Movie / April 11, 2018

รีวิว Rampage: ใหญ่ชนยักษ์

Big meets bigger.

เวลาเราทำงานอยู่บ้าน (เช่น แพ็กของส่งลูกค้า) แล้วอยากให้มีเสียงคน (ที่ไม่ใช่เพลง) คลออยู่ในห้องไปด้วย เรามักจะเปิด “หนัง The Rock” ใน Netflix เพราะเป็นหนังที่ไม่ต้องใช้สมอง ไม่ต้องตั้งใจดูมากก็ดูรู้เรื่อง ฉากแอ็คชั่นโครมคราม ถ้าเงยหน้าขึ้นมาดูพอดีก็จะอาจอ้าปากค้างกับความเว่อร์วัง แต่ถ้าก้มหน้าก้มตาทำอย่างอื่นแล้วพลาดซีนนั้นไป ก็ไม่ค่อยรู้สึกว่าตัวเองพลาดอะไรไปมากนัก (แต่เราไม่ได้บอกว่ามันไม่สนุกนะ…) อืม… นั่นคือ “หนัง The Rock” ในความรู้สึกและชีวิตประจำวันของเรา

Rampage เป็น “หนัง The Rock” อีกเรื่องหนึ่งที่ Dwayne Johnson แสดงนำเอง เป็น executive producer เอง และพาเราเดินเข้าป่ากันอีกครั้ง (นี่เหมือนเพิ่งหลุดออกจากป่า Jumanji มาไม่นาน ไหนจะก่อนหน้านี้ก็มี Journey 2: The Mysterious Island อีก) ในขณะเดียวกัน ก็พาเรามาถล่มเมืองใหญ่กันอีกครั้งด้วย (เช่นเดียวกับที่เคยทำใน San Andreas ซึ่งทั้ง San Andreas และ Rampage รวมถึง Journey 2: The Mysterious Island ล้วนกำกับโดย Brad Peyton)

จริง ๆ แล้ว Rampage สร้างมาจากเกมวิดีโอยุค ’80 เท่าที่เราเข้าใจมาคือ เกมไม่มีพล็อตหรือสาระอะไรมาก ผู้เล่นเล่นเป็นสัตว์ประหลาด แล้วมาทุบตึกรามบ้านช่องเพื่อเก็บแต้ม ดังนั้นพอมาเป็น “หนัง The Rock” พล็อตจึงไม่มีอะไรไปไกลได้มากกว่าที่เกมดั้งเดิมสร้างมา

หลัก ๆ หนังกับเกมน่าจะต่างกันตรงที่ตัวเอกของเกมคือสัตว์ประหลาด แต่ในหนัง แน่นอน “หนัง The Rock” ต้องโฟกัสที่ The Rock จนเสน่ห์ของความเป็นหนังสัตว์ประหลาดมันลดน้อยถอยลง เพราะหนังค่อนข้างเน้นพาร์ทมนุษย์ (ส่วนหนึ่งอาจเพราะประหยัดซีจีมั้ง) และ Johnson ก็ดูอึดทนตายยาก และดูกำยำทำได้ทุกอย่าง เดินเข้าไปหาจระเข้ยักษ์อย่างไม่มีทีท่ากลัวเกรงใดใดทั้งสิ้น (แต่ยังไม่ย่ำแย่เท่า The Tom Cruise ใน The Mummy 2017 (เรื่องนั้นมัมมี่นี่ไม่ได้ผุดได้เกิด))

เท้าความก่อนว่า เรื่องนี้ Johnson เป็น Davis Okoye บทบาทและคาแรกเตอร์ไม่แตกต่างจากเรื่องอื่น ๆ มากนัก ยังคงมีความเป็นทหาร/ตำรวจ/นักผจญภัย (เออ แต่หุ่นเค้าก็เป็นแบบนั้น จะให้ไปเล่นเป็นนักดนตรีหุ่นแบบพี่ตูน คนดูอาจไม่เชื่อเนาะ) เพิ่มเติมคือเรื่องนี้มีอาชีพเป็น primatologist และดูแลกอริลล่า กอริลล่าตัวโปรดของเขาคือกอริลล่าเผือก George ฉลาดเฉลียว มีอารมณ์ขัน และสื่อสารกับเขาด้วยภาษามือได้ ซึ่งเราชอบซีนที่มีความสัมพันธ์ระหว่างสองคนนี้ทุกซีน (คือเราเป็นคนรักสัตว์อยู่แล้วด้วยแหละ เวลาดูจึงรู้สึกว่าลิงมัน cute ดี)

