Movie / August 30, 2017

รีวิว The Glass Castle: วิมานในฝัน สัญญาของพ่อ

The Glass Castle สร้างจากเรื่องจริงของ Jeannette Walls กับครอบครัวของเธอ ที่เธอได้เขียนบันทึกเป็น memoir ไว้ ตีพิมพ์เมื่อปี 2005 และขายดีติดอันดับ  New York Times Best Seller กว่า 261 สัปดาห์

เหตุการณ์ปัจจุบันของในหนังอยู่ที่ปี 1989 ซึ่ง Jeannette Walls (Brie Larson นักแสดงออสการ์จาก Room) ประสบความสำเร็จเป็นคอลัมนิสต์ชื่อดังในนิวยอร์กแล้ว และกำลังหมั้นกับ David (Max Greenfield จาก New Girl) นักวิเคราะห์การเงินฐานะมั่นคง โดยหนังเล่าตัดสลับไปมากับอดีตของเธอ… สมัยที่ยังเป็นเด็กและอยู่กับพ่อแม่พี่น้องของเธออย่างยากลำบาก

แต่เล็กจนโต ครอบครัว Walls ต้องระเห็ดระเหเร่ร่อน แทบไม่มีอันจะกิน และเด็ก ๆ ไม่ได้เรียนหนังสือ เพราะ Rex ผู้เป็นพ่อ (Woody Harrelson จาก Now You See Me, The Hunger Games ฯลฯ) มักสร้างปัญหา ขี้เมา และตกงานอยู่บ่อย ๆ ส่วน Rose Mary ผู้เป็นแม่ (Naomi Watts จาก The ImpossibleKing Kong ฯลฯ) ก็เป็นศิลปินแอ็บสแตร็กต์สุดติสต์

เด็ก ๆ พยายามทำงานหาเงินและดูแลตัวเอง เพื่อจะได้ไม่ต้องมาติดอยู่กับพ่อและแม่ตลอดไป อย่าง Jeannette ก็ส่งตัวเองเรียนมหาวิทยาลัย จนได้งานการที่ดีทำในนิวยอร์ก แต่ในขณะที่ Jeannette กำลังมีชีวิตที่ดีขึ้นและอนาคตที่สดใส พ่อแม่ของเธอยังคงอยู่อย่างคนเร่ร่อน เพียงแต่ย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในตึกร้างย่าน Lower East Side ของนิวยอร์กเพื่ออยู่ใกล้ลูก ๆ

แต่ conflict ที่สำคัญของหนังคือ พ่อดูไม่พอใจสักเท่าไหร่ที่ Jeannette กำลังใช้ชีวิตอย่างหรูหราไฮโซชนิดไม่เหลือคราบของหนูน้อยคนเก่าที่ชอบผจญภัยและเห็นพ่อของเธอเป็นฮีโร่ แถมเธอกำลังจะแต่งงานกับผู้ชายที่(พ่อมองว่า)น่าเบื่อ อ่อนแอ และมีแต่เงิน พ่อพยายามจะบอกว่า นี่มันไม่ใช่ตัวลูกเลย นี่คือความสุขของลูกจริง ๆ หรอ

สำหรับหนังดราม่า หนังเรื่องนี้อาจจะเล่าได้ยืดเยื้อและมีความยาวที่ยาวนานจนแอบน่าเบื่อไปบ้างอยู่ไม่น้อย ในแง่คุณภาพของหนังเราจึงต้องบอกว่า “เฉย ๆ เรื่อย ๆ” แต่สิ่งที่ทำให้เรายังรู้สึกอย่างอยู่ติดตามชีวิตของ Jeannette และครอบครัวของเธอจนจบเรื่องนั้นก็คือ story ที่น่าสนใจของพวกเธอเอง และประเด็นเกี่ยวกับ family อีกหลาย ๆ อย่างที่ค่อนข้างทัชกับเราเป็นพิเศษ

หนังมีหลาย moment ที่กินใจ คือเอาง่าย ๆ ในแง่คุณภาพมันอาจจะไม่ได้ดีมากเท่าไหร่ แต่สำหรับเรา หนังมันค่อนข้างดีต่อใจ หนังเต็มไปด้วยความรู้สึก… ที่ยากจะเล่าออกมาได้ทั้งหมดในบล็อกนี้…

อย่างแรกเลย เราเชื่อว่าหลายคนที่ sensitive กับประเด็นครอบครัวคงจะเสียน้ำตาไม่ยากให้กับหนังเรื่องนี้ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูก ซึ่งการแสดงของ Woody Harrelson กับ Brie Larson นั้นทรงพลังและ convincing มาก ๆ ดูแล้วอินตามจนแอบร้องไห้

เราดูแล้วเราคิดถึงพ่อของตัวเราเอง ซึ่งมีหลายสิ่งหลายอย่างเหมือนกับ Rex (Woody Harrelson) ทำให้เราก็คิดว่า ในบางซีนเนี่ย ชีวิตของ Jeannette (Brie Larson) นี่โคตรจะคล้ายเรา

