“ชีวิตมันสั้นเกินกว่าจะไม่ใช้ชีวิต”
Train Dreams เป็นหนังชิงออสการ์ที่ดูได้เลยบน Netflix ใช้เวลาดูสั้น ๆ เพียง 1 ชั่วโมงครึ่ง แต่ได้ซึมซับแก่นชีวิตตั้งแต่วันแรกถึงวันสุดท้ายของชีวิต ดูจบแล้วก็รู้สึกว่า ชีวิตมันสั้น ชีวิตมันก็เท่านี้ และเราควรเข้าใจความหมายของชีวิตก่อนวันที่สาย
หนังพาเราเฝ้าสังเกตการณ์ชีวิตของ Robert Grainier (Joel Edgerton จาก The Gift) ที่แทบไม่มีชีวิตของตัวเองเลย เขาใช้ชีวิตส่วนใหญ่ไปกับการเป็นผู้สังเกตและทำงานเป็นลูกจ้าง เป็นแรงงานตัดไม้ ให้กับบริษัทที่สร้างทางรถไฟ แต่สิ่งสำคัญสิ่งเดียวเดียวในชีวิตที่เขาได้เป็นส่วนสำคัญในการสร้างจริง ๆ และได้ใช้ชีวิตจริง ๆ คือการสร้างครอบครัวกับ Gladys (Felicity Jones จาก The Theory of Everything)
ชีวิตของ Robert ก็เหมือนชีวิตคนธรรมดาทั่วไป ที่มีทั้งสุขและทุกข์ มีพบและก็มีจาก เพียงแต่เขามักเสียใจ อมทุกข์ และปล่อยให้อดีตตามหลอกหลอน มากกว่าจะเลือกอยู่กับปัจจุบัน ออกไปใช้ชีวิต โฟกัสสิ่งที่เหลืออยู่และชื่นชมความสวยงามของธรรมชาติที่อยู่ตรงหน้า
ชีวิตเราอาจจะแบ่งเป็นหลายบท หลายตอน ตามช่วงชีวิต แต่สุดท้ายชีวิต มันไม่มีอะไรเป็นจุดเริ่ม ไม่มีอะไรเป็นจุดจบที่แท้จริง ไม่ได้เป็น linear เหมือนทางรถไฟ มันแค่เชื่อมต่อกัน เชื่อมโยงกัน เหมือนธรรมชาติ เหมือนสายน้ำ
“The dead tree is as important as the living one.”

หนังทำให้เราเห็นว่า เวลาผ่านไปไวมาก เขาต้องออกไปทำงานหาเงินทีละหลายเดือนอยู่ตลอด และทุกครั้งที่กลับมาบ้าน เขารู้สึกว่าลูกสาวของเขาโตไวมาก และเขาพลาดช่วงสำคัญของการเติบโตของลูกไปหลายอย่างมาก
หนังทำให้เราเห็นว่า การที่เราใช้เวลาอันมีค่าจมอยู่กับความโศกเศร้าหรือสิ่งที่ผ่านไปแล้ว มันเสียเวลาเปล่า เช่นเดียวกับ Robert เขาเสียใจในสิ่งที่เขาไม่ได้ทำและสิ่งที่เขาพลาดไป แล้วเขาไม่ได้ทำอะไรหรือไปไหนเลย เงยหน้ามาอีกที เขาก็แก่ขึ้นมาก และโลกข้างนอกก็เปลี่ยนไปมากเช่นกัน
หนังเตือนสติว่า ต่อให้วันนี้เราจะสุขและเศร้าเพียงไหน เราก็ไม่ควรเอาตัวเอาใจไปผูกติดกับมันนานเกินไป สิ่งที่เสียไปแล้วก็สำคัญพอ ๆ กับสิ่งที่ยังอยู่
ชีวิตมันสั้น เวลาไม่เคยหยุดเดิน โลกไม่เคยหยุดหมุน และไม่เคยหมุนย้อนกลับไป จง keep moving
ในวันที่ Robert เริ่มมีอายุมากขึ้น เขาเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหลายในชีวิต และอะไร ๆ มันก็ค่อย ๆ เมคเซนส์ เราชอบตอนจบของหนังที่เขาได้ลองขึ้นเครื่องบิน แล้วมองลงมาข้างล่าง เขาได้เห็นชีวิตของเขาในมุมที่แตกต่างจากเดิม
และชอบตอนที่คนขับเครื่องบินบอกเขาตอนที่เครื่องบินกำลังจะหักขึ้น หักลง หรือเปลี่ยนทิศนี่แหละว่า “เกาะอะไรสักอย่างไว้นะ (hold onto something)” แล้วหนังก็ตัดภาพไปที่… ภาพคน เหตุการณ์ โมเมนต์ และความทรงจำที่สำคัญในชีวิตของเขาก็พรั่งพรูเข้ามา… เขาได้เข้าใจและเห็นสิ่งที่มีความหมายที่สุดในชีวิตอีกครั้ง…
เพราะเราจะรู้ความหมายของชีวิตในวันที่เราใช้ชีวิต