มันอาจจะจริงที่ว่า ถ้าลูกเป็นอะไรไป คนเป็นแม่มักเจ็บปวดมากกว่า เพราะเป็นคนอุ้มท้อง คลอด และอยู่กับลูกมากกว่า แต่สุดท้าย ใครรักใครมากกว่า ใครเจ็บปวดมากกว่า หรือใครใช้เวลาอยู่ด้วยมากกว่า มันอาจไม่สำคัญเท่าความเข้าใจว่า แต่ละคนรับมือกับความสูญเสียและความโศกเศร้าเสียใจแตกต่างกัน และ ใครมีความสามารถในการ “ปล่อยวาง” มากกว่ากัน เพราะโลกไม่เคยหยุดหมุนถึงแม้ข้างในเราจะแตกสลายเพียงใด
ซึ่งในหนัง Hamnet ทำให้เราเข้าใจพอยต์นั้นอย่างสุดซึ้ง พาดำดิ่งไปสำรวจอีกฝั่งของอุโมงมืดดำหรือโลกอีกฝั่งที่เราอาจเคยหวาดกลัวหรือยังไม่เคยค้นพบ สำรวจชีวิตและความเป็นมนุษย์รอบด้าน ทั้งความสุข ความเศร้า ความรัก ความเกลียด ความชัง ความจน ความรวย การเกิด การเจ็บ การป่วย และการตาย ซึ่งไม่มีอะไรอยู่กับเราตลอดไป สิ่งที่มีทุกวันนี้จะถูกพรากจากไปเมื่อไหร่ก็ได้
หนังเรื่อง Hamnet สร้างจากนิยายชื่อเดียวกัน ตีพิมพ์ปี 2020 โดย Maggie O’Farrell แต่งเรื่องขึ้นอิงตามข้อเท็จจริงในชีวประวัติ William Shakespeare กวีเอกของโลก ที่สูญเสีย Hamnet ลูกชายวัย 11 ปีของเขาในปี 1596 และไม่กี่ปีต่อมา Hamlet ผลงานชิ้นเอกของเขาก็ถูกจัดแสดงครั้งแรกที่ Globe Theatre กรุงลอนดอน
To be… or not to be… that is the question.
Hamnet อาจฟังดูเหมือนเรื่องราวของ William Shakespeare (Paul Mescal ผู้เข้าชิงออสการ์จาก Aftersun) ที่รับมือกับการสูญเสียลูกชายคนเดียว โดยการเปลี่ยนความเจ็บปวดและความเศร้าโศกเสียใจให้เป็น Hamlet ศิลปะชิ้นโบแดงที่เป็นรูปธรรม โศกนาฏกรรมที่ถูกเล่าขาน และถูกจดจำยาวนานข้ามยุคข้ามชาติมากว่าสี่ร้อยปี แต่จริง ๆ แล้ว หนังโฟกัสไปที่คู่ชีวิตของ Shakespeare มากกว่า เพียงแต่ให้เธอใช้ชื่อว่า Agnes แทนชื่อจริง Anne Hathaway ตามประวัติศาสตร์ (ใช่ค่ะ ชื่อเดียวกันเด๊ะ ๆ กับดาราสาวชื่อดังแห่งยุคเรานี่แหละ)

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ประวัติศาสตร์มักเลือกบันทึก จดจำ ให้คุณค่าและความสำคัญแต่เรื่องราวและผลงานของผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ดังนั้น การที่หนังเลือกเน้นนำเสนอบทบาทและความรู้สึกของ Agnes (Jessie Buckley ผู้เข้าชิงออสการ์จาก The Lost Daughter) ผู้เป็นภรรยาและแม่ของลูก ๆ ของ Shakespeare มากกว่า มันจึงทำให้หนังมีความพิเศษและน่าสนใจกว่า trope “หนังเช็คสเปียร์” ทั่วไป
การแสดงของ Jessie Buckley ทรงพลัง ขนลุก ตั้งแต่ฉากคลอดลูก เธอคนเดียวถ่ายทอดบทบาทของผู้หญิงธรรมดา ๆ คนหนึ่งได้อย่างครบมิติ ตั้งแต่ความเป็นลูกสาวของแม่ที่สังคมเหยียดหยาม น้องสาวหัวขบถของพี่ชาย ลูกสะใภ้ที่แม่ผัวไม่ยอมรับ ภรรยาสายซัพฯ และแม่ที่ยอมอุทิศชีวิตทุก ๆ อย่างเพื่อลูก ๆ ของเธอ ตลอดเรื่อง เธอค่อย ๆ ไต่ระดับกราฟขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงองก์สุดท้ายที่เธอส่งมอบการแสดงที่ตรึงตาตรึงใจ และคู่ควรกับรางวัลออสการ์นักแสดงนำหญิงแห่งปีอย่างไร้ที่ติ
หนังพาคนดูให้อยู่และเติบโตกับ Agnes มาตั้งแต่เป็นเด็กสาว ที่ชีวิตก็มีทั้งความสุข-ความทุกข์ตามอัตภาพ จนไปถึงวันที่เธอเบ่งท้องคลอดลูกด้วยตัวเอง วันที่เธอพยายามรักษาลูกน้อยที่ป่วยหนักอย่างสุดกำลัง และวันที่เธอต้องสูญเสียลูกชายคนเดียวไป เธอทำให้เราเห็นว่า การเจ็บปวดทางกายมันเจ็บหนักกว่าและฮีลยากยิ่งกว่าทางกายหลายร้อยเท่า แต่สิ่งที่ทำให้ใจเราเจ็บปวดไม่จบสิ้นไม่ใช่เหตุการณ์หรือโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น หากแต่เป็น “การยึดติด” หรือ “การไม่ปล่อยวาง”
What is given may be taken away at any time— Never forget for a moment that they may be gone.