The Glass Castle” ซึ่งเป็น title ของเรื่อง หมายถึงสิ่งที่ Rex ให้สัญญากับลูก ๆ ว่า พวกเขาจะลงหลักปักฐาน มีที่อยู่แน่นอนเป็นหลักแหล่ง และจะสร้างบ้านที่สวยงามเต็มไปด้วยกระจกและแก้วสวยหรูอยู่ด้วยกันอย่างที่ทุกคนใฝ่ฝัน ฝันว่าครอบครัวจะต้องมีชีวิตที่ดีขึ้นสักวัน … แต่สุดท้าย ปราสาทนั้นก็เป็นได้เพียงแค่ความฝันและลมปาก

นอกจากนี้ ในหนังเราจะเห็นว่าสี่พี่น้องเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่แย่ ทำให้เติบโตมาเต็มไปด้วยบาดแผลทางใจ โดยเฉพาะ Jeannette ที่มีบาดแผลทางกายด้วย ซึ่งแผลนั้นมันเหมือนตราบาปติดตัวเธอไปตลอดชีวิต… เป็นแผลที่ตอกย้ำซ้ำเติมว่า พ่อแม่ของเธอเลี้ยงดูดูแลเธอและพี่น้องได้แย่ขนาดไหน

ชีวิตในวัยเด็กของเราอาจจะแย่ได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของ Jeannette และพ่อของเราอาจไม่เคยสัญญาว่าจะสร้างหรือซื้อบ้านหลังโตดั่งคฤหาสถ์ท่ีเต็มไปด้วยแก้วและกระจกแบบ Rex แต่ตอนเราเล็ก ๆ พ่อเราชอบให้คำสัญญาทำนอง “The Glass Castle” ไว้มากมาย จนถึงทุกวันนี้ เราก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าพ่อจะทำสิ่งนั้น ๆ ให้เราได้

The Glass Castle” มันเป็นเสมือนสัญลักษณ์แทนคำสัญญาของคนเป็นพ่อ… คนเป็นหัวหน้าครอบครัว… ซึ่งจริง ๆ ณ ท่ีนี้ ต้องเฉพาะเจาะจงด้วยอีกหน่อยว่า “The Glass Castle” คือคำสัญญาหรือความฝันลม ๆ แล้ง ๆ ที่จะไม่มีวันเกิดขึ้นจริง

เช่นเดียวกับ Jeannette ในตอนแรก เราโกรธพ่อที่พ่อทำตัวเองและไม่สามารถทำให้ชีวิตของครอบครัวดีขึ้นได้ตามคำมั่นสัญญา เราเคยตำหนิที่พ่อไม่เคยทำได้อย่างที่พ่อพูดและพ่อก็ชอบฝันใหญ่เกินตัว จนเราคิดว่าตอนนี้ชีวิตเราดีกว่าเยอะเมื่อไม่มีเขาอยู่

แต่ตอนนี้เราก็เข้าใจมากขึ้นบ้าง ในหนังเรื่องนี้มันก็มีบางซีนที่ทำให้เรารู้สึกผิดลึก ๆ ที่เคยคิดเคยรู้สึกเช่นนั้นกับพ่อตัวเอง เช่น การที่หนังเล่าแบ็คกราวนด์หรือภูมิหลังครอบครัวของ Rex ว่าอะไรที่ shape ให้ Rex กลายเป็นคนแบบนี้ มันทำให้เราย้อนกลับไปมองพ่อในมิติที่เราไม่ค่อยได้สนใจอีกครั้ง เราได้เห็นว่าอย่างน้อยพ่อก็พยายามทำอย่างดีที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้

แทนที่เราจะถือโทษโกรธพ่อแม่ที่ไม่สามารถให้สิ่งที่ดีที่สุดหรือสิ่งที่ท่านพร่ำบอกสัญญาไว้ให้กับเราได้ทุกอย่าง เราควรเริ่มมองย้อนกลับไปในวันวานและสำรวจความทรงจำดี ๆ ที่เคยมีร่วมกัน พร้อมทั้งยอมรับและโอบกอดความจริงที่ว่า… ทุกสิ่งที่พ่อแม่ทำ… ไม่ว่าจะดีไม่ได้ เราจะชอบหรือไม่ก็ตาม… มันล้วนหล่อหลอมเราให้เราเป็นเราอย่างทุกวันนี้…

The Glass Castle เข้าฉาย 7 ก.ย. 2017 นี้ในโรงภาพยนตร์

คะแนนตามความชอบส่วนตัว 7.5/10

Comments

comments






Previous Post
รีวิว What Happened to Monday: แฝดทั้งเจ็ด กับวันจันทร์ที่หายไป
Next Post
รีวิว American Made: เมื่อ ทอม ครูซ เป็นฝรั่งส่งของ



Kwanmanee Haemanurux
Movie Blogger | Essay Tutor






Enjoy this blog? Please spread the word :)