A Quiet Place เป็นเรื่องราวในโลกอนาคตอันใกล้ ที่คนพูดคุยสนทนากันด้วย “การออกเสียง” ไม่ได้ เครื่องมือสื่อสารแทบทุกชนิด รวมถึงสื่อมีเดีย เช่น โทรทัศน์ ก็เป็นหมัน การติดต่อสื่อสารต้องกลับไปสู่จุดเริ่มต้น ไม่ว่าจะการใช้ควันไฟ หรือสัญญาณแบบต่าง ๆ ที่รู้กันเฉพาะกลุ่มโดยไม่ต้องใช้เสียง จนถึงภาษาใบ้ (sign language) เพราะมันจะมีเอเลี่ยนตาบอด ที่จะออกล่าและฆ่าทุกสิ่งมีชีวิตบนโลกที่มันได้ยินเสียงจับได้ว่าอยู่ที่ใด

ครอบครัวตัวละครหลักผู้มีชีวิตรอดคือ Lee (John Krasinski กำกับเอง แสดงนำเอง) กับ Evelyn (Emily Blunt จาก The Davil Wears Prada, Sicario ฯลฯ เป็นภรรยาของพระเอก/ผู้กำกับ ทั้งในหนังและในชีวิตจริง) และลูกๆ ซึ่งมีตั้งแต่เด็กวัยแรกเกิดยันเด็กวัยรุ่น

ส่วนหนึ่งที่คิดว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขายังไม่ถูกเอเลี่ยนกิน เพราะพวกเขาสามารถสื่อสารกันด้วยภาษาใบ้ได้เนื่องจาก Regan ลูกสาวคนโต หูหนวกเป็นใบ้โดยกำเนิด (รับบทโดยนักแสดงที่หูหนวกในชีวิตจริง Millicent Simmonds)

 

จริง ๆ แค่เอาตัวเองให้รอดในโลกเอเลี่ยนแบบนี้ก็ยากพออยู่แล้ว มีลูกเล็กอีกก็ยากอีก แต่นางเอกก็ยังจะตั้งท้องและจะคลอดเบบี้มาอีกหนึ่งคน (ฉากคลอดลูกในอ่างอาบน้ำที่มีเอเลี่ยนเดินร่อนอยู่ในบ้านนี่ลุ้นจนลืมหายใจ)

ซึ่งก็รู้ ๆ กันอยู่ว่า เด็กกับเสียงมักจะมาเป็นของคู่กัน (มิฉะนั้นเพจ “ลูกคุณไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคน” คงไม่เกิด) ทารกยังไงมันก็ต้องร้องอุแว้ ๆ เด็ก 1-5 ขวบ ไม่รู้ประสีประสา ยังต้องงอแงอยากได้ของเล่น เด็กวัยรุ่นก็ตามแต่ ก็เป็นวัยที่อยากรู้อยากลองและอยากพิสูจน์ตัวเอง

แต่จะไปห้ามให้ทารกไม่ร้องตอนหิวนมหรือตอนตกใจก็ดูเป็นไปไม่ได้ จะไปห้ามไม่ให้เด็กเล่นของเล่นก็ดูเป็นการปิดกั้นจินตนาการเด็ก จะไปห้ามไม่ให้เด็กออกไปเจอกับโลกกว้าง เด็กก็ไม่มีวันเรียนรู้และเติบโต ชีวิตที่ใช้เสียงไม่ได้ มันก็ดูไร้ความหมาย การดำรงชีวิตก็ยากลำบาก เพราะซักผ้าก็ใช้เสียงไม่ได้ หาข้าวหาปลากินก็เสียงดังไม่ได้ เรียนหนังสือก็พูดจาปราศัยใดใดแทบไม่ได้

ตัวละครลำบาก คนดูก็เหนื่อย เพราะบรรยากาศในโรงเงียบกริบมาก จะหยิบป๊อปคอร์นกินก็เกรงใจ มีคนไอตอนฉากที่กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม นี่ก็หัวใจจะวาย กลัวเอเลี่ยนในจอจะได้ยิน ดูแล้วต้องกลั้นหายใจตามเหมือนตอนดู Don’t Breathe (ที่แก๊งโจรวัยรุ่นไปปล้นบ้านตาแก่ตาบอดที่เป็นอดีตทหารเก่า) แต่เรื่องนี้น่ากลัวกว่า

สำหรับเราเอเลี่ยนไม่ต่างอะไรจากรัฐบาลบางประเทศ ที่พอมายึดเมืองปุ๊บก็ถึงวันโลกาวินาศ (ถึงแม้จะยังไม่ถึงขั้นประชาชนตายซากจนเป็นเมืองร้าง เพราะมิฉะนั้นรัฐบาลคงต้องปกครองประเทศเปล่า) ประชาชนไม่มีสิทธิมีเสียง ห้ามพูด ห้ามออกความเห็น ห้ามเสียงดังตึงตัง รัฐบบาลแหกปากได้คนเดียว ไมโครโฟน วิทยุ ทีวี สื่อสิ่งพิมพ์ หรือใดใดที่เป็นกระบอกขยายเสียงประชาชนคือสิ่งที่มันกลัว

