***รูปหายจาก database นะคะ เมื่อว่างแล้ว จะขุดรูปกลับมาใส่บล็อกไว้เหมือนเดิมค่ะ

*หมายเหตุ เรตค่าเงินตอนเราแลกตังค์อยู่ที่ 1 MYR เท่ากับประมาณ 9.41-9.75 THB
**ปีนังไม่ใช่ประเทศ เผื่อใครยังไม่รู้

เมื่อ 21 May – 24 May 2015 เราไปเที่ยวมาเลเซีย (ปีนัง – กัวลาลัมเปอร์) คนเดียว

  • จองตั๋วเครื่องบินของ แอร์เอเชีย และ Malindo Air ได้แก่ไฟล์ทขาไปจากดอนเมืองไปลงปีนัง (DMK – PEN), ไฟล์ทจากปีนังไปกัวลาลัมเปอร์ (PEN – KUL), และไฟล์ทขากลับจากกัวลาฯ มาดอนเมือง (KUL – DMK) สิริรวม 4,429 บาทไทย
  • บินหลายเที่ยว ต้องจองไฟล์ทเยอะหน่อย แต่ไม่งงเลย เพราะเราจองตั๋วเครื่องบินกับ Traveloka (https://www.traveloka.com/th-th/) การใช้งานง่ายมาก ๆ มีหลายเที่ยวบินให้เลือก สำหรับคนที่ไม่มีบัตรเครดิตก็สามารถจองได้ จ่ายด้วยเงินสดได้หลายช่องทางเลย
  • พักที่ปีนัง 2 คืน และกัวลาลัมเปอร์ 1 คืน รวม 3 คืน ที่พักทั้ง 3 คืน ก็จองผ่าน Traveloka เช่นเดียวกับตั๋วเครื่องบิน

21 May 2015 (DAY 1 | @ ปีนัง | มาเลเซีย)

  • บินประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น ออกจากไทย 3:40 PM ตามเวลาประเทศไทย ถึงปีนัง 6:25 PM ตามเวลาประเทศมาเลเซีย (เวลาที่นู่นเร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง)

 

ความสนุกเริ่มจากการแลกตังค์ ตอนนี้ค่าเงินสูง 1 ริงกิต = 9.75 บาท เราแลก 5,000 บาท เราควรได้ 512 ริงกิต แต่เอาจริงกลับได้มา 521 ริงกิต (พนง.เบลอ และนี่ก็เลว ไม่เดินกลับไปคืนนาง 9 ริงกิต)

  • ซื้อ SIM มือถือ ราคา 20 ริงกิต (อยากคิดเป็นเงินไทยก็คูณ 9.5 หรือคูณ 10 เอาง่าย ๆ) แต่เอาเข้าจริงก็รู้สึกว่าการซื้อซิมนั้นไม่คุ้ม รู้สึกว่าถ้าเปิดโรมมิ่งก่อนมาจะดีกว่า
  • ที่ Penang Airport มีแผนที่ปีนังให้หยิบฟรีมากมาย ออกจากประตูสนามบินปุ๊บก็เจอป้ายรถเมล์ปั๊บ สะดวกมาก
  • ขึ้นสาย 401 ไป Georgetown ค่าโดยสาร 2.7 ริงกิต
  • รถโดยสารประจำทางของที่นี่ไม่มีกระเป๋ารถเมล์ การจ่ายเงินคือเราต้องหย่อนเงินใส่กล่องข้างคนขับ หมายความว่าจะไม่มีเงินทอน โปรดเตรียมเงินให้พอดี (เรามีเศษไม่ถึงค่ารถบัส คือมีแบงค์ 10 RM ไปเลย แต่โชคดีที่มีฝรั่งนักท่องเที่ยวช่วยออกให้ เพราะเขาก็จะจ่ายแบงค์ 10 RM ให้เขากับแฟนเขาอยู่แล้ว สรุปเราเลยได้นั่งฟรี โชคดี ขอบคุณค่า)
  • นั่งมาประมาณ 45 นาที ลงรถเมล์แถว ๆ ห้างฯ Komtar แล้วเดินไปยังที่พัก Guest Inn Muntri ที่ Muntri Street (จองที่พักได้ ที่นี่)
  • จาก Komtar มาถนน Lovelane ค่ารถสามล้อลากแพงมาก ตั้ง 12 RM ทั้งที่ระยะทางก็ไม่ไกลเลย (ประเภทเดียวกับแท็กซี่ประเทศไทย เห็นเป็นนักท่องเที่ยวหน่อยไม่ได้ หึ!) เราเลยยอมเดินตามทางมาเรื่อย ๆ กางแผนที่ไปด้วย จนกระทั่งเจอเซเว่นฯ ตรงหัวมุมถนน ถึงแล้วถนน Lovelane ไม่ยากและไม่ไกลเลย (แผนที่ที่พัก คลิก)
  • 7-11 ของไม่เยอะเท่าบ้านเรา (อาจเพราะที่เราเข้าไปเป็นร้านเล็ก) แต่ก็มีของแปลก ๆ หลายสิ่งที่ไม่เคยกิน เช่น ไมโลมอคค่า อร่อยดี