จุดเริ่มต้นของเรื่องคือ เชื้อโรคจากบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งแพร่กระจายออกมา (ไม่อยากจะพูดถึงสองพี่น้องเจ้าของบริษัท คนนึงก็ร้ายเหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกโปรแกรมมาว่าต้องร้าย คนนึงก็โง่ๆกลวงๆ จนดูไม่น่าจะบริหารอะไรกับเขาได้ เบื่อพาร์ทของสองคนนี้มาก ดูแล้วรู้สึกอึดอัด) สัตว์ที่ติดเชื้อจะตัวใหญ่ขึ้น กลายพันธุ์ และก้าวร้าวจนคอนโทรลไม่ได้ ได้แก่ ลิง George, หมาป่า, และจระเข้

ลิง George, หมาป่า, และจระเข้ มุ่งหน้ามา Chicago เพื่อมาตึกของบริษัทแม่ ระหว่างทางก็ต้องฟาดฟันกับทหารและพังตึกมาตลอดแนว ส่วน Davis Okoye ก็มีดูโอเพื่อนวิ่งคือ Dr. Kate Caldwell (Naomie Harris ผู้เข้าชิงออสการ์จาก Moonlight) อดีตนักวิจัยของบริษัทผู้แพร่เชื้อนั้น ทั้งสองต้องช่วยกันหาทางหยุดสัตว์กลายพันธุ์ทั้งสามก่อนที่เมือง Chicago จะไม่เหลือซาก

พล็อตถูกสร้างมาเพื่อทำหนังวินาศสันตะโรอยู่แล้ว ดังนั้นใครต้องการความสะใจ เรื่องนี้ตอบโจทย์ความบันเทิงเลย มุกตลกก็ตลกเป็นช่วง ๆ และถ้าดู IMAX 3D ก็ยังคุ้มค่าตั๋วแน่นอน เพราะจะได้ดูพี่เบิ้มเต็มตา ภาพและเสียงตอนเมืองถล่มยิ่งไม่ต้องพูดถึง ฉากสามมิติตอนสัตว์ประหลาดอ้าปากกินคนจะดูเรียลเหมือนตัวเองเป็นคนจะลงเข้าไปในกระเพาะมันเอง (เสียดายสัตว์ประหลาดออกน้อยไปกว่าที่ควรจะเป็นนิดหน่อย) แต่คือต้องดูแบบไม่คิดอะไรจริง ๆ นะ เพราะถ้าคิดแล้วจะไม่สนุกเลย นี่นั่นโน่นไม่สมเหตุสมผลจนถึงนาทีสุดท้าย

นอกจากนี้ก็มีประเด็น อนุรักษ์/ล่าสัตว์ สอดแทรกมาด้วยนิดหน่อย จริง ๆ หนังน่าจะเข้าเร็วกว่านี้สักนิด อย่างไรก็ตาม ก็หวังว่า CEO อิตาเลียน-ไทย อาจจะพาครอบครัวมาดูหนังเรื่องนี้ แล้วสะเทือนใจอะไรขึ้นมาบ้าง

คะแนนตามความชอบส่วนตัว 7/10 (ชอบน้อยกว่า San Andreas แต่ก็ชอบลิง George) เข้าโรง 12 เมษายน นี้ ต้อนรับสงกรานต์

Comments

comments






Previous Post
รีวิว 7 Days in Entebbe
Next Post
รีวิว Blockers: ก๊วนพ่อแม่ป่วนงานพรอม บล็อกลูกสาวอย่าได้เสียตัว



Kwanmanee Haemanurux
Movie Blogger | Essay Tutor






Enjoy this blog? Please spread the word :)