“Get it from your father-in-law, he has all the money in the world.”

All the Money in the World ถูกจับตามองในวงกว้าง ตั้งแต่การเลือกหยิบยกเอาเหตุการณ์จริงของคดีเรียกค่าไถ่ที่อื้อฉาวที่สุดในประวัติศาสตร์มาตีแผ่ รวมถึงการตัดสินใจของ Ridley Scott (ผู้กำกับ AlienBlade RunnerGladiatorThe Martian ฯลฯ) ที่กล้าลงทุนถอด Kevin Spacey (จาก American BeautyBaby Driver ฯลฯ) ออกจากหนัง เนื่องจากข่าวอื้อฉาวกรณี Sexual Harassment ทั้งที่หนังถ่ายทำเกือบเสร็จสมบูรณ์แล้ว

Kevin Spacey เป็นตัวละครนำสำคัญของเรื่อง คือรับบทเป็น J. Paul Getty (อภิมหึมามหาเศรษฐี ที่รวยที่สุดในประวัติศาสตร์โลก) โดยคนที่มาแทนที่เขา ได้แก่ Christopher Plummer (นักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ที่อายุมากที่สุดในโลกจากผลงานเรื่อง Beginners)

มีฉากของ J. Paul Getty อยู่ไม่น้อย แถมแต่ละฉากล้วนสำคัญต่อการดำเนินเรื่องและเส้นเรื่อง แต่ถึงกระนั้น Ridley Scott ไม่เลื่อนกำหนดวันฉาย ทำให้เขา ทีมงาน รวมถึงสองนักแสดงนำอย่าง Mark Wahlberg (จาก The FighterPatriots Day ฯลฯ) และ Michelle Williams ต้อง reshoot ให้ทันภายใน 6 สัปดาห์ (แต่ปู่ Plummer ถ่ายซ่อมจริง ๆ แค่ 10 วันนะ) ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ท้าทายและเสียสละเป็นอย่างยิ่ง

ประมาณปี 1970s John Paul Getty III (Charlie Plummer) หลานชายคนโตของ J. Paul Getty ถูกโจรจับเรียกฆ่าไถ่ที่อิตาลี แม่ของเขา Gail (Michelle Williams จาก Manchester by the SeaThe Greatest Showman ฯลฯ) จึงต้องไปขอให้อดีตพ่อสามีช่วยจ่ายเงินค่าไถ่ 17 ล้าน เป็นค่าไถ่ตัวหลาน

แต่ Getty ไม่ยอมจ่ายสักเพนนี ทั้งที่ตัวเองเป็นบุคคลที่มีเงินเยอะที่สุดในโลก และซื้องานศิลปะชิ้นละเป็นล้านแทบทุกวัน ส่วนหนึ่งเพราะเงินตรงนี้เอาไปหักภาษีไม่ได้! แต่เขาก็ส่ง Fletcher Chace (Mark Wahlberg) มือขวาคนโปรดของเขาไปช่วยเจรจากับพวกโจรเรียกค่าไถ่ เพื่อที่จะทำยังไงก็ได้ให้เขาเสียเงินน้อยที่สุด

ด้วยสตอรี่แล้ว หนังมีความน่าดูมากอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งมาได้ Michelle Williams กับ Christopher Plummer สวมบทบาทเป็นแม่กับปู่ของเด็กที่ถูกลักพาตัว ก็ยิ่งทำให้หนังมีพลังยิ่งขึ้นไปอีก (ไม่ขอพูดถึง Mark Wahlberg เพราะเรื่องนี้ค่อนข้างเฉย ๆ และดูไม่ใช่สักเท่าไหร่) โดยรวมคือหนังสนุกมาก ชอบบทเจรจาต่อรองอันเชือดเฉือน และชวนให้เราคิดหรือตัดสินตามตลอดเรื่อง

ทุกฉากมีความลุ้น ทึ่ง อึ้ง ไปกับตัวละคร ไม่ว่าจะเป็นการพยายามสู้หลบหนีของเด็กน้อย และการตัดสินใจของคุณปู่หน้าเลือด ที่เหมือนจะเห็นอำนาจเงินเหนือกว่าทุกชีวิตแม้แต่ชีวิตของสายเลือดของตัวเอง

จริง ๆ ปู่แกก็มีเหตุผลของแก ไม่ว่าจะเป็น… ถ้าจ่ายคนนี้ เดี๋ยวโจรที่อื่นก็จะมาไล่จับหลานคนอื่นให้แกไปจ่ายอีก… หรือการที่แกจะกังวลว่าหลานคิดจะสร้างสถานการณ์หาเงินเข้าตัวเอง… ซึ่งที่แกจะคิด มันก็ไม่ผิด แต่…ในอีกแง่หนึ่ง เราว่ามันก็ไม่ถูกต้องอีกเช่นกัน

 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราชอบที่เราได้เข้าไปสำรวจความคิดและจิตใจของคนโคตรรวยอย่าง J. Paul Getty ทึ่งกับแนวความคิดของเขาหลายอย่าง ทำให้เราเข้าใจเลยว่า เออ คิดแบบนี้ไงถึงได้รวย (หรือ คิดอย่างนั้นไง ก็เลยไม่รวย) และได้เข้าใจว่าแตกต่างของคำว่า Getting rich กับ Being rich (อย่างแรกอาจใคร ๆ ก็ทำได้ แต่อย่างหลัง ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้)

นอกจากนี้หนังมีเสียดสีวงการสื่อหรือพวกนักข่าวที่ชอบทำข่าวดราม่าที่ขายได้หรือล่วงละเมิดความเป็นส่วนตัวของคนอื่น พร้อมกับการเน้นย้ำความสำคัญของอำนาจเงินที่อยู่เหนือทุกคนบนโลก แม้แต่คอมมิวนิสต์

คะแนนตามความชอบส่วนตัว 8/10 เข้าฉาย 22 ก.พ. ในโรงภาพยนตร์

Comments

comments