 

เซเว่นฯ ตรงหัวมุมถนน Lovelane ย่านที่มีที่พัก/โฮสเทลเยอะ ๆ

 

  • ที่พัก Guest Inn Muntri เป็นโฮสเทลแบบห้องรวม ไม่แยกชายหญิง
  • ค่าที่พักราคาประมาณ 30 RM/คืน หรือ 300 บาท รวมอาหารเช้า
  • ห้องนึงมี 2 เตียง เป็นเตียง 2 ชั้น ห้องนึงจึงนอนได้ 4 คน มีล็อกเกอร์กับปลั๊กไฟที่เตียง พร้อมกับหมอน ผ้าห่ม และผ้าขนหนู ห้องน้ำก็ต้องไปอาบนอกห้อง แต่เป็นห้องอาบเดี่ยวเหมือนในฟิตเนส
  • ที่ทุกเตียงจะเป็นปลั๊กไฟและล็อกเกอร์เป็นของตนเอง อย่างไรก็ตาม เราได้เรียนรู้ว่าทริปต่อไปเราจะเอาปลั๊กพ่วงมาด้วย เพราะเราต้องชาร์จแบตมือถือและแบตกล้องพร้อมกัน แล้วเรามีปลั๊ก universal แค่อันเดียว แถมอ้วนเทอะทะอีกต่างหาก (ก่อนมาเราซื้อปลั๊ก universal จาก 7-11 ที่กรุงเทพฯ ราคาประมาณ 150 บาท แต่ถ้าไป B2S จะมีที่ดีงามกว่าให้เลือกมากกว่า)
  • ข้อเสียคือที่พักมี wifi แค่บริเวณส่วนกลางเท่านั้น ในห้องพักจะไม่มี wifi แต่นอกนั้นโดยรวมโอเคหมดเลยสำหรับที่พักราคาเท่านี้
  • จริง ๆ Georgetown มีที่พักให้เลือกเยอะ โดยเฉพาะถนน Lovelane แต่ที่ที่เราเลือก Guest Inn Muntri เพราะราคาถูก ไม่ใช่อะไร
  • ถ้ามีโอกาสได้ไปปีนังอีก กะจะลองพักที่ Time Capsule Hotel บนถนน Lebuh Chulia ซึ่งถัดไปประมาณ 1-2 ซอย เพราะใจจริงเราชอบพักแบบห้องแคปซูลมากกว่า รูใครรูมัน ไพรเวตกว่า

 

เตียงเล็กและสภาพแค่นี้แหละ แต่ไม่อะไรมาก ก็ราคามันแค่นี้ และก็เอาไว้นอนและเก็บของอย่างเดียว

 

บริเวณส่วนกลาง ที่เดียวที่มีไวไฟ ห้องนี้ไม่ติดแอร์ แต่เย็นอย่างน่าประหลาดใจ สงสัยอยู่เหมือนกันว่าผนังทำจากอะไร

ด้านหน้าที่พัก Guest Inn Muntri (รูปนี้ถ่ายตอนกลางวัน)

 

อาหารเช้าของที่พักคือขนมปังปิ้งบุฟเฟต์ พร้อมเนย-แยม ส่วนกาแฟกับชามีให้กดฟรีตลอด 24 HRS.

