เพราะชีวิตคนเรามันดราม่าและหนักหนามากพออยู่แล้ว คนเราจึงชอบดูหนังเพื่อความบันเทิงเบาสมอง หรือดูหนังดูละครที่ดราม่าเกินเบอร์จากที่ตัวเองประสบจริง เพื่อให้ลืมปัญหาของตัวเองไปชั่วขณะ เราจึงไม่แน่ใจว่าคนทั่วไปจะอยากเสียตังค์ไปดูหนังสะท้อนชีวิตจริงของตัวเองหรือแทงใจดำตัวเองหรือไม่
Human Resource: พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา) หนังไทยเรื่องล่าสุดของ GDH กำกับและเขียนบทโดย เต๋อ-นวพล ซึ่งเขาเล่นคำว่า Human Resource กับประเด็นต่าง ๆ ในสังคมหรือโลกที่อยู่ยากขึ้นทุกวันนี้ได้อย่างล้ำลึก
พอดูหนังแล้ว เราเข้าใจเลยว่าตัวละครนำ เฟรนด์ (เอิงเอย – ประภามณฑล) ต้องเป็นผู้หญิงเท่านั้น เพราะเธอแบกรับหน้าที่ ทั้งที่ออฟฟิศ เธอทำงานในตำแหน่ง HR ที่ต้อง “สรรหาทรัพยากรมนุษย์” มาให้บริษัทที่เธอก็ไม่ได้มีความสุขที่จะอยู่ และในขณะเดียวกัน เธอก็ต้องควบบทบาทศรีภรรยาของ เทม (เพชร – เผ่าเพชร) ผู้มุ่งมั่นและเปี่ยมความหวังในการสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ เธอจึงต้องพยายามมีลูกให้สามี หรือ “ผลิตทรัพยากรมนุษย์” เพิ่มเข้าในโลกที่เธอเองก็ไม่อยากอยู่ (อีกแล้ว)
สำหรับเรา Human Resource มันบอกเล่าชีวิตที่ถูกสังคมโปรแกรมมาให้ “เรียน ทำงาน แต่งงาน มีลูก” โดยทุกคนมีจุดกลม ๆ ร่วมกัน หรือลูปเดียวกันอยู่อย่างหนึ่งก็คือ “การเกิด” และ “การตาย”
เป็นหนังที่สะท้อนเรื่องจริงอันบิดเบี้ยวคนเมืองในปัจจุบัน ทั้งสังคมออฟฟิศ ชีวิตวนลูป ระบบข้าราชการ ทุนนิยม ค่านิยมการมีลูกและส่งลูกเข้าโรงเรียนอินเตอร์ ทั้งตัวละคร เรื่องราว และบทสนทนานั้น มันดูมีอยู่จริงและใกล้ตัวมาก ๆ มันโคตรเรียล ราวกับหนังสารคดี แต่ไม่ใช่
ตัวละครเอกก็เหมือนคนไทยหลายคน คือเป็นคนยอม ๆ ไม่ค่อยมีใครท้าทายกับระบบ โดยเฉพาะคนที่เลือกไม่ได้หรือไม่มีทางเลือก ยกตัวอย่างเฟรนด์ คือชัดเจนว่าเธอเป็น people pleasure ที่ยอมคนอื่น ต่อให้เราไม่ใช่คนผิด ต่อให้อีกฝ่ายทำไม่ถูกต้อง เธอก็จะหยวน ๆ อะลุ่มอล่วยให้ เพียงเพราะไม่อยากมีเรื่อง
แม้แต่สามีของเธอ ที่เผิน ๆ เหมือนเป็นคนไม่ยอมคน เหมือนรักความถูกต้อง แต่พออยู่กับคนที่มีอำนาจเหนือกว่า ตำแหน่งสูงกว่า หรือรวยกว่า เขาก็พร้อมยอมเลียแข้งเลียขาคนพวกนั้น โดยไม่ติดใจเลยที่สังคมที่เขาอยากถีบตัวเองขึ้นไปอยู่นั้นคือหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เขาต้องเกิดและโตมาในสังคมที่ดิ้นรน
หรือกระทั่งน้อง ๆ พนักงานออฟฟิศ โดยเฉพาะพวกเด็กจบใหม่, first jobbers, และคนที่ไม่มีทางเลือกในชีวิตมากนัก เขาก็จำเป็นต้องยอมถูกกดทับ ยอมเลือกทำงานอะไรก็ได้ไว้ก่อนถึงแม้ว่ามันจะงานหนัก เงินน้อย หรือเจ้านายเฮงซวยแค่ไหนก็ตาม
พอดูหนังเรื่องนี้แล้วก็รู้สึกว่า เออ… จริง ๆ เราไม่จำเป็นต้องทำหนังหรือเขียนบทหนังให้มีซีนดราม่าพิเศษใส่ไข่อะไรเลยนะ เพราะชีวิตมนุษย์เราทุกวันนี้ รวมถึงข่าวเศรษฐกิจและข่าวต่าง ๆ ในบ้านเมือง มันก็เป็นหนังชีวิตชั้นดีอยู่แล้ว แต่นั่นแหละ สิ่งที่เรากังวลคือ คนจะอยากไปดูหนังแบบนี้มั้ย หรือใครที่รู้สึก overwhelmed กับปัญหาชีวิตตัวเองอยู่แล้ว จะรู้สึกดิ่งหรือซึมเศร้ากว่าเดิมมั้ย