ในวันที่เธอสูญเสีย Hamnet (Jacobi Jupe) เธอย่อมเจ็บเจียนตายกว่าใคร ๆ และแน่นอนว่า เธอย่อมรู้สึกโกรธสามีที่ไม่เคยอยู่ด้วยในวันที่เธอคลอดลูก วันที่ลูกป่วยหนัก และกระทั่งวันที่ลูกจากไป แต่หนังนำเสนอความขัดแย้งของสองสามี-ภรรยาตามแก่นความเป็นมนุษย์ ค่านิยม และกรอบสังคมในยุคสมัยนั้นอย่างเป็นกลางและไม่ตัดสิน เราไม่รู้สึกว่าฝ่ายไหนเห็นแก่ตัวหรืองี่เง่าเลย
หนังสอนให้ปล่อยวาง อยู่กับปัจจุบัน รับมือกับความเจ็บปวด และตอบสนองต่อพลังลบ โดยการเปลี่ยนมันให้เป็นพลังเชิงบวกหรืออย่างน้อยก็ใช้ชีวิตต่อไปให้ได้กับสิ่งที่เหลืออยู่ ตามที่แม่ของ Agnes สอนว่า ในวันที่เรารู้สึกกลัว สับสน หรือเจอทางที่มืดมน จงทำใจให้กว้าง และหันหน้าเข้าหาแสงอาทิตย์
เราเข้าใจดีว่า โลกของ Agnes แตกสลายแค่ไหน โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิงในยุคนั้น ที่โลกทั้งใบก็มีแต่ลูก ในขณะที่ผู้ชายอย่าง Shakespeare ยังมีพาร์ทอื่นในชีวิตที่ต้องโฟกัส รับผิดชอบ และไขว่คว้าต่อ เช่น การหาเงินเลี้ยงดูครอบครัว และความสำเร็จทางการงานอาชีพ
ซึ่งหนังก็ทำให้เราเห็นว่า ถึงแม้ Shakespeare จะต้องไปใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในลอนดอน แต่เขาก็ตั้งใจอุทิศตัวเองเพื่อให้ครอบครัวมีความสุขสบายที่สุดในเมืองเล็ก ๆ บ้านเกิดของเขาจริง ๆ และการสร้าง Hamlet ก็เป็นวิธีรับมือกับความสูญเสียและจดจำลูกชายของเขาในแบบของเขา
To live with our hearts open.
To shut it not in the dark but to turn it to the sun.
ในขณะที่ Agnes เป็นตัวแทนของ femininity ที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติ และรู้สึกว่า ธรรมชาติและเมืองเล็ก ๆ ที่นี่ คือบ้านของเธอ ชีวิตและงานของ Shakespeare อยู่ที่ลอนดอน บ้านของเขาคือโต๊ะเขียนหนังสือเล็ก ๆ ที่เขาใช้มันสร้างโลกตรงกลางที่สักวันเขากับครอบครัวจะได้อยู่ด้วยกัน
ซึ่ง Paul Mescal เป็นนักแสดงที่โดดเด่นเรื่องการแสดงบทโศก ถ่ายทอดความเจ็บปวดจากข้างใน ที่คนดูเข้าถึงและสัมผัสได้ ผ่านแววตา ท่าทาง หรืออวัจนภาษามาตั้งแต่ Normal People ซีรีส์แจ้งเกิดของเขา เสียดายที่เขาไม่ได้เข้าชิงออสการ์อีกครั้งจากบทบาทนี้

องก์สุดท้ายของหนังเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์อันยอดเยี่ยมในการดูหนังในโรงภาพยนตร์ เพราะมันให้ความรู้สึกเหมือนเราได้อยู่ในโรงละคร Globe Theatre และกำลังรับชมละครเวทีกับชาวบ้านนั้นอยู่จริง ๆ
นอกจากนี้ การแคสต์ Noah Jupe (จาก A Quiet Place) มาเป็นนักแสดงละครเวทีที่รับบท Hamlet ก็ทำให้ฉากนี้อิมแพ็คยิ่งขึ้น เพราะไม่ใช่เขาแสดงดีเท่านั้น แต่เขาคือพี่ชายแท้ ๆ ของนักแสดงเด็กที่เล่นเป็น Hamnet ด้วยนั่นเอง ดังนั้น พอ Hamnet กับ Hamnet หน้าตาเหมือนกันขนาดนี้ มันย่อมส่งผลต่อความรู้สึกทั้งของคนดูและของ Agnes อยู่แล้ว
สำหรับเรา Hamnet เป็นภาพยนตร์ที่งดงามระดับมาสเตอร์พีซ การแคสต์และการแสดงที่ยอดเยี่ยม ประกอบกับวิสัยทัศน์และความสามารถในการถ่ายทอดความอาร์ตของ Chloé Zhao (ผู้กำกับเจ้าของรางวัลออสการ์จาก Nomadland) ที่เล่าเรื่องผ่านไดอะล็อก ภาพและเสียงอันทรงพลัง แฝงสัญลักษณ์ สะท้อนความเป็นมนุษย์ ความสวยงาม เปี่ยมล้นด้วยจิตวิญญาณ และโอบรับคนดูให้เป็นส่วนหนึ่งในโลกภาพยนตร์ของเธออย่างแท้จริง
Hamnet เข้าฉาย 19 ก.พ. 2026 ในโรงภาพยนตร์