 

  • เก็บของเสร็จแล้ว เดินออกมาหาข้าวเย็นกินที่ถนน Chulia (ที่มี 7-11 ตามที่เห็นในรูปแรก ๆ) ซึ่งมีร้าน street food เยอะแยะ
  • ไม่รู้จักอาหารสักอย่าง ก็เลยสั่งอาหารที่ไกด์บุ๊คบอกว่าขึ้นชื่อสุด และหน้าตาละม้ายผัดไทย นั่นก็คือ Char Kuay Teaw ซึ่งอร่อยสมคำร่ำลือ อร่อยมากกกก ชอบ เราทานสองวันรวดเลย ราคาประมาณจานละ 4-5 RM แล้วแต่ร้าน
  • ที่ปีนังค่าครองชีพพอ ๆ กับประเทศไทย วิถีชีวิต โดยเฉพาะอาหารการกินก็คล้ายกัน แต่เซเว่นฯ เล็ก+แคบ และชาวบ้านร้านถิ่นก็ชอบพ่นภาษาจีนใส่เรา เราไม่เข้าใจ T^T

 

Char Kuay Teaw คล้ายผัดไทย อร่อยมาก ประมาณ 4-5 RM แล้วแต่เจ้า

 

ร้าน Lok Lok น้องแนะนำว่ามาแล้วให้กินแต่เราก็ไม่ได้กิน เพราะคนเยอะและต้องยืนแทะไม้หน้าร้าน

 

สรุปค่าใช้จ่ายวันแรก รวมค่าที่พักคืนแรก ค่ากิน ค่านี่นั่นโน่นทุกอย่าง หมดไปประมาณ 600 กว่าบาท 

 

22 May 2015 (DAY 2 | @ ปีนัง | มาเลเซีย)

  • ครึ่งวันเช้า และช่วงบ่ายต้น ๆ เราเดินรอบ ๆ ซอกแซก George Town
  • เดินรอบ George Town นั้นไม่ยาก กางแผนที่แล้วเดินตามทีละซอย ๆ ในแผนที่เน้นรูปสถานที่ท่องเที่ยวไหนเด่น ๆ ก็ Google ตามชื่อนั้น แล้วกลั่นกรองเอา ถ้าดูในเว็บแล้วน่าไป ก็แวะไปที่นั่นแหละ
  • วิถีชีวิตชาวบ้านไม่ต่างจากไทยมากนัก ปรับตัวง่าย
  • จริง ๆ ถ่ายรูปพวกสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองมาเยอะมาก แต่ในบล็อกนี้ขอเลือกลงเอาเฉพาะที่สวย ๆ เด่น ๆ ละกัน

 

 

  • ที่นี่เป็นเมืองเก่า สถาปัตยกรรมสวยมีเอกลักษณ์ (ชอบที่ตึกตามหัวมุมมีความโค้ง ๆ มน ๆ ไม่เหลี่ยม) และปีนังก็เปรียบเสมือน Hipster Island ขนาดเราถ่ายรูปไม่ค่อยจะเป็นนะ แต่รู้สึกว่าไปกดชัตเตอร์ที่มุมไหน ๆ ภาพก็ยังออกมาสวย ยิ่งถ้าเป็นคนถ่ายรูปเก่ง ๆ นี่ภาพต้องออกมาเมพมากแน่ ๆ ไม่ต้องสืบ
  • George Town ยังเต็มไปด้วยวัฒนธรรมที่หลากหลาย ทั้งอินเดีย จีน มุสลิม ฯลฯ

 

 

  • จุดเด่นของที่นี่คือภาพวาดตามฝาผนังหรือตึกต่าง ๆ มีเยอะมาก หลายแบบ หลายไซส์


 

  • มื้อเที่ยงแวะทาน Laksa ตรงที่สักแห่งที่คล้าย ๆ โรงอาหารกลาง George Town ราคา 4 RM
  • Laksa คล้าย ๆ ก๋วยจั๊บหรือเกี้ยมอี๋ แต่โดยส่วนตัว ไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่

 

Laksa 4 RM

  • ที่เมืองนี้ร้านกาแฟเยอะตามประสาเกาะฮิปสเตอร์ แต่ที่เด่น ๆ เป็น Old Town White Coffee มีหลายสาขา (อารมณ์เดียวกับ Amazon ประเทศไทย) เราเลยลองแวะเข้าไปชิมไวท์คอฟฟี่กับลอดช่องของเค้าสักหน่อย (แต่เหตุผลหลัก ๆ ที่เข้าไป เอาจริงคือ ร้อน!!!)

