King Arthur: Legend of the Sword เป็นผลงานเรื่องล่าสุดของ Guy Ritchie ผู้กำกับ Sherlock HolmesThe Man from U.N.C.L.E. ซึ่งยังมีลายเซ็นของ Guy Ritchie อยู่ในหนังอย่างชัดเจนมาก

ใครที่รู้จักสไตล์การทำหนังของ Guy Ritchie อยู่แล้ว ก็คงจะดู King Arthur ตามไปได้ไม่ยาก และคงจะดูสนุกไม่มากก็น้อย แต่ถ้าเป็นคนที่ไม่ค่อยคุ้นเคยกับสไตล์การทำหนังของ Guy Ritchie และยิ่งไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับตำนาน King Arthur มาก่อนเท่าไหร่ ก็อาจจะอึนมึนงงได้ เพราะ King Arthur เขาตัดเร็ว พูดเร็ว ชนิดที่เราดูแทบไม่ทัน ฟังแทบไม่ทัน และบางมุกก็ยังตามไม่ทันเก๊ต ดีไม่ดียังไม่ทันจำชื่อหรือหน้าตัวละครได้เลยเสียด้วยซ้ำ

การตัดต่อฉึบฉับ ๆ เร็ว ๆ รัว ๆ มันก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย ถ้าคนดูตั้งสติไม่ทัน เขาอาจตามเนื้อเรื่องแทบไม่ได้ ตัวละครรวมถึงพระเอกก็พูดมากพูดเร็ว ตัวละครก็ไม่กลายเป็นที่จดจำ ทั้งพระเอกเอย เหล่าว่าที่อัศวินโต๊ะกลมเอย แม้แต่ฉากดึงดาบในตำนานของพระเอก เรายังไม่รู้สึกจดจำอะไรได้ นอกจากมี David Beckham อดีตนักฟุตบอลชื่อดัง มาแจมเป็นนักแสดงสมทบอยู่ 2-3 นาที ซึ่งในแง่การแสดง… David Beckham ก็คงไม่ได้เป็นที่จดจำในผลงานนี้อยู่ดีเช่นกัน

สรุปคือดูหนังจบ คนดูก็แทบจำอะไรจากหนังไม่ได้เลย ดูจบแล้วก็จบไป แต่ข้อดีคือ ระหว่างที่ดู มันก็ดูมัน ๆ เอาบันเทิงได้ ด้วยการตัดต่อที่พรึ่บพรั่บ และสกอร์หรือเพลงประกอบที่มันระรัวกระหึ่มใจ

สำหรับเรา ฉากแอ็คชั่นก็สนุกและมันดี เหมือนอยู่ในเกม อะดรีนาลีนพลุ่งพล่านด้วยพลังให้สกอร์เพลง ซึ่งคะแนนสกอร์หนังนี่ขอให้ 10/10 เลย ส่วนสเปเชี่ยลเอฟเฟ็คต์ต่าง ๆ ซีจี หรือโปรดักชั่นดีไซน์ เขาก็ทำออกมาดีตามมาตรฐาน (แหม่ ก็ระดับ Guy Ritchie ผู้กำกับ Sherlock Holmes เมื่อประมาณสิบปีก่อนมาแล้วซะอย่าง)

แต่ก็มีบางฉากที่ซีจียังไม่เนียนเท่าไหร่ เช่น ซีจีของงูยักษ์สัตว์ประหลาด แต่เนื่องจากเขาตัดต่อไวดุจความเร็วแสง ไม่ได้แช่วิ่งไปวิ่งมาในซีนนานแบบมังกรใน The Hobbit หรือ Game of Thrones จุดตำหนินั้นจึงไม่อยู่ขัดลูกหูลูกตาเราเกิน 1-2 วินาที เราจึงอาจจะสังเกตจุดบกพร่องนั้นไม่ทัน หรือไม่รู้สึกติดใจอะไรกับมันนัก

อย่างไรก็ตาม ถึงฉากแอ็คชั่นจะทำได้ดีระดับหนึ่ง แต่หนังมันก็ไม่ได้มีแต่ฉากบู๊แอ็คชั่น ส่วนอื่น ๆ ที่เป็นตัวเล่าเรื่อง เราว่าหนังยังเล่าได้ไม่สนุก ใครที่รู้ตำนานอยู่แล้วก็คงเบื่อได้อีกเพราะรู้เรื่องหมดแล้ว ส่วนเราซึ่งยังไม่เคยดูหนังเวอร์ชั่นอื่น ๆ และไม่เคยอ่านหนังสือ King Arthur (หรือเคยอ่านก็คงเด็กมากจนจำไม่ได้) แต่เชื่อว่า ถ้าอ่านเอง คงสนุกกว่านั่งดูหนังเรื่องนี้เล่าเรื่อง

King Arthur เวอร์ชั่นนี้โดยรวมก็เล่าตามตำนาน ที่มีความแฟนตาซี มีมุกตลก พระเอกพูดมาก แต่ก็ไม่มีอะไรแปลกใหม่ ไม่มีการตีความใหม่ ย่อ ๆ คือว่า King Arthur เป็นเรื่องของ Arthur (Charlie Hunnam จาก Pacific Rim) ทายาทของ King Uther (Eric Bana จาก Troy) ที่ถูก Vortigern (Jude Law จาก Sherlock Holmes) ผู้เป็นน้องชายแย่งบัลลังก์ไป Arthur ดึงดาบของกษัตริย์องค์เก่า (ซึ่งเป็นพระบิดา) ได้ ทำให้กลุ่มกบฏลุกฮือและโค่นบัลลังก์ King Vortigern ซึ่งสุดท้ายธรรมะก็ชนะอธรรมนั่นแหละ ตามสูตร

คะแนนตามความชอบส่วนตัว 6.5/10