยงเขาได้ดีมั้ย (ยังดีที่เธอเข้าใจว่า การจะเลี้ยงลูกชายให้เติบโตเป็นผู้ชายที่ดี ไม่จำเป็นต้องให้ผู้ชายมาเลี้ยงหรือมาสอนลูกเธอก็ได้) เธออยากให้ลูก happier กว่าที่เธอเป็น

และเธอก็พยายามลดช่องว่างระหว่างวัยกับลูก แต่สุดท้ายยิ่งทำก็เหมือน gap ยิ่งห่างออกไป เมื่อเธอไปขอให้ Abbie กับ Julie ซึ่งวัยค่อนข้างใกล้เคียงกับ Jamie มาช่วยเป็นเมนเทอร์ให้เขา

แต่สุดท้ายเธอถึงได้เรียนรู้ว่า เราไม่จำเป็นต้องเข้าใจหรือชอบในสิ่งที่ลูกทำทุกอย่างก็ได้ เอาแค่คอยรับรู้และอยู่ข้าง ๆ ก็พอ หมายความว่า เธอไม่ต้องชอบเพลงหรือวงดนตรีพังก์แบบลูก หรือเที่ยวผับบาร์สมัยใหม่แบบลูก เธอก็สามารถเข้าถึงและอยู่กับลูกได้

“You get to see him out in the world, as a person. I never will.”

women

สำหรับวัยรุ่น พ่อแม่มีอิทธิพลน้อย เมื่อเทียบกับเพื่อน แฟชั่น หรือสภาพแวดล้อม ดังนั้น role model บางครั้งจึงไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่เป็นรูปธรรมเสมอไป บางทีเด็กจะโตไปเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับหนังสือที่เขาอ่านได้เช่นกัน อย่างที่ Abbie ให้ Jamie อ่านหนังสือเฟมินิสต์ “Our Bodies, Ourselves” กับ “Sisterhood Is Powerful” เขาก็เริ่มรู้สึกว่าเขาเป็น feminist

พื้นฐานของ Jamie เข้าใจผู้หญิงได้ไม่ยากอยู่แล้ว เพราะเขาเติบโตมากับผู้หญิง ทั้งแม่, Abbie, และ Julie อย่างไรก็ดี คนดูจะได้รู้จักและทำความเข้าใจผู้หญิงในทุก ๆ บทบาทมากขึ้น ทั้งในเรื่องการเป็นแม่ เรื่องเซ็กส์ เรื่องประจำเดือน เรื่องคุมกำเนิด ฯลฯ พร้อม ๆ กับ Jamie

จริง ๆ มีผู้ชายอีกคนในเรื่องคือ William ซึ่งเป็นช่างซ่อมรถ-ปั้นหม้อ เขาก็เหมือนผู้ชายทั่วไป คิดว่า เวลาผู้หญิงมีปัญหา เขาจะต้องช่วยซ่อมหรือช่วยแก้ไขให้เธอให้ได้ แต่จริง ๆ แล้ว บางอย่างมัน fix ไม่ได้ (เช่น ถ้าผู้หญิงเป็นมะเร็งปากมดลูก เป็นต้น) ซึ่งผู้หญิงเขาก็ไม่ได้ต้องการให้ผู้ชาย fix ให้เธอได้ทุกอย่างอยู่แล้ว เธอแค่ต้องการให้เขาอยู่ด้วย (เช่น ไปหาหมอด้วย) ก็แค่นั้น

ดังนั้น บอกเลยว่า 20th Century Women นี่เป็นหนังที่บอกเล่าเรื่องของผู้หญิงได้ครบด้าน ผู้ชายควรดูเพื่อการศึกษา

 

20th Century Women คะแนนตามความชอบส่วนตัว 8.5/10 ชอบบท ชอบเพลง ชอบภาพ ชอบคำคม ชอบการแสดง ชอบทุกอย่างเลย~ (หักคะแนนแอ็คติ้งลูกชาย กับบางจุดที่เนิบ ๆ และประเด็นยิบย่อยเยอะไป๊ แล้วบางอันก็ใจร้ายกับผู้ชายบางกลุ่มไปสักหน่อย) โดยรวม อยากดูซ้ำ ไปเก็บดีเทล!

29 มิถุนายนนี้ เฉพาะ House RCA ที่เดียวเท่านั้น