 

Old Town White Coffee สนน 12.55 RM

 

  • พอเดินทั่ว George Town แล้วก็เดินไปท่ารถที่ห้างฯ Komtar ซึ่งเป็นย่านที่ดูเจริญที่สุดในเมือง เป็นศูนย์รวมของการคมนาคมและห้างสรรพสินค้า ถ้าใครหลงทางยังไง ให้มาสตาร์ทที่ Komtar ง่าย ๆ

 

 

  • ระบบรถโดยสารประจำทางที่นี่ดีมาก ไม่งง พนักงานขับรถก็คล่องภาษาอังกฤษ ไม่ประสบความลำบากในการเดินทางเลย
  • เราขึ้นรถบัสสาย 204 ที่เลน 2 เพื่อเดินทางไป Penang Hill ค่ารถ 2 RM (ขากลับจาก Penang Hill มา Komtar ก็นั่งรถบัสสายเดิม ราคาเดิม)

 

 

  • เมื่อถึง Penang Hill เสียค่ารถรางขึ้นลงเขาอีก 30 RM รถขึ้นลงเป็นรอบ ๆ (แต่ถ้าใครมีแรง มีเวลา หรืออยากเซฟค่าใช้จ่าย จะเดินเท้าขึ้นไปก็ได้นะ ลุย ๆ ประมาณ 4 ช.ม. เองขร่าาาา)
  • ข้างบน Penang Hill สวยมาก เห็นเมืองได้ทั้งเมืองเลย
  • มีร้านอาหารให้นั่งชิลล์ด้วย แต่ราคาสูงนิดนึง

 

Penang Hill

Penang Hill

Penang Hill

 

  • สรุปวันนี้เต็มวัน เดินรอบ George Town ครึ่งวันกว่า ๆ (แต่เราเดินแบบชะโงกทัวร์ ส่วนใหญ่ถ่ายรูปจากด้านนอก ไม่ได้แวะเข้าไปที่ใดใดเป็นพิเศษ เพราะเวลาน้อย) แล้วช่วงบ่ายยันเย็นก็ไป Penang Hill ยันพระอาทิตย์ตกกินเป็นอันจบวัน

ค่าใช้จ่ายวันที่สอง ประมาณ 1,700 บาท (อันนี้คือกินแพงเอง และรวมค่าที่พักที่กดจองล่วงหน้าก่อนบินไปกัวลาฯ ในวันถัดไปด้วยแล้วนะ)

 

23 May 2015 (DAY 3 | @ ปีนัง & @ กัวลาลัมเปอร์ | มาเลเซีย)

  • วันนี้จะออกจากปีนังไปกัวลาลัมเปอร์ละ ตอนแรกว่าจะไปชายหาด Batu Ferringhi ก่อน แต่ตอนเช้าตื่นไม่ไหว อดไป (ถ้าใครจะไป จริง ๆ แนะนำไปตอนค่ำ ๆ เพราะจะมีตลาดริมหาด การเดินทางจาก Chulia ก็แค่นั่งรถบัสสาย 101 ไป ค่ารถ 2.7 RM)
  • เมื่อแผนไปหาดล่ม เราเลยใช้เวลาเท่าที่เหลือ เดินถ่ายรูปเล่นบริเวณ George Town อีกนิด ๆ หน่อย ๆ
  • ยังเหลือเวลากว่าจะขึ้นเครื่อง เลยแวะกินข้าวและนั่งอ่านหนังสือฆ่าเวลาในร้านกาแฟ Sugar Honey ใน Campbell

 

ร้านกาแฟ Sugar Honey ใน Campbell

 

ร้านกาแฟ Sugar Honey ใน Campbell

 

  • พอถึงเวลา ก็ไปขึ้นรถบัสที่ Komtar เหมือนเดิม เลนที่ 5 สายที่ 401 เพื่อไปสนามบินปีนัง (นอกจากสาย 401 ก็สามารถนั่งสาย 102 หรือ 401E ได้ด้วย) ตั๋วราคา 2.7 RM คราวนี้เตรียมพอดี จะไม่พลาดเยี่ยงขามา
  • จาก Komtar มาสนามบินปีนัง ใช้เวลาประมาณ 40-60 นาที
  • บ๊ายบายปีนัง สวัสดีกัวลาลัมเปอร์~

 

KL

 

