“I am a revolutionary. I only fear a life without meaning.”

7 Days in Entebbe ผลงานการกำกับของ José Padilha (ผู้กำกับจากซีรีส์ Narcos) เป็นหนังดัดแปลงจากเหตุการณ์จริงเมื่อปี 1976 ที่เครื่องบิน Air France Flight 139 ถูกจี้ ผู้โดยสารพร้อมลูกเรือรวมกว่าสองร้อยราย ถูกจับเป็นตัวประกันที่สนามบิน Entebbe โดยมี Idi Amin (Nonso Anozie) ผู้นำประเทศ Uganda ให้การสนับสนุน

กลุ่มที่จี้เครื่องบินไม่ใช่โจรปล้นเงินหรือผู้ก่อการร้าย แต่เป็นกลุ่มนักปฏิวัติจาก Popular Front for the Liberation of Palestine – External Operations (PFLP-EO) ที่ต้องการเรียกร้องให้รัฐบาลอิสราเองปล่อยเพื่อนร่วมอุดมการณ์ของพวกเขาออกจากเรือนจำ

ในหนัง กลุ่มนี้นำโดยชาวเยอรมัน Brigitte Kuhlmann (Rosamund Pike จาก Gone Girl) และ Wilfried Böse (Daniel Brühl จาก Rush) ซึ่งแรก ๆ เหมือนจะดี แต่ดูไปดูมา เริ่มรู้สึกว่าหนังเอาพวกเขามาใช้ผิด ๆ ถูก ๆ ทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ อย่างน่าเสียดาย

แล้วอีกอย่าง ตัวละครเยอะ แต่ละคนก็หลายเชื้อชาติภาษา แต่บางครั้งคนดูคนไทยอย่างเราก็งง ๆ บ้างว่าคนนี้เป็นคนชาติอะไร คนนี้อิสราเอลหรอ คนนี้เยอรมันหรอ เพราะส่วนใหญ่พูดเป็นภาษาอังกฤษ แม้แต่ในห้องประชุมคณะรัฐบาลอิสราเอลเค้าก็พูดภาษาอังกฤษกันหมด

ตัวประกันเกือบร้อยคนเป็นชาวอิสราเอลและชาวยิว บางคนดูเหมือนจะมีซีน เช่น ครอบครัวยิวสี่คนพ่อแม่ลูก ชาวยิวหล่อ ๆ ที่ถูกสงสัยว่าเป็นสปาย กลุ่มแม่ชี ป้าเยอรมันที่สติหลุดตอนถึง Entebbe ฯลฯ รวมถึงวิศวกรการบิน Jacques Le Moine (Denis Ménochet) แต่แต่ละคนก็มีซีนเป็นพัก ๆ ที่เหมือนจะมีความสำคัญ แต่สุดท้ายก็ดูไม่มีอะไรต่อเส้นเรื่องหรือพัฒนาการของตัวเอกขนาดนั้น

หนังเล่าเรียงตามลำดับวันที่ 1-7 เป็นวัน ๆ ไป มีแฟลชแบ็กบ้าง แต่โดยรวมเราคิดว่าแต่ละวันผ่านไปอย่างเฉย ๆ ไม่ได้รู้สึกมีอะไรพิเศษนักในวันอื่น ๆ พีคแค่วันแรกวันที่เริ่มปล้น แล้วก็ดร็อปลงไป ทั้งนี้น่าจะเป็นที่การเล่าเรื่องดำเนินเรื่องที่ไม่ค่อยชวนติดตาม แล้วมาพอมีตื่นเต้นขึ้นบ้างนิดหน่อยในวันสุดท้ายที่ชี้ชะตา

ถึงแม้ญาติ ๆ ของเหยื่อจะอยากให้รัฐบาลทำตามที่พวกนั้นต้องการเพื่อจะปล่อยตัวประกันกลับบ้าน แต่ฝั่งอิสราเอลไม่เคยเจรจากับผู้ก่อการร้าย (พระเอกอาจเรียกตนว่า นักปฏิวัติ แต่อีกฝ่ายเรียกเขา ผู้ก่อการร้าย) อีกอย่าง ถ้านายกฯ Yitzhak Rabin (Lior Ashkenazi) ทำตามข้อเรียกร้องของพวกนั้น ก็จะเป็นการฆ่าตัวตายทางการเมือง (Political Suicide)

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนภาระนั้นจะถูกโบ้ยไปเต็ม ๆ ที่รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม Shimon Peres (Eddie Marsan) ซึ่งเขาได้เสนอ Operation Entebbe หรือ Operation Thunderbolt ส่งทีมทหาร นำโดย Yonatan Yoni Netanyahu (พี่ชายของนายกฯ อิสราเอล คนปัจจุบัน 2018) (Angel Bonanni) แอบบุกไปฆ่าผู้ก่อการร้ายและช่วยตัวประกันออกมา

