28 Days Later (2002) ถือเป็นหนังซอมบี้ขึ้นหิ้ง (ถึงแม้เขาจะไม่เรียกซอมบี้ของเขาว่าซอมบี้) จุดเด่นของแฟรนไชส์นี้สำหรับเราคือ บทของ Alex Garland ที่ตีแผ่ human nature และการทำให้แต่ละภาคมันแตกต่าง เหมือนได้ดูหนังเรื่องใหม่ตลอด อย่าง 28 Years Later (2025) กับ 28 Years Later: The Bone Temple (2026) ถึงแม้เรื่องราวจะเกิดขึ้นในแถบเดียวกันและเวลาก็แทบจะต่อเนื่องกันเลย แต่หนังก็ค่อนไปทางคนละโทน
28 Years Later ภาคก่อน หนังพาเราตั้งคำถามเกี่ยวกับความหมายของการมีชีวิตอยู่ จนไปถึงระบบสถาบันครอบครัวและบทบาททางสังคมของมนุษย์ ส่วนใน 28 Years Later: The Bone Temple ภาคนี้ พาไปค้นหาเป้าหมายของการมีชีวิตอยู่ การหาที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ อย่างเช่น ความเชื่อในอะไรสักอย่าง หรือคนนำทาง แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีฉากต่อสู้เลือดกระจายอยู่ และดำเนินไปในทิศทางที่คาดเดาไม่ได้ การแสดงของ Ralph Fiennes กับ Jack O’Connell นั้น โดดเด่นและน่าจดจำมาก ๆ โดยเฉพาะช่วงองก์สามที่คนดูพากันหัวเราะและปรบมือกัน 2-3 รอบเลยทีเดียว นับเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ดีของหนังอีกเรื่องในโรงภาพยนตร์
ใน 28 Years Later: The Bone Temple มีตัวละครกลุ่มเดิมจากภาคเก่ากลับมาบางส่วน เช่น Dr. Ian Kelson (Ralph Fiennes จาก Harry Potter) หมอที่สร้างวิหารกะโหลกขึ้น, Samson (Chi Lewis-Parry) ซอมบี้xวEใหญ่ระดับอัลฟ่า, Spike (Alfie Williams) เด็กชายที่เป็นตัวเดินเรื่องของภาคที่แล้ว ซึ่งภาคนี้ออกมาผจญโลกกว้างอันโหดร้าย อยู่กับ Sir Lord Jimmy (Jack O’Connell จาก Sinners) หัวหน้าแก๊งหัวทองที่โผล่มาตอนจบของภาคที่แล้ว

บทของ Alex Garland ยังคงโฟกัสกับความเป็นมนุษย์และ existentialism โดยแก๊งของ Jimmy ออกล่า-ทรมานผู้คน เพื่อบูชาซาตาน ตามความเชื่อที่ Jimmy สร้างหรืออุปโลกน์ขึ้นมาเอง เพื่อพยายามหาทางให้เรื่องที่ตัวเองไม่เข้าใจนั้นมันดูเมคเซนส์ ส่วนพวกสาวกก็เป็นพวก lost ไม่มีที่ไป ไม่รู้จะทำอะไรแล้วบนโลกที่สิ้นหวังนี้ พวกเขาจึงได้แต่หลับหูหลับตาติดตาม Jimmy เพื่อรู้สึกเติมเต็ม หรือหลอกตัวเองว่าได้ใช้ชีวิต และชีวิตพวกเขายังมีเป้าหมาย
พวกกลุ่มสาวกที่ทำตามศาสดาหรือความเชื่อดั้งเดิม โดยปราศจากการใช้สมองคิดตาม ขาดสกิล rethink & unlearn นั้น ก็ไม่ต่างอะไรกับพวกสมองติดเชื้อที่สมองไม่คิดอะไรแล้ว เป้าหมายเดียวที่พุ่งชนคือการกิน กิน กิน อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มของ Jimmy ก็ยังมี Jimmy Ink (Erin Kellyman จาก The Green Knight) ที่ดูฉลาด ไม่ได้มองโลกเป็นขาวเป็นดำ หากแต่ช่างสังเกต ช่างสงสัย ตั้งคำถาม ไม่เชื่อหรือทำอะไรตามคำสั่งคำสอนทันที โดยไม่ใช้สมองกลั่นกรอง ซึ่งในสังคมโลก เราทุกคนควรใช้ชีวิตอย่าง Jimmy Ink
หลายช็อตที่ตัวละครโอดครวญหาพระผู้เป็นเจ้าหรือบุคคลใดใดที่พวกเขาเชื่อถือบูชาเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ แต่กล้องแพนไปที่ท้องฟ้า ธรรมชาติ หรือความว่างเปล่า… มันเหมือนเขาต้องการจะบอกว่า สุดท้ายแล้ว ความช่วยเหลือที่เราร้องขอ สวดภาวนา มันไม่มีอยู่จริงหรอก มันมีแต่พวกเราเองเท่านั้นที่ต้องช่วยและดูแลตัวเอง
“Nothing is. No one is. There’s just us.”