  • ที่กัวลาลัมเปอร์นี่คนละอารมณ์กับปีนังเลย ที่ปีนังจะเรื่อย ๆ ชิลล์ ๆ ดูสโลว์ไลฟ์แบบวิถีฮิปสเตอร์ แถมรู้สึกปลอดภัยมากเวลาอยู่ในเมืองนั้น แต่ที่กัวลาลัมเปอร์จะฟีลเมืองหลวงอะ หรูหรา เร่งรีบ พลุกพล่าน วุ่นวาย และรู้สึกต้องระมัดระวังมากขึ้นเวลาไปไหนมาไหน
  • มีรถไฟ Express จากสนามบินกัวลาลัมเปอร์ เข้าสู่เมือง (คล้าย ๆ ARL ของสุวรรณภูมิบ้านเรา แต่ของเค้าเร็วกว่า หรูหรากว่า สบายกว่า มากกกกก…) เราต้องลงสถานี KL Sentral ใช้เวลาประมาณ 33 นาที แต่ดีที่ทั้งบนรถไฟและในชานชาลามี wifi บริการนักท่องเที่ยวฟรี

 

KLIA EXPRESS

 

  • พอถึง KL Sentral ตอนแรกงงมาก กว้างใหญ่ไพศาล คนเยอะยิ่งกว่าสยามพารากอนในวันเสาร์อาทิตย์ เข้าใจฟีลนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวกรุงเทพฯ ครั้งแรกแล้วค่า
  • แต่สุดท้ายก็หาทางไปต่อได้ด้วยการถามทาง สรุปคือต้องเข้าห้างฯ เดินลง 1 ชั้น แล้วจะเจอ monorail ที่เราต้องนั่งต่อไป Imbi
  • จาก KL Sentral ไป Imbi ห่างกันประมาณ 4 สถานี ราคา 1.6 RM (ถูกกว่ารถไฟฟ้าไทยแค่ไหน ลองตรองดู)
  • ระบบการซื้อตั๋วรถไฟฟ้าง่าย สะดวก ไม่ยุ่งยากซับซ้อน และไม่ซ้ำซ้อนหลายขั้นตอนแบบที่กรุงเทพฯ แปลง่าย ๆ คือ ถ้าคุณซื้อตั๋วรถไฟฟ้าที่กรุงเทพฯ เป็น คุณซื้อตั๋วที่นี่ได้สบายมาก
  • ตอนมาถึง Imbi ก็งง ๆ อีกเช่นกัน คืองงฝั่งว่าต้องออกทางไหนเพื่อจะไปที่พัก บางคนก็บอกให้ลงฝั่งที่มี 7-11 กับ Starbucks แต่บางคนก็บอกให้ลงฝั่ง Timesquare – –

 

monorail จาก KL Sentral ไป Imbi

 

  • เราพักที่ UFO Capsule Hotel ที่อยู่เลียบไปด้านหลังประมาณ 200 เมตร (แผนที่ที่พัก คลิก) ค่าห้องประมาณคืนละ 42 RM (ไม่รวมค่ามัดจำ 2 RM) (จองที่พักได้ ที่นี่)
  • เหตุผลที่เลือกคือ ชอบโรงแรมแคปซูลตรงที่มันไพรเวตรูใครรูมัน (จากการพักที่ปีนัง เราค้นพบแล้วว่าเราไม่เหมาะกับการพักร่วมห้องกับคนแปลกหน้าเอาซะเลย เข้าสังคมไม่ค่อยเก่ง)
  • มี wifi ในห้อง แต่นังปลั๊ก universal ของเรามันใหญ่เกินไปสำหรับที่นี่ มันติดนู่นติดนี่ ทำให้เราใช้การยากลำบากมาก ถ่อไป 7-11 เพื่อซื้อปลั๊ก universal ใหม่ มันก็ไม่มีขาย
  • ข้อเสียอีกอย่างนึงคือ ไม่มีผ้าขนหนู…

 

ถึงที่พัก เข้ามาอยู่ในแคปซูลของตัวเองแล้ว ขอเซลฟี่หน่อย (มาคนเดียว ไม่มีคนเป็นตากล้องให้ก็เงี้ย)

 

UFO Capsule Hotel – เป็นสัดเป็นส่วน สะอาดสะอ้าน และโอ่อ่าใช้ได้ นอนสบายเลย

 