แต่จริง ๆ แล้ว เอาจริง ผู้กำกับอาจจะไม่ได้ต้องการเหน็บแนมของใครก็ได้ เขาอาจจะแค่สร้างหนังเกี่ยวกับครอบครัวหรือการเป็นพ่อเป็นแม่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก เพื่อปกป้องเขา ดูแลเขา สอนให้เขาเอาตัวรอด และต่อสู้กับสิ่งที่จะมาทำอันตรายเขา

เราไม่รู้ว่าก่อนหน้าที่เอเลี่ยนตาบอดจะบุกมา พ่อแม่ในเรื่องทำอาชีพอะไร และไม่รู้ว่าเอเลี่ยนมาจากไหน เพราะหนังไม่ได้บอก แต่เท่าที่ดูคือ เดาว่าพ่อต้องมีความรู้ทางวิศวกรรมหรืออย่างน้อยก็ต้องเป็นช่างซ่อมช่างประดิษฐ์ ส่วนแม่ก็อาจจะเป็นหมอหรือพยาบาล

ทั้งคู่วางแผนและเตรียมตัวอย่างดีที่จะปกป้องและป้องกันลูกทารกเกิดใหม่จากเอเลี่ยน เช่น สร้างห้องใต้ดินที่เก็บเสียงได้ แต่สุดท้ายสิ่งที่เขาคิดว่าดีที่สุดและปลอดภัยที่สุดสำหรับลูก มันก็อาจจะไม่แน่นอนเสมอไป

บางทีพ่อแม่ก็โทษตัวเองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับลูกเป็นเพราะตัวเอง เช่น ตอนนั้นฉันน่าจะอยู่กับลูก ตอนนั้นฉันน่าจะอุ้มลูกไว้ โดยที่ไม่ได้คิดว่า หากตอนนั้นตนอยู่กับลูกหรืออุ้มลูกไว้ตอนลูกทำผิดทำพลาดจริง ๆ ปัญหาจะไม่เกิดขึ้นอย่างนั้นจริง ๆ หรือ

เราชอบพาร์ทที่พ่อพยายามทำเครื่องช่วยฟังที่ดีขึ้นให้ลูกสาว เพื่อที่ลูกสาวจะได้ได้ยินเวลามีภัยที่มองไม่เห็นเข้ามาใกล้ตัว จะได้เอาตัวรอดได้

เราชอบพาร์ทที่แม่สอนเลขลูกชาย (Noah Jupe จาก Wonder) ทั้งที่เรายังไม่แน่ใจว่าคณิตศาสตร์ยังจำเป็นอยู่ไหมบนโลกใบนี้

และที่สุด เราชอบพาร์ทง่าย ๆ พาร์ทที่พ่อพาลูกชายออกไปหาปลาและเรียนรู้การเอาตัวรอดข้างนอกบ้าน ถึงแม้ลูกชายจะรักตัวกลัวตาย แต่พ่อก็พาเขาก้าวข้ามผ่านข้ามกลัวนั้นไปได้ และสอนให้เขาเข้าใจว่าเขาต้องดูแลช่วยเหลือแม่และคนอื่นในครอบครัวแทนพ่อได้

ตัวลูกเองก็เหมือนกัน บางครั้งลูกอาจคิดว่าพ่อแม่ไม่รัก หรือพ่อแม่รักน้องมากกว่า แต่จริง ๆ แล้ว พ่อแม่เขาก็รักเราทุกคน แต่แค่เชื่อว่าเราดูแลตัวเองและเอาตัวรอดได้มากกว่าน้องแล้วก็ได้

(แต่ไม่ว่ายังไง สุดท้ายท้ายสุด ดูจบแล้ว ก็มิอาจสะบัดความคิดที่ว่าเอเลี่ยนคือรัฐบาลไปได้เลย ให้ตายสิ)

A Quiet Place โดยสรุป ถือว่าทำได้ดีเหนือความคาดหมาย ความชอบอยู่ในระดับพอ ๆ กับที่ชอบ Get Out ซึ่งเป็นหนัง horror เสียดสี racism ในปีที่แล้ว และคิดว่า A Quiet Place น่าจะติดอันดับหนังที่เราชอบที่สุดในปีนี้ คะแนนตามความชอบส่วนตัว 8.5/10

เข้าฉาย 5 เมษายน 2018 ในโรงภาพยนตร์

 

รีวิว A Quiet Place: ดินแดนไร้เสียง
Plot & Story8.8
Acting Performance9
Production7.5
8.4Overall Score

Comments

comments