แล้วหนังยังมี subplot เกี่ยวกับความรักของตัวละครอีก (ซึ่งเราคิดว่าไม่ค่อยจำเป็น มีแล้วทำให้เรื่องเริ่มเละเทะด้วยซ้ำ) กล่าวคือ Brigitte Kuhlmann (Rosamund Pike) ก็มีแฟลชแบ็คไปนึกถึงชายคนรักของเธออีก (ในขณะที่ Böse (Daniel Brühl) คู่หูของเธอ แทบไม่ได้รับการปูพื้นหลังอะไรเลยนอกจากเป็น publisher) ซึ่งนั่นดู weak สำหรับเรามากกว่าจะดูมีความเป็นมนุษย์

นอกจากนี้ในทีมทหารพิเศษนั้น มีทหารหล่อคนหนึ่ง (Ben Schnetzer) ที่ระหองระแหงกับคนรักที่เป็นนักเต้น (Zina Zinchenko) เพราะเขาต้องไปปฏิบัติการดังกล่าวในวันที่เธอแสดงพอดี

แล้วทีมแดนซ์นี่ก็ดูเด่นมีซีนไม่ด้อยไปกว่าฉากทหารไปลงพื้นที่ช่วยตัวประกัน ตอนดูในโรง เราพยายามคิดหลายตลบว่าการแสดงของนักเต้นชุดนี้กับปฏิบัติการนี้เกี่ยวข้องกันอย่างไรได้บ้าง แต่จนปัญญาจะคิดและตีความจริง ๆ เพราะความรู้เรายังไม่เพียงพอ ออกมารีเซิชก็ได้ความว่ามันเป็นกลุ่มนักเต้นจาก Batsheva Dance Company ซึ่ง ณ เวลานั้นควบคุมการแสดงโดย Ohad Naharin (แต่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีนะว่าการแสดงนั้นเกี่ยวอะไร เพราะเราเข้าไม่ถึงความหมายของการแสดงนั้น LoL)

แต่ต้องยอมรับว่า นอกเหนือจากข้อติข้อด้อย หนังยังมีหลายอย่างที่เราชอบและดูสนุกบ้าง เช่น ไดอะล็อกบางประโยคที่เกือบจะกินใจ การเสียดสีการเมืองการทหาร และการตัดต่อสลับกันระหว่างฉากต่อสู้กับฉากแดนซ์ ที่ฉากแดนซ์ดูสนุกกว่าฉากยิงกัน

แต่หลัก ๆ เราชอบคอนเซ็ปต์นิยามคำว่า ตัวประกัน ซึ่ง ณ ที่นี้ดูแล้วดูเหมือนเกือบทุกคนในเรื่องจะเป็นตัวประกันด้วยกันทั้งสิ้น หากนิยามคำว่า ตัวประกัน ว่า ผู้ที่ไม่มีทางเลือกเพราะมีคน พันธะ หน้าที่ หรือเงื่อนไขใดใดผูกกับตัวเขาอยู่

แต่สิ่งที่เราดูมาตั้งนานแล้วกลับชอบมากที่สุดของเรื่องนี้คือฉากจบตรงต้นเครดิต ท่ีเป็นนักเต้นสองคนมาทำกิจกรรมอยู่หน้าฉาก คนนึงวิ่งอยู่กับที่เหมือนวิ่งอยู่บนเครื่องเล่นที่ฟิตเนส และอีกคนนึงเต้นแบบอ่อนช้อยเหมือนบัลเลต์ (มั้ง)

ฉากจบตรงต้นเครดิตนี้ ทำให้เราคิดเปรียบเทียบกับ การใช้กำลังหรือความรุนแรงในการยุติปัญหา กับการเจรจาต่อรองเพื่อยุติปัญหา (ซึ่งอย่างหลังเป็นสิ่งที่อิสราเอลไม่เคยทำ และทุกวันนี้ปัญหาของพื้นที่นั้นก็ยังไม่จบสิ้น)

เราต่างมีแนวคิดและวิธีการที่แตกต่างกัน การใช้กำลังหรือความรุนแรงอาจช่วยจบปัญหา ณ ตอนนั้นได้รวดเร็วทันใจทันทีก็จริงในหลาย ๆ เคส แต่สุดท้ายมันไม่ใช่การแก้ไขปัญหาระยะยาว มันจะนำไปสู่ความรุนแรงครั้งต่อ ๆ ไปอย่างไม่รู้จบ ในขณะที่การเจรจาต่อรองอันอ่อนน้อมสันติ มันอาจดูชักช้าไม่ทันการณ์ในตอนแรก แต่ไม่ช้าก็เร็วมันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงหรือทางออกในที่สุดก็เป็นได้

คะแนนตามความชอบส่วนตัว 6.5/10

Comments

comments