  • สรุปวันนี้จึงไม่ได้เที่ยวอะไร (คือเดินทางก็หลายชั่วโมงอยู่แล้วด้วย ไหนจะบวกเวลาหลงอีก) กว่าจะถึงที่พักก็ค่ำพอดี เหนื่อยและเพลียมาก ดีที่กระเป๋าแบ็กแพ็กของเราไม่ได้แบกอะไรมากมาย

ค่าใช้จ่ายวันที่สาม ประมาณ 800 กว่าบาท

 

24 May 2015 (DAY 4 | @ กัวลาลัมเปอร์ | มาเลเซีย)

  • ก่อนออกตะลอนเมืองกรุง เติมพลังด้วยอาหารเช้าที่ร้าน Marvel Cafe & Catering ร้านอยู่ติดกับ UFO Capsule Hotel นี่แหละ จำราคาไม่ได้ ลืมจด แต่ไม่น่าแพงอะไร เหมือนร้านอาหารตามตึกแถวทั่วไป

 

Marvel Cafe & Catering

 

  • เริ่มที่ตึกแฝด Petronas Twin Towers ซึ่งเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของกัวลาลัมเปอร์ นั่งรถไฟฟ้ามาประมาณ 1.6 RM แล้วเดินต่อนิดหน่อย ก็นัวตามแผนที่เขามา
  • เราก็ไปแค่ถ่ายรูปเช็คอิน แล้วก็เข้าไปเดินห้างฯ ตรงนั้นมีห้างฯ ชื่อ Suria KLCC
  • ห้างฯ Suria KLCC ฟีลประมาณเซ็นทรัลไทยแลนด์ เราก็เดินตากแอร์แก้ร้อนแป๊บ ๆ ไม่อยากซื้ออะไรมาก ขี้เกียจหอบขึ้นเครื่องกลับ สินค้ามันก็ไม่ได้ต่างกับห้างฯ ในบ้านเรา ดังนั้นเก็บไปซื้อที่ไทยได้

 

พยายามเซลฟี่กับตึกแฝดเป็นสิบรูป ก็ได้แค่นี้แหละ มาเที่ยวคนเดียวก็รันทดเยี่ยงนี้แหละ T^T

 

มุมไหน ๆ ก็มีแต่คนแย่งมุมถ่ายรูป แย่งมุมเซลฟี่

 

SURIA KLCC ตรงตึกแฝด สอย Uniqlo กลับมาถุงนึงเพราะมันเซลล์พอดี

 

  • ต่อด้วย Central Market หรือตลาดกลาง อันนี้เป็นตลาดเก่า มีมาตั้งแต่ปี 1988 (ก่อนเราเกิดอีก!) ฟีลเหมือนตลาดนัดเจเจ แต่แออัดน้อยกว่าและของหลากหลายน้อยกว่า (อย่างน้อยก็ไม่มีสัตว์เลี้ยงและต้นไม้)
  • ตอนแรกว่าจะเดินมา กะประหยัดค่ารถไฟฟ้า เห็นในแผนที่ก็ดูไปไม่ยากและไม่ไกล แต่เดินไปเดินมา งงทิศ หลงอีกแล้ว!!! ก็เลยยอมขึ้นแท็กซี่ แล้วเสียค่าโง่ไป 20 RM (แท็กซี่โคตรแพง)
  • แวะทานอาหารที่ร้าน Premium Kopitium ใน Central Market เนื่องจากเป็นร้านติดแอร์ (เข้าใจใช่ไหมว่ามันร้อน T^T) เซตที่เรากินเป็น Lunch Set ราคา 6 RM เท่านั้น ประกอบไปด้วย อะไรสักอย่างคล้ายข้าวไก่ทอด กับน้ำ Sirap อะไรไม่รู้คล้ายน้ำแดงหวาน ๆ แปลก ๆ แต่สดชื่นดี

 

Central Market

 

Lunch Set ที่ร้าน Premium Kopitium ใน Central Market ราคา 6 RM/set

 

ระหว่างทาง ก็เจองานกราฟิตี้ตามกำแพงเยอะแยะ แต่ของเขาดูสวยและดูจริงจังกว่าที่เห็นที่ไทยอย่างบอกไม่ถูก

 

ระหว่างทาง เจอสถานีรถไฟแบบเก่าด้วย เห็นมุมสวยดีเลยถ่ายมา

 

