The Greatest Showman เป็นหนังที่สร้างจากเรื่องจริงของ Phineas Taylor Barnum หรือ P.T. Barnum โชว์แมนชื่อดังระดับโลก (ส่วนใหญ่ดังในทางลบ หรือที่ภาษาฝรั่งเรียกว่า infamous) ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นบิดาแห่งวงการละครสัตว์และคาบาเร่ต์โชว์ต่าง ๆ ในปัจจุบันก็ว่าได้

หนังเริ่มเปิดเรื่องเล่าตั้งแต่วัยเด็กของ P.T. Barnum ที่ยังยากจน และรักกับ Charity ลูกสาวของเศรษฐีตระกูลผู้ดี พอเติบใหญ่ P.T. Barnum (Hugh Jackman จาก X-Men) กับ Charity (Michelle Williams จาก Manchester by the Sea) ก็แต่งงานกัน และมีลูกสาวที่น่ารักด้วยกันสองคน โดย Barnum สัญญากับครอบครัวว่า เขาจะทำให้ทุกคนมีชีวิตที่ดีมีความสุข

หลังจากตกงาน Barnum ก็กู้แบงค์มาเปิดโรงละครที่รวมสิ่งแปลก (และปลอม) และมหัศจรรย์พันลึก ทั้งคนแคระ สตรีมีเครา คนผิวสี แฝดสยาม ฯลฯ คำโฆษณาของเขาอาจจะกล่าวเกินจริงไปไม่น้อยจนเข้าข่ายได้ว่าลวงโลก และนักแสดงของเขาก็ถูกสังคมต่อต้านอย่างหนัก แต่พวกเขาก็สู้และชนะใจคนดูในทุก ๆ โชว์ที่ขึ้นแสดง

Barnum ขอให้ไฮโซหนุ่มสังคม Phillip Caryle (Zac Efron จาก 17 Again) มาเป็นพาร์ทเนอร์ธุรกิจ เพื่อยกระดับธุรกิจของเขาไปอีกขั้น ต่อมา Caryle ตกหลุมรักกับ Anne Wheeler (Zendaya จาก Spider-Man: Homecoming) สาวลูกครึ่งแอฟริกันซึ่งเป็นนักแสดงในคณะ แน่นอนว่าครอบครัวไฮโซของเขาย่อมไม่เห็นด้วย

Barnum เองก็ไม่รู้จักพอ อยากจะมีชื่อเสียง มีหน้ามีตาในสังคม แล้วมาตบหน้าพ่อตาผู้ดีเก่าของตนให้ได้ จึงไปคว้านักร้องโอเปร่า Jenny Lind (Rebecca Ferguson จาก Mission: Impossible – Rogue Nation) มาอยู่ในสังกัด แล้วพาตะลอนทัวร์ทั่วยุโรป ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าโอเปร่าเป็นการแสดงที่ดูมีคลาส จะช่วยชูหน้าชูตาให้กับเขามากกว่าโชว์ตัวประหลาดที่สังคมดูแคลน

ในฐานะภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง The Greatest Showman อาจจะไม่ใช่หนังที่ดีหรือเพอร์เฟ็กต์อะไร เพราะเต็มไปด้วยช่องโหว่มากมายและการเล่าเรื่องที่สะดุด ๆ อยู่บ้างในบางจุด แต่ในส่วนของความบันเทิง สำหรับเรา เราว่าหนังทำหน้าที่มอบความสุข ความบันเทิง รวมถึงแรงบันดาลใจอันมหาศาลให้คนดูทุกคน โดยเฉพาะบทเพลงหรือการร้องเล่นเต้นระบำที่เพราะติดหูและชวนกระทืบเท้าตามในโรงหนังทุก ๆ เพลง  ภาพก็สวย สมกับโชว์อันอลังการดาวล้านดวง จัดว่าดูสนุกเลยทีเดียว

ซาวนด์แทร็กทุกเพลงในหนังบอกเล่าเรื่องราว อีกทั้งสะท้อนคาแรกเตอร์และความฝันของตัวละครทุกตัวอย่างดีเยี่ยม เรียกว่าดูหนังจบแล้ว ต้องหาโหลดทั้งเพลย์ลิสต์มาเปิดฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่รู้เบื่อ

เพลง “Never Enough” ซึ่งในหนังนับว่าขับร้องโดย Jenny Lind (Rebecca Ferguson) เป็นเพลงที่ทำให้เราขนลุก และกลับมาเปิดร้องตามตอนอาบน้ำประหนึ่งเสียงก้องกังวานในห้องน้ำคือเสียงก้องกังวานในโรงโอเปร่า

อีกเพลงที่เราชอบมาก ๆ คือเพลง “This Is Me” ที่ขนลุกและทรงพลังอีกเช่นกัน ที่สำคัญนี่เป็นเพลงที่แสดงถึงแก่นของหนังเรื่องนี้ที่สุด แถมยังได้เข้าชิงลูกโลกทองคำสาขา Best Original Song ปีนี้ด้วยอีกต่างหาก โดยเพลงนี้แต่งโดย Benj Pasek และ Justin Paul อัจฉริยะที่เพิ่งพาเพลง “City of Stars” ของ La La Land คว้ารางวัลออสการ์ไปเมื่อต้นปีนี้นี่เอง

Hugh Jackman เหมือนเกิดมาเพื่อรับบทเป็น P.T. Barnum การแสดงและความสามารถของเขาในเรื่องนี้สมควรที่จะได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงอีกครั้ง หลังจากที่เคยเข้าชิงออสการ์นำชาย และชนะลูกโลกทองคำนำชาย จาก Les Misérables มาแล้ว นอกจาก Hugh Jackman แล้ว ยังมีคู่ของ Zac Efron กับ Zendaya อีกที่น่าชื่นชม ถึงแม้พาร์ทโรแมนติกของพวกเขาจะไม่เท่าไหร่ แต่บทบาทนี้ก็ชวนเรารำลึกอีกครั้งว่า Zac Efron เขาก็ Born this way นอนมาแต่แรกแล้วคือกัน

ตัวละคร P.T. Barnum สอนอะไรให้คนดูหลายอย่าง เป็นทั้งตัวอย่าง บทเรียน และอุทาหรณ์ ทั้งในด้านที่ดีและด้านที่ไม่ดี หลายเรื่องอาจจะไม่ใช่ประเด็นใหม่อะไร เรื่องความแตกต่างและชนชั้นทางสังคมก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมปัจจุบันแล้วสักเท่าไหร่ แต่อย่างน้อยหนังก็ถ่ายทอดมันมาได้อย่างสวยงาม และช่วยตอกซ้ำย้ำเตือนเราอีกครั้งว่า ความสุขคืออะไร ความฝันของตัวเองคืออะไร และการยอมรับในตัวตนของตนเอง รวมถึงการยอมรับในความแตกต่างของคนอื่นนั้นมันสำคัญอย่างไร

บทเรียนสำคัญที่สุดที่เราได้จากเรื่องนี้คือ ความฝันของเราไม่จำเป็นต้องเหมือนความฝันของใครหรือต้องฝันว่าจะเป็นเหมือนอย่างใคร ๆ (เช่น ฝันว่าเป็นคนที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกเหมือนกัน) เพราะแต่ละคนเกิดมาแตกต่างกัน

คะแนนตามความชอบส่วนตัว 8/10

Comments

comments