Lifestyle & Perspective / Women / April 22, 2017

Chanel แท้ vs. Chanel ปลอม

การซื้อกระเป๋า Chanel คือการลงทุนอย่างหนึ่ง และก่อนลงทุน เราก็ต้องศึกษา

หลังจากที่เราซื้อ Chanel Classic So Black Medium 10″ มาเป็นกระเป๋า Chanel ใบแรกในชีวิตแล้ว เราก็อยากเปลี่ยนกระเป๋าสตางค์มาเป็นของ Chanel ด้วย และตัดสินใจเลือกใบสั้นหรือ Classic Small Wallet มา เพราะกระเป๋าสตางค์ใบยาวนั้นไม่ค่อยเหมาะกับกระเป๋า Chanel 10″ นั้นเท่าไหร่ในแง่ของการใช้งาน

ทั้ง Chanel Classic So Black Medium 10″ และ Classic Small Wallet เราซื้อมาจากช็อปที่ไทย สาขาเซ็นทรัลเอ็มบาสซี่และสาขาสยามพารากอน ตามลำดับ ทั้งนี้เพราะมันเป็น Chanel ใบแรก ๆ ของเรา แต่ละใบก็ราคาค่อนข้างสูงถึงสูงมาก หากเรายังไม่มีความรู้เกี่ยวกับมันเท่าไหร่ เราก็ขอเลือกซื้อมือหนึ่งที่ช็อปไปเลย สบายใจที่สุด (แต่ถ้าใครบินไปต่างประเทศอยู่แล้ว แนะนำซื้อช็อปที่นู่น ยังไงก็ได้ราคาที่ดีกว่า)

พอได้ใช้ Chanel Classic So Black Medium 10″ และ Classic Small Wallet เรารู้ทันทีเลยว่า เราหลงรักแบรนด์นี้มาก ใช้แล้วรู้สึกดี รู้สึกมั่นใจเลยว่า ความสวยงาม คุณภาพหนัง ความประณีตในการตัดเย็บ และคุณค่าของมัน คุ้มค่ากับการลงทุนแล้วจริง ๆ นอกจากนี้ราคาของ Chanel สูงขึ้นทุกปี ๆ ปีละ 15% เรียกว่าลงทุนแล้ว คุ้มค่ากว่าซื้อทองหรือที่ดินเสียอีก สภาพคล่องก็ดีกว่า เราเลยเริ่มสนใจแบรนด์นี้อย่างจริงจัง และตั้งใจเก็บตังค์ซื้อใบอื่น ๆ มาไว้ในครอบครองอีก

Chanel Classic So Black Medium 10″ ใบนี้ จะมารีวิวในบล็อกหน้านะคะ

เราคิดว่า วันนึงเราอาจจำเป็นต้องซื้อ Chanel จากร้านค้าในไอจี พรีออเดอร์ ฝากคนอื่นหิ้ว หรือกระทั่งซื้อ Chanel มือสอง โดยเฉพาะใบที่หายากหรือขาดตลาด วันนี้เราเลยอยากศึกษา เก็บเกี่ยวความรู้พื้นฐานในการแยกแยะระหว่าง Chanel แท้ กับ Chanel ปลอมว่าแตกต่างกันอย่างไรบ้าง ในอนาคตจะได้ไม่ถูกพวกย้อมแมวขายมาต้มเอา

เพื่อหาของปลอมมาเปรียบเทียบกับของจริง เราลองเข้าไปดู Chanel ของก๊อปเกรดออริจินัล (เกรดที่แม่ค้าเคลมว่าเหมือนจริงมากที่สุด) จากร้านค้าร้านหนึ่งในไอจี ดูในรูปถ่ายคือรู้สึกว่าโคตรเหมือนจริงมาก เลยตัดสินใจสั่งซื้อใบจริงมาเลยสักใบให้รู้แล้วรู้รอด โดยเลือกเอาโปรดักส์เล็ก ๆ  ที่คิดว่าตัวเองไม่น่าจะจำเป็นต้องใช้บ่อยมาชิ้นนึง นั่นก็คือ Chanel Card Holder ซึ่งของแท้ในช็อปราคาประมาณหมื่นนิด ๆ แต่ของก๊อปเกรดออริจินัลขายราคา 2,250 บาท

Card Holder ของก๊อปเกรดออริจินัลนั้น เราเลือกหนังคาเวียร์สีดำ-อะไหล่ทอง เหมือนกับ Classic Small Wallet ของแท้ที่เรามี (จริง ๆ ถ้าจะเอาเปรียบเทียบจริงจัง 100% เราควรซื้อ Classic Small Wallet ใบปลอมมาเทียบกับใบจริงใช่มะ แต่ที่ไม่ทำอย่างนั้น เพราะไม่อยากมี Classic Small Wallet เหมือนกันสองใบ เสียเงินซื้อของปลอมราคาหลักพันนี่ก็เป็นเงินจำนวนไม่น้อยเหมือนกัน นี่เอา Chanel Card Holder มา จะจริงจะปลอมยังไง มันก็ยังใช้ได้ชนิดไม่ซ้ำซ้อนกับ Classic Small Wallet เช่น เอามาใส่บัตรประจำตัวโรงพยาบาลสัตว์เลี้ยงหรือบัตรสะสมคะแนนปั๊มน้ำมันได้)

ได้ของแล้ว เรามาเปรียบเทียบกันเลยค่ะ!

รูปที่ 1: ด้านซ้ายมือเป็น Classic Small Wallet ของแท้จากช็อปไทย อุปกรณ์ครบเครื่อง ตั้งแต่ถุงกระดาษ ถุงผ้า กล่อง คู่มือ การ์ด ริบบิ้นและดอกคามิเลียสองดอก สก๊อตเทปและกระดาษห่อด้านในก็มีสกรีนคำว่า CHANEL ค่ะ (บล็อกหน้าจะมารีวิวใบใหญ่ของแท้ กล่องและพร็อพจะอลังเว่อร์กว่านี้ค่ะ) ส่วนด้านขวาซึ่งเป็น Card Holder ของก๊อปจากร้านในไอจีนั้น มีแต่กล่อง ข้างในกล่องบรรจุการ์ด ผ้ากำมะหยี่ และคู่มือง่อย ๆ เท่านั้น (แต่ดูจากรูปในไอจี เห็นบางเจ้าหรือบางใบ เขาก็มีดอกคามิเลียให้มาด้วยนะ)

รูปที่ 2: เปรียบเทียบกล่องดำใกล้ ๆ กันค่ะ กล่องด้านซ้ายเป็นกล่องปลอม วัสดุดูก๊องแก๊งและมีรอยง่ายมาก ฟอนต์สกรีนคำว่า CHANEL ก็คนละฟอนต์หรือความหนาของฟอนต์นี่คนละเบอร์กันค่ะ

รูปที่ 3: แกะกล่องของปลอมมาดูก่อนนะคะ กล่องปลอมนี่มีสติ๊กเกอร์ข้างกล่องชัดเจนว่างานเซิ่นเจิ้น ส่วนด้านในก็มีการ์ด ผ้ากำมะหยี่ และคู่มือง่อย ๆ ตามที่กล่าวมาข้างต้น อ้อ.. และก็มีซองกันชื้นด้วยนะ

รูปที่ 4 & 5: อย่างที่บอกนะคะ ของจริงจะอุปกรณ์ครบเครื่องกว่า เปิดกล่องมาปุ๊บ ตัวกระเป๋าสตางค์จะอยู่ในถุงผ้าแบบ flap สีดำสกรีนคำว่า CHANEL สวยหรูดูแพงกว่าเยอะ สมุดคู่มือนี่ก็คนละเรื่องเลยค่ะ

รูปที่ 6: หยิบตัวกระเป๋ามาเปรียบเทียบ บอกเลยว่า ดูผ่าน ๆ แทบแยกไม่ออกว่าอันไหนจริงอันไหนปลอม มันเหมือนกันมาก ๆ ค่ะ แต่ถ้าถือหรือสัมผัสดี ๆ จะรู้สึกว่าผิวสัมผัสและความป่องของหนังแตกต่างกันนิดหน่อย หรือถ้าเป็นของใหม่แกะกล่อง แค่ดมกลิ่นหนังปุ๊บก็จะรู้ปั๊บเลยค่ะว่าใบไหนจริงใบไหนปลอม เพราะถ้าเป็นใบแท้ หนังจะหอมมาก ๆ (นี่ชอบดม) แต่ใบปลอม หนังจะมีกลิ่นเหมือนสารเคมีหรือสารสังเคราะห์เคลือบ ไม่น่าดมเลยค่ะ

รูปที่ 7: ซูมให้เห็น texture ของหนังคาเวียร์กันชัด ๆ ค่ะ (หนังคาเวียร์คือหนังวัวที่ปั๊มลายในขั้นตอนฟินนิชชิ่งให้เหมือนไข่ปลาคาเวียร์ หนังชนิดนี้จะทนทานและเป็นรอยยากกว่าหนังแกะ) เห็นมั้ยคะว่า ดูผ่าน ๆ มันเหมือนกันมากจริง ๆ คือถ้าไม่มาจับมาดมหรือจิ้มหน้าลงไปดูใกล้ ๆ อาจดูไม่ออกเลย

รูปที่ 7: ใบปลอมด้านหน้ากับด้านหลังค่ะ ดูเผิน ๆ คือสวยเลยแหละ แต่ถ้าซูมละเอียดมาก ๆ จะพบว่างานไม่เนี้ยบเท่าของแท้ มีจุดบกพร่องหลายจุดเหมือนกันค่ะ เช่น การเดินเส้นด้ายมีลุ่ยบ้างมีปมบ้าง

รูปที่ 8: มาดูด้านในของใบปลอม แหวกดูก็พบว่าเขาปั๊มโลโก้ ชื่อแบรนด์ และ MADE IN ITALY ตามแบบของแท้ทุกจุด แต่มันดูเป็นตัวหนังสือปรินต์ลงบนหนังธรรมดา ต้องลองเอาเล็บขูด ๆ ดูค่ะ รู้สึกทองจะร่อน ๆ ออกนิดหน่อย แต่อันนี้พูดมากไม่ได้ ไม่แน่ใจว่าใช้ประเด็นนี้เช็คได้รึเปล่า เพราะไม่กล้าเอาเล็บขูดใบแท้ค่ะ


รูปที่ 9 – 11: สลับมาดูใบจริงแท้แน่นอนกันบ้างค่ะ หนังเต่งและเปล่งประกายเงางามมาก อะไหล่ก็วิบวับ ๆ ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และด้านนอกด้านใน การเดินด้ายก็เรียงเส้นคมละเอียดทุกตารางนิ้ว เรียกว่าไร้ที่ติ (หนังด้านในของรุ่นคลาสสิกเป็นสีแดงเบอร์กันดี) สกรีนโลโก้กับชื่อแบรนด์สีทองจะปั๊มจมไปกับหนังเลยค่ะ

รูปที่ 12: มาแหวกดู ป้าย Serial Number / Hologram Sticker ด้านในตัวกระเป๋ากันค่ะ เนื่องจากกระเป๋าใบเล็ก แหวกได้ไม่มาก เลยพินิจได้ไม่ละเอียดเท่าไหร่ แต่ที่ชัด ๆ คือฟอนต์ตัวเลขต่างกันค่ะ

รูปที่ 13: ทีนี้มาดูการ์ด Serial Number นะคะ ทั่วไปเลข Hologram ก็มักตรงกับเลขบน Sticker ด้านในกระเป๋าตะกี๊อยู่แล้วแหละเนอะ แต่ที่แน่ ๆ การ์ดแท้กับการ์ดปลอมจะตัวเลขคนละฟอนต์ค่ะ (จากรูป ลองสังเกตเลข 9, 1, และ 2 ของทั้งสองการ์ดได้เลย) และการ์ดแท้จะมีเงาสะท้อนกับไฟ ไม่ด้าน ๆ แบบของปลอม สติ๊กเกอร์โลโก้กลม ๆ ตรงหัวมุมการ์ดก็ดูได้ค่ะ สติ๊กเกอร์ของแท้จะขาวมุก ๆ วิบวับนิด ๆ และตำแหน่ง placement ของโลโก้บนสติ๊กเกอร์กลมจะเป๊ะกว่า

แต่ถ้าใครไม่มีการ์ดแท้เปรียบเทียบ หลัก ๆ ก็ลองดูง่าย ๆ นะคะ ถ้าการ์ดจริง ตัว Serial Number สีทองนั้นจะปั๊มจมไปเลย ไม่ได้มีลักษณะเหมือนตัวเลขสีทองปรินต์ลงบนการ์ดบ้าน ๆ อะค่ะ และอีกอย่างหนึ่งคือ ขอบโดยรอบของการ์ดนะคะ การ์ดของแท้จะไม่เนี้ยบ 100% จะมีรอย เหมือนตัดมา (เหมือนซิมการ์ดมือถือที่เลาะมาจากการ์ดสี่เหลี่ยมผืนผ้าอีกทีหนึ่ง) ในขณะที่การ์ดปลอมเขาทำมาเกลี้ยงเกลาทั้งสี่ด้านเลย ตอนแรกเราก็งง ๆ นะว่าทำไมตรงส่วนนี้ของปลอมดูเนี้ยบกว่าของจริง แต่พอไปดูการ์ดของใบ Chanel Classic 10″ มันก็มีรอยตัดเลาะเหมือนกัน

รูปที่ 14: จุดสังเกตอีกอย่างหนึ่งบนตัวกระเป๋าที่เราเห็น คือตัวอะไหล่ทองที่เป็นโลโก้ CHANEL ถ้าใบของแท้ ตรงจุดตัดที่ตัว C ทั้งสองตัวไขว้กันนั้นจะมีรอยต่อ แต่ใบปลอมนั้น ตัว C ทั้งสองตัวไขว้กันต่อเนื่องแบบไม่เห็นข้อต่อค่ะ (แต่ทั้งนี้ จุดนี้เรายังไม่ฟันธง 100% นะ เราต้องขอไปดู Card Holder ของจริงเขาอีกทีเหมือนกัน เผื่อมันคนละรุ่นหรือคนละคอลเล็กชั่นกัน แล้วโลโก้ต่างกันอยู่แล้ว อะไรอย่างงี้)

 

และนี่คือจุดสังเกตกระเป๋า Chanel แท้ กับ Chanel ปลอม เท่าที่เราสังเกตได้ด้วยตาเปล่า หากใครมีข้อมูลเสริม หรือจุดสังเกตเพิ่มเติม แนะนำหรือแชร์ทิ้งไว้ให้เราและผู้อ่านทราบเป็นวิทยาทานกันได้เลยนะคะ ^^

Comments

comments






Previous Post
5 น้ำตกดัง คุณค่าที่คุณควรไปแช่น้ำ
Next Post
รีวิว Guardians of the Galaxy Vol. 2: รวมพันธุ์นักสู้พิทักษ์จักรวาล 2



Kwanmanee Haemanurux
Movie Blogger | Essay Tutor






Enjoy this blog? Please spread the word :)