  • ถึงเวลาต้องลาจากมาเลเซีย จากสถานี Pasar Seni นั่งรถไฟฟ้ากลับไป Kentral เพียงสถานีเดียว ค่าตั๋วประมาณ 1.6 RM (หรือน้อยกว่านี่แหละ ไม่แน่ใจ ลืม) แล้วต่อรถด่วน Express กลับสนามบินอีก 35 RM เช่นเดียวกับขาเข้า (มาเมืองนี้ก็แพงตรงอีค่ารถด่วนไปกลับนี่แหละ เลี่ยงก็ไม่ได้ เพราะถ้านั่งแท็กซี่ก็แพง แถมรถติดอีก)
  • จากกัวลาลัมเปอร์ บินกลับดอนเมือง แค่ประมาณ 1 ชั่วโมงเอง ไวมาก ๆ

 

ค่าใช้จ่ายวันที่สุดท้าย ประมาณ 700 กว่าบาท (ไม่รวมค่าช้อปปิ้งเสื้อผ้าในห้างฯ)

 

สรุปทริปหญิงเดี่ยวเที่ยวมาเลเซียคนเดียวสองเมือง

  • ค่าใช้จ่าย 4 วัน 3 คืน ประมาณ 8,200 บาท
  • ตัวเลขข้างต้นนี้รวมค่าเครื่องบินทุกไฟล์ทประมาณ 4,400 บาท กับค่าที่พักประมาณ 1,000 บาทแล้ว ซึ่งค่าเหล่านี้เราจ่ายผ่านบัตรเครดิต หมายความว่า หากเที่ยวตามนี้พกเงินสดติดตัวไปแค่ประมาณ 3,000 บาท หรือ 300 ริงกิต ก็อยู่ได้สบาย เพราะค่าครองชีพเขาพอ ๆ กับอยู่กรุงเทพฯ (แต่ควรมีเครดิตการ์ดติดตัวไว้เผื่อฉุกเฉินหรือเผื่อคุณอยากช้อปปิ้งเมื่อเข้าห้างฯ)
  • จริง ๆ คนอื่นไปจะสามารถใช้เงินน้อยกว่าเราได้อีก ของเราส่วนใหญ่แพงค่ากิน กินแพงไปหน่อย เอะอะเข้าร้านห้องแอร์ตลอด
  • กัวลาลัมเปอร์ไม่ต่างจากกรุงเทพฯ มากเท่าไหร่ ปีนังจะสวยและมีอะไรน่าสนใจให้เราเยี่ยมชมมากกว่า ดังนั้นเราจึงชอบปีนังมากกว่า ถ้าให้ไปเที่ยวซ้ำก็จะไปปีนัง เพราะยังมีอีกหลายที่ทั้งในและนอก Georgetown
  • ถ้าเที่ยวต่างประเทศคนเดียวครั้งแรก ปีนังเป็นทางเลือกที่ไม่เลว เดินทางง่าย เมืองสงบสโลว์ไลฟ์ รู้สึกปลอดภัย ค่าครองชีพและวิถีชีวิตก็ไม่ต่างจากบ้านเรามาก ปรับตัวง่าย
  • ไปเที่ยวคนเดียว อย่าแบกสมบัติไปเป็นภาระของเราเยอะ ต้องเดินเยอะ ขึ้นรถไฟบ่อย มันจะหนักและเกะกะ เสื้อผ้าก็เอาไปแค่เสื้อยืดกับกางเกงไม่กี่ตัวก็พอ เครื่องสำอางกับประทินผิวก็ไม่ต้องเยอะ เพราะแต่งเต็มไปก็ร้อน เหงื่อไหลไคลย้อย และไม่ค่อยได้ถ่ายรูปตัวเองอยู่ละ นอกจากเสื้อผ้า ที่สำคัญ ๆ ก็แค่กระเป๋าสตางค์ มือถือ กล้อง สมุดบันทึกเล่มเล็ก ปากกา ที่ชาร์จแบต รวมถึงปลั๊กยูนิเวอร์แซล อ้อ… และยาประจำตัวถ้ามี
  • ต้องจองตั๋วเครื่องบินเยอะ จองที่พักสองที่ แต่จัดการไม่ยาก เพราะได้เว็บ Traveloka ช่วยไว